เมื่อเข้ามาในกระโจม ลี่หงจึงทำการลงอักขระปิดกั้นทันทีเนื่องจาก้าความเป็ส่วนตัว
ทางด้านลี่หยาง แม้จะยังไม่ไว้ใจสหายทั้งสองของน้องสาวแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากน้องสาวตนเป็คนพาทั้งสองเข้ามา แต่ทันทีที่เห็นน้องสาวตนเขียนอักขระออกมาปิดกั้นกระโจมก็เบิกตากว้าง
“หงเอ๋อร์ จะเ้าสามารถฝึกยุทธได้แล้วหรือ ละ แล้วเ้ายังใช้อักขระได้ด้วยงั้นรึ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มรับด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“เ้าค่ะท่านพี่ ตอนนี้น้องสาวแสนสวยของท่านสามารถฝึกยุทธได้แล้ว”บทสนทนาของสองพี่น้อง ทำให้สองสัตว์อสูรในคราบมนุษย์สงสัยแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยแทรกขึ้นมาอีกทั้งเฮยหลงยังแอบต่อประโยคของลี่หงในใจ ‘แถมยังโเี้อำมหิต สุดๆด้วย’
เมื่อได้ยินดังดังนั้นลี่หยางจึงรีบตรวจสอบระดับพลังของน้องสาวทันที แต่รองแม่ทัพหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้างกับระดับพลังที่ตรวจสอบได้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หงเอ๋อร์เ้าเป็อัจฉริยะจริงๆ แค่สามเดือนเ้าสามารถฝึกฝนจนถึงระดับปราณปฐีขั้นหนึ่งแล้วเก่งมาก เ้าเก่งมากน้องพี่” ลี่หยางพูดขึ้นด้วยความดีใจพลางยกมือหนามาขยี้หัวน้องสาวด้วยความยินดี
เนื่องจากเวลาเพียงแค่สามเดือน น้องสาวของตนก็สามารถบรรลุถึงระดับปราณปฐีที่หลายๆคนใฝ่ฝันถ้าเป็คนทั่วไปที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันกับน้องสาวตนถือว่าเป็อัจฉริยะแล้ว
แต่หากเทียบกับน้องสาวของตนที่เริ่มฝึกฝนแค่สามเดือนหรืออาจจะน้อยกว่านั้นแค่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับปราณปฐี ด้วยเหตุนี้จะไม่ให้ตนดีใจได้ยังไง
“เ้าค่ะท่านพี่ว่าแต่ท่านพี่มาทำอะไรที่นี่เ้าคะ ไม่ใช่ว่าท่านพี่จะต้องอยู่ประจำการที่เมืองหลวงหรือเ้าคะ”ลี่หงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวลี่หยางจึงเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้น้องสาวตนฟังทั้งเื่เสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ดังก้องไปทั่ว ทั้งข่าวลือเื่การต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับราชันย์การต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิและการหายไปของหมอกในป่าหมอก
ลี่หงฟังเื่ราวจากปากของพี่ชายด้วยความใที่ใไม่ใช่เื่อื่นใดนอกเสียจากเื่วุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งการต่อสู้ทั้งเสียงร้องคำราม ทั้งหมอกที่หายไปที่เ้าตัวมารู้ทีหลังจากปากเฮยหลงว่ามันคือม่านหมอกที่เกิดจากแกนมิติเท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็ฝีมือตนทั้งสิ้น
ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ได้แต่ขอโทษขอโพยทุกคนในใจส่วนทางด้านหั่วหงและเฮยหลงนั้นนั่งยิ้มแย้มกับท่าทางของเ้านายสาวด้วยความขบขันเนื่องจากตนรู้ดีว่าต้นเหตุเื่ทั้งหมดนั้นนั่งอยู่ตรงหน้านี่เอง
เมื่อเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้น้องสาวฟังลี่หยางจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัย
“หงเอ๋อร์ว่าแต่ทำไมเ้าถึงมาอยู่แถวนี้ได้ แล้วท่านอาจารย์เ้าอยู่ที่ไหน” เมื่อได้ยินคำถามของพี่ชายสมองน้อยๆของลี่หงจึงรีบคิดหาคำแก้ตัว เพราะตนไม่สามารถบอกกล่าวความจริงออกไปได้
“ข้าขอตอบคำถามท่านพี่รวดเดียวเลยก็แล้วกันพอท่านอาจารย์รักษาเส้นชีพจรให้น้องเสร็จก็สั่งสอนชี้แนะและถ่ายทอดสิ่งต่างๆให้จากนั้นท่านอาจารย์นำพาน้องมาทิ้งไว้ในป่าหมอกนี่แหละเ้าค่ะ” ได้ยินน้องสาวตนพูดดังนั้นคนเป็พี่ก็แสดงสีหน้าเป็ห่วงอย่างสุดซึ้งออกมา
“ดีแล้วล่ะที่เ้ากลับออกมาได้อย่างปลอดภัยว่าแต่เมื่อไหร่เ้าจะกลับบ้านทุกคนคิดถึงเ้ามากเลยนะ”
“แล้วท่านพี่จะเดินทางกลับเมื่อไหร่เ้าคะ”
“อีกสองสามวันน่ะเหตุการณ์ในป่าหมอกก็สงบดีแล้ว ฝ่าาจึงมีรับสั่งให้กลับเมืองหลวง”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา
“ถ้าอย่างนั้นน้องรอกลับพร้อมท่านพี่นะเ้าคะ่สองสามวันนี้น้องจะเที่ยวเล่นอยู่แถวนี้รอ” หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ทำเหมือนกับในกระโจมมีพวกตนอยู่สองคนจนเฮยหลงและหั่วหงอดคิดไม่ได้ว่าให้พวกตนตามเข้ามาทำไม
ด้านนอกกระโจม ตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าทหารที่มามุงดูและแอบฟังการสนทนาของรองแม่ทัพผู้เ็าผู้ไม่เคยสนสตรีใดในโลกหล้า แต่วันนี้กลับพาสตรีเข้าไปคุยกันในกระโจมแถมยังมีท่าทางสนิทสนมจนเกินงามทำให้เกิดข่าวลือไปทั่วทั้งค่าย จนล่วงรู้ไปถึงหูผู้ที่เป็ใหญ่ที่สุดในค่าย
ด้วยความอยากเห็นสตรีที่สหายหมายตาต้องใจบุรุษที่เป็ใหญ่ที่สุดในค่ายก็เดินนำเหล่าสหายและองครักษ์มุ่งหน้าไปยังกระโจมรองแม่ทัพแต่ทว่าไม่ว่าจะะโยังไม่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ด้านใน เมื่อคิดจะเดินเข้าไปกลับถูกขวางกั้นโดยพลังอะไรบางอย่าง
“อักขระงั้นรึ!แถมยังเป็ม่านอักขระขั้นสีเขียวด้วย”สิ้นเสียงของชายคนดังกล่าวก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น ผู้ใช้อักขระนั้นเป็ตัวตนระดับใดยิ่งเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวที่ทั่วทั้งแผ่นดินนี้มีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำหลายคนอดแปลกใจไม่ได้ที่รองแม่ทัพรู้จักกับผู้ใช้อักขระ
“เ้ามั่นใจว่าเป็พลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวแน่นะน้องสี่”ชายผู้เป็ใหญ่ที่สุดหันไปพูดกับชายหนุ่มข้างกาย
“ข้าแน่ใจเสด็จพี่”เมื่อได้รับคำยืนยัน ชายที่เป็ใหญ่ที่สุดในที่นี้จึงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนส่วนตนยังคงยืนพูดคุยกับชายที่เรียกว่าน้องสี่และองครักษ์ข้างกาย
ภายในกระโจม ลี่หงยังคุยกับลี่หยางอย่างสนุกสนานจนหลงลืมเวลาไปชั่วขณะจากนั้นจึงขอตัวเข้าเมืองหมอกม่วงที่ได้ทราบมาจากพี่ชายเพื่อไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน แม้ลี่หยางไม่อยากให้น้องสาวห่างกายแต่การที่จะให้สตรีพักอยู่กับตนในค่ายทหารย่อมไม่ส่งผลดีต่อน้องสาวเมื่อตกลงและนัดแนะกันเรียบร้อยแล้วลี่หงก็คลายอักขระออก
เมื่ออักขระถูกคลายลี่หยางก็เดินนำทั้งสามออกมาจากกระโจมทันทีที่ออกมาจากกระโจมลี่หงก็ต้องแปลกใจ เมื่อมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีดูสูงศักดิ์ยืนรออยู่แต่ละคนยังมีใบหน้าหล่อเหลายากจะหาใดเทียม เมื่อเห็นดังนั้นลี่หงก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเนื่องจากกลุ่มคนตรงหน้านั้นตนไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว
“ถวายบังคมพะยะค่ะองค์รัชทายาทไม่ทราบว่ามีเื่อะไรถึงได้มารวมตัวกันที่กระโจมของกระหม่อม” เมื่อเห็นคนตรงหน้าลี่หยางจึงรีบทำความเคารพทันทีจากนั้นจึงหันมาสะกิดน้องสาวที่ยังยืนจ้องกลุ่มคนตรงหน้า
“ถวายบังคมเพคะองค์รัชทายาท” ทันทีที่รู้ว่าคนตรงหน้าคือใครลี่หงจึงรีบทำความเคารพก่อนจะหันมาพูดคุยกับพี่ชาย โดยไม่ให้ความสนใจกับกลุ่มคนตรงหน้าอีก
“ท่านพี่ข้าไปก่อนนะเ้าคะพรุ่งนี้ข้าจะรอท่านที่โรงเตี๊ยมในเมืองหมอกม่วงนะเ้าคะ” พูดจบลี่หงก็ทะยานจากไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ได้ล่ำลากลุ่มคนตรงหน้าที่เป็ถึงเชื้อพระวงศ์แม้แต่น้อย
เมื่อทุกคนเห็นการกระทำของลี่หงต่างก็ไม่พอใจเป็อย่างมากโดยเฉพาะเหล่าองครักษ์และทหารแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเพราะความเร็วของทั้งสามคนนั้นรวดเร็วจนพวกตนเห็นเพียงภาพติดตาเท่านั้น
“ขออภัยแทนน้องสาวของกระหม่อมด้วยพะยะค่ะนางคงไม่คุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์จึงทำตัวไม่เหมาะสม”รัชทายาทหนุ่มเมื่อได้ยินรองแม่ทัพหรือสหายของตนพูดดังนั้นจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจ
“เ้าบอกว่านางเป็น้องสาวเ้างั้นรึ”
“เข้าไปคุยในกระโจมดีกว่าพะยะค่ะ”หลิวลี่หยางพูดขึ้นพลางเชิญสหายและนายเหนือหