“สร้อยคอไปไหนแล้ว?”
หนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาอย่างคุ้นเคยเยี่ยนเจาเจากอดรอบคอเขาพร้อมยิ้มระรื่น “ทิ้งไว้ให้อยู่เป็นเพื่อนพี่ชายแล้วป้องกันพี่ชายควบคุมตนเองไม่อยู่ ใบหน้าเศร้าหมอง เพราะคิดถึงน้องสาวเหมือนพี่หวังจนเรียนไม่ได้เอาเจ้าค่ะ”
หนานหมิงเหอยิ้มอย่างช่วยไม่ได้แต่ยังคงไม่ห้ามปรามเยี่ยนเจาเจา
สร้อยคอพลอยหยกเส้นหนึ่ง สำคัญอยู่ดีแม้จะไม่ใส่นำมามอบให้เขาก็แล้วไปเถอะ หนานหมิงเหอไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้และคงไม่ไปพูดจาไร้สาระมากความกับน้องหญิงตนเองเพราะเรื่องราวเช่นนี้ด้วย
เจาเจาจัดวางและเก็บข้าวของในห้องหนานหมิงเหอเรียบร้อยหมดแล้วตอนที่หวังชิงซานกำลังพูดคุยกับหนานหมิงเหอเมื่อสักครู่นี้หนานหมิงเหอเองไม่รู้จะเอ่ยถามอย่างไรแต่กลับรู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเดิมว่าชีวิตก่อนเยี่ยนเจาเจาประสบความทุกข์ใดมากันแน่เด็กสาวที่โดนประคบประหงมดีๆ คนหนึ่งถึงขนาดเก็บห้องเป็นแล้ว
เขาเดินอุ้มเยี่ยนเจาเจาออกไปข้างนอกอย่างใจลอยคิดว่าเหลียงอินนั่นเป็นคนเช่นไรกันแน่คราก่อนตอนอยู่เมืองเซียงเฉิงทั้งที่อยู่ใกล้กันมาก แต่เพราะจังหวะไม่อำนวยสุดท้ายก็ไม่ได้พบกัน ในใจจึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เหลียงอินตอนนี้ถูกเลี้ยงดูอยู่ในวังฤดูร้อนใกล้เมืองหลวงไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้หญิง แต่อย่างไรก็เป็นถึงโอรสขององค์ฮ่องเต้หญิงการเฝ้าระวังต้องไม่หย่อนยานแน่
เขาต้องคำนึงด้วยว่าตอนนี้ตนยังสวมฐานะคนของสวนมวลบุปผาหอมอยู่หากดึงองค์หญิงมาเอี่ยวด้วยคงไม่ดีนัก
จะแก้แค้นเหลียงอินนั้นจำเป็นต้องใช้แผนระยะยาวแต่ตามนิสัยของเจาเจา นางน่าจะอยากลงมือด้วยตัวเอง ดังนั้นค่อยเป็นค่อยไปก็ได้
หนานหมิงเหอรู้ว่าเหลียงอินกระหายในอำนาจ ไม่ว่าชาติก่อนหน้าหรือชาตินี้เขาจะต้องดิ้นรนกลับเมืองเซียงเฉิงในท้ายที่สุด
เมื่อตอนนั้นกลับถึงเมืองเซียงเฉิงเยี่ยนเจาเจาอยากแก้แค้นเขาอย่างไรย่อมได้ทั้งนั้นหนานหมิงเหอจะเป็นกำลังให้เจาเจาเอง
หนานหมิงเหอเก็บสัมภาระของตนให้เรียบร้อย แล้วพาเยี่ยนเจาเจาไปเดินชมชั้นเรียนของตัวเองและรอบๆสำนัก พอเห็นว่าอาจารย์ซ่งไม่อยู่ก็ไม่ได้รอนาน อุ้มเจาเจาตรงดิ่งไปที่อาคารเหนือทันที
แม้อาคารเหนือจะมีคนไม่มาก แต่หลายวันมานี้คนก็เดินขวักไขว่ไปมาเป็นพิเศษ
เพราะวันสองวันนี้เป็นช่วงนักเรียนใหม่เข้าสถานศึกษาเหล่าเด็กสาวเปราะบางโดยธรรมชาติ เกรงว่าจะจัดการสัมภาระตัวเองได้ไม่เรียบร้อยดังนั้นบรรดาบิดาและญาติที่เป็นพี่ชายของเหล่าคุณหนูทั้งหลาย จึงได้รับอนุญาตให้ช่วยขนของและทำความสะอาดห้องเป็นกรณีพิเศษ
พี่ชายรองก็ช่วยเยี่ยนเจาเจานำเครื่องนอนนุ่มนิ่มรวมทั้งพู่กัน แท่งหมึก กระดาษ จานฝนหมึกและข้าวของต่างๆของเยี่ยนเจาเจาไปหอพักที่นางต้องอาศัยในอนาคตเช่นกัน
หอพักทางอาคารเหนือไม่แตกต่างจากหอพักของอาคารใต้อาจเป็นเพราะเหล่าสตรีค่อนข้างอ่อนแอละเอียดอ่อนเรือนเลยกว้างขวางกว่าอาคารใต้เล็กน้อย และพักกันสองคนต่อห้องด้วย
แม้ห้องเล็กๆ นั้นจะไม่ใหญ่มากแต่ก็สว่างปลอดโปร่ง หลังจากผลักประตูเล็กเปิดออกจะมีโต๊ะไม้สองตัววางคู่กันซ้ายขวาเป็นห้องเล็กๆ ประตูกั้นแบ่งด้วยม่านแขวนและฉากกั้นโครงสร้างเหมือนหอพักของนักเรียนชายทางอาคารใต้ แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย
ผู้ร่วมห้องของเยี่ยนเจาเจามาถึงแล้ว ร่างขาวผุดผ่องกระฉับกระเฉงเลิกม่านด้านหนึ่งขึ้นเสียงละมุนดังขึ้นอย่างเอียงอาย “เป็นชิงจ้าวหรือ... อ๊ะ!”
เสียงนี้สำเนียงการพูดคล้ายคลึงกับเยี่ยนเจาเจาอยู่บางส่วนเพียงแต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหนานหมิงเหอหันศีรษะไปเหลือบตามองนาง
นางหันกายมาอย่างรวดเร็วจนแทบจะชนเข้ากับหนานหมิงเหอโชคดีที่หนานหมิงเหอไวกว่า หลบหลีกได้ทันควัน ทำเอาใบหน้าของสาวน้อยขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก
สาวน้อยเงยศีรษะขึ้นมองหนานหมิงเหอแล้วรีบถอนสายตาหลบ ก้มหน้าพร้อมใบหูแดงก่ำแลดูเขินอายไม่รู้จะจัดการกับตัวเองเช่นไร
แม้ในราชวงศ์ต้าซีจะถือกำเนิดฮ่องเต้หญิงมากมายและเหล่าฮ่องเต้หญิงทั้งหลายต่างก็พยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศอย่างหนัก แต่เป็นเพราะอาณาเขตทางใต้ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจมาตลอดฐานะของสตรีจึงยังต่ำต้อยอยู่ การระมัดระวังตนระหว่างชายหญิงก็ค่อนข้างเข้มงวด
สาวน้อยพบเด็กหนุ่มหล่อเหลางามสง่าอย่างหนานหมิงเหอกะทันหันจะรู้สึกเขินอายก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สถานศึกษาสตรีของสำนักศึกษาสกุลหยวนถูกเปิดสอนมาหลายปีแต่ยังมีแค่ชั้นเรียนเดียว อีกทั้งกว่าครึ่งล้วนเป็นบุตรสาวจากตระกูลขุนนางและผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์
บุตรสาวจากครอบครัวสามัญเช่นที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยมิน่าเล่าก่อนหน้านี้มารดาของนางถึงได้ภาคภูมิใจและรู้สึกมีเกียรติยิ่งนัก
ใช่เยี่ยนเจาเจาเพียงชำเลืองมองก็จำได้ว่าเด็กสาวคนนี้คือไป๋ฝูฉวีผู้สอบได้อันดับที่สิบ
ตอนนี้อยู่ใกล้กันกลับรู้สึกว่ารูปลักษณ์เด็กสาวผู้นี้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิมทำเอาสงสัยว่ามารดาเช่นนั้นเลี้ยงดูเด็กสาวสุภาพเยือกเย็นขนาดนี้ออกมาได้อย่างไร
หนานหมิงเหอไม่ชอบสื่อสารกับสตรีคนอื่นมากนัก เขาวางเยี่ยนเจาเจาลงแล้วเดินเข้าไปทางฝั่งของเยี่ยนเจาเจาจัดเก็บสัมภาระให้นางเหมือนเยี่ยนเจาเจาเมื่อครู่
เยี่ยนเจาเจาตัวสูงขึ้นมากแต่หน้าตายังดูเด็กกว่าไป๋ฝูฉวีอย่างเห็นได้ชัด และรูปร่างเตี้ยกว่าหน่อย
นางยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆสายตาจดจ้องอยู่บนร่างไป๋ฝูฉวี ไม่เริ่มบทสนทนาก่อน
แม้เยี่ยนเจาเจาจะไม่ได้ตัดสินผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอกแต่ไม่รู้เป็นเพราะเยี่ยนฟางอู๋ก่อนหน้านี้แล้วต่อมายังมีหยวนอีย่วนโผล่มาหรือเปล่าช่วงนี้นางจึงรู้สึกไม่ค่อยดีกับหญิงสาวอ่อนโยนบอบบางที่แลดูเข้มแข็งเป็นพิเศษเหล่านี้นัก
ยิ่งไปกว่านั้น ฟังจากคำพูดนางแล้วดูเหมือนนางจะรู้ว่าตนคือหยวนชิงจ้าว
เยี่ยนเจาเจาไม่ชอบความรู้สึกที่มีคนสอดส่องอยู่ข้างหลังตนเงียบๆโดยเฉพาะเมื่อได้ยินนางเรียกตนอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย แต่ดวงตาไร้ความเป็นมิตร
นอกจากนี้นางไม่ใช่คนชอบเรียกชื่อส่วนตัวของกันและกันดื้อๆไม่ชอบคนที่ทำตัวคุ้นเคยมากเกินไปดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงเอ่ยขึ้นหลังไตร่ตรองครู่หนึ่ง
“พวกเราสอบเข้ามาพร้อมกันอาคารทางเหนือมีชั้นเรียนสตรีเพียงห้องเดียว วันหน้าพวกเราต้องเรียนที่เดียวกันแน่ข้าเห็นว่าเจ้าอายุมากกว่าข้าไม่มาก ขอคิดเออเองเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ฝูฉวีได้หรือไม่?”
เยี่ยนเจาเจายิ้มอ่อนช้อย นางเกิดในตระกูลราชวงศ์เป็นสตรีที่สวรรค์อวยชัยอย่างแท้จริง
แม้นางเพียงยืนอยู่ตรงหน้าไป๋ฝูฉวีบนร่างสวมอาภรณ์ธรรมดาไม่ได้หรูหรา แต่พลังที่แผ่ออกมาก็กระแทกใบหน้า และยังข่มจนไป๋ฝูฉวีก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัวรัศมีเปล่งปลั่งตอนแรกขาดหายไปเกือบครึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
นี่คือแรงกดดันมาแต่กำเนิดไป๋ฝูฉวีหลบหลีกประกายคมกริบตามสัญชาตญาณ
ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ไป๋ฝูฉวีมองจากไกลๆแวบเดียวก็เห็นเยี่ยนเจาเจาที่กระดานประกาศผล นางน่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง อยู่ไกลลิบยังสามารถสัมผัสกลิ่นอายไม่ธรรมดาของนางได้
ตอนนี้อยู่ใกล้กันยิ่งรู้สึกว่าความงามของนางช่างคมกริบดุดันโดยเฉพาะดวงตาเมล็ดซิ่งที่อยู่ภายในกระบอกตาลึกคู่นั้นเพียงเหลือบขึ้นมองนางเลือนราง ไม่รู้เหตุใดใจนางถึงหวาดหวั่น
นี่คือความแตกต่างของชนชั้นช่องว่างที่คนบางคนมิอาจข้ามผ่านได้ชั่วชีวิต
ไป๋ฝูฉวีเข้าใจแจ่มแจ้ง ดังนั้นนัยน์ตาจึงปรากฏแววริษยาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
บางคนเกิดมาก็มีพร้อมทุกอย่าง คนมากมายล้วนโอดครวญเช่นนี้ไป๋ฝูฉวีก็กำลังจมอยู่ในความคิดคร่ำครึไม่ต่างกัน
แต่นางกลับไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กที่เกิดมาบนเส้นชัยจะมีแรงกดดันที่เหนือจินตนาการของคนอื่นๆเยี่ยนเจาเจามี หนานหมิงเหอก็มีด้วยเช่นกัน
นางอดคิดไม่ได้ว่าหยวนชิงจ้าวเป็นหลานสาวสายตรงของเจ้าสำนักหยวนมู่แตกต่างจากพื้นเพเดิมของตนอย่างสิ้นเชิง
พอคิดถึงพื้นฐานครอบครัวตนเอง นัยน์ตาของไป๋ฝูฉวีพลันมืดครึ้มลงผ่านไปชั่วครู่นางค่อยเงยหน้าขึ้น เก็บสีหน้าทั้งหมดแล้วยิ้มบางเบา “ใช่แล้วปีนี้ข้าพึ่งอายุสิบสามปี ขอฝากตัวเป็นศิษย์พี่หญิงของศิษย์น้องชิงจ้าวแล้ว”
รอยยิ้มนางหมดจดเยี่ยนเจาเจาเผลอคิดถึงหยวนอีย่วนไม่ได้ สีหน้าจึงมืดมนลงเรื่อยๆ
รูปโฉมของเยี่ยนเจาเจางดงามสดใส ขอเพียงยิ้มก็จะเจิดจ้าขึ้นมาแต่ถ้าไม่ยิ้ม เครื่องหน้าจะยิ่งคมชัด แลดูเยือกเย็นเฉียบขาดเหมือนกับเด็กหนุ่มที่พึ่งจะอุ้มนางมาที่นี่
ใบหน้าเยี่ยนเจาเจาราวกับแปะหราว่า“ข้าไม่สนิทกับเจ้า” ไป๋ฝูฉวีหลักแหลม เม้มริมฝีปาก ก่อนถอยหลังไปสองก้าวไม่ใกล้ชิดเช่นเมื่อครู่อีก
นางยิ้มจางๆ “ศิษย์น้องชิงจ้าวคงเหนื่อยแล้ว? เดินทางมายาวไกลเป็นข้าคิดไม่รอบคอบเอง มาหยุดคุยกับศิษย์น้องอยู่ตรงนี้ ศิษย์น้องพักผ่อนดีๆ เอาไว้ครั้งต่อไปค่อยมาต้อนรับศิษย์น้องใหม่”
นางยอบตัวคารวะเยี่ยนเจาเจาอย่างไม่อ่อนน้อมไม่โอหังดูรู้ความมีเหตุมีผล เยี่ยนเจาเจาก็คิดเหมือนกันว่าเหตุใดตนต้องโทษสาวน้อยเพราะหยวนอีย่วนจึงเม้มริมฝีปาก คารวะตอบอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
ชั่วเวลานี้เองเสียงเจี๊ยวจ๊าวของสตรีคนหนึ่งพลันดังมาจากนอกเรือน “ฝูเอ๋อร์ ฝูเอ๋อร์ข้าเห็นพี่หญิงคนนั้นของเจ้าแล้ว!”
เสียงนี้เป็นของสตรีที่โอ้อวดอยู่หน้ากระดานประกาศผลสอบเมื่อเช้ามารดาแท้ๆ ของไป๋ฝูฉวีนั่นเอง ตัวนางยังมาไม่ถึงเสียงก็มาก่อนแล้วช่างหนวกหูเสียจริง
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรน่ะ!ท่านมีข้าเป็นบุตรสาวคนเดียว จะไปมีพี่หญิงน้องหญิงจากไหนกัน”
สีหน้าไป๋ฝูฉวีไม่แปรเปลี่ยนแต่เยี่ยนเจาเจากลับเห็นประกายดำมืดแวบผ่านในแววตานางชัดเจน
นางรีบร้อนทักทายออกไปน้ำเสียงดูเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย อาจเป็นเพราะรู้สึกเพลียกับความขี้โวยวายและพูดจาไม่รู้กาลเทศะของมารดาตนเอง
พี่หญิง?
เยี่ยนเจาเจามองไป๋ฝูฉวีใจคาดเดาเรื่องบางอย่างได้รางๆ แต่นางมิใช่คนชอบซุบซิบนินทาหรือเข้าไปสอดเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมห้อง
ไม่ใช่ว่านางอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้แม้เยี่ยนเจาเจาจะบอบบางแต่กลับไม่กลัวลำบากยิ่งมิต้องกล่าวว่าสภาพแวดล้อมที่นี่นับว่าดีมากแล้วสำหรับนาง
แต่ไป๋ฝูฉวีผู้นี้เพียงมองก็รู้ว่าเป็นคนลึกล้ำเยี่ยนเจาเจาไม่ได้เกลียดคนเจ้าเล่ห์ ตราบใดที่ไป๋ฝูฉวีไม่มากวนอารมณ์นางเยี่ยนเจาเจาก็ไม่จำเป็นหรือจะบอกว่าขี้เกียจขัดแย้งกับนางดี
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่ชอบสตรีเอะอะมะเทิ่งอย่างมารดาไป๋นักในเมื่อตอนนี้มารดาไป๋มาแล้ว นางก็ไม่อยากออกไปดูข้างนอกอีก จึงตรงเข้าไปในห้องกั้นของตัวเองเพื่อดูว่าหนานหมิงเหอทำอะไรอยู่
หนานหมิงเหอจัดข้าวของของเจาเจาเรียบร้อยแล้วในหอพักสตรีมีโต๊ะเครื่องแป้งเรียบง่ายและตู้เสื้อผ้าเล็กๆ หลังหนึ่งหนานหมิงเหอกำลังหยิบอาภรณ์ของเยี่ยนเจาเจาวางเข้าตู้
เรื่องพวกนี้ปกติหงซิ่วเป็นคนทำแต่หนานหมิงเหอกลับทำโดยไม่เก้กังสักนิด เยี่ยนเจาเจามองอยู่ชั่วครู่ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยหนานหมิงเหอปฏิเสธจะเล่าเรื่องในอดีตของตนเองแล้วความจริงเขาผ่านอะไรมากันเล่าถึงกลายเป็นเช่นนี้?
บนโลกไม่มีใครเกิดมาเคยชินกับการปรนนิบัติผู้อื่นตั้งแต่เกิดเยี่ยนเจาเจาทำเป็นเพราะนางทำมันมาหลายปี แต่ภูมิหลังของหนานหมิงเหอเล่าอะไรทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น?
หาได้ยากนักที่หนานหมิงเหอจะไม่สังเกตเห็นเยี่ยนเจาเจาเวลาเข้ามา
ข้างเรียวขามีหีบเสื้อผ้าเปิดอยู่สองใบในมือเขาถือกระโปรงหรูฉวินสีเขียวใบไผ่ตัวหนึ่ง ความอ่อนโยนที่ไม่ค่อยปรากฏแฝงอยู่บนใบหน้าแต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าเล็กน้อย ชัดเจนว่าไม่ได้มองอาภรณ์ เพียงเผลอนึกถึงเรื่องราวบางอย่างผ่านเสื้อผ้า
เยี่ยนเจาเจามองชุดกระโปรงด้วยความสงสัยเพียงแต่นึกไม่ออกในทันทีว่าชุดกระโปรงตัวนั้นมันพิเศษอย่างไร ถึงทำให้พี่ชายรองของนางมองมันด้วยแววตาอ่อนโยนจึงยักไหล่แล้วเรียกหนานหมิงเหอ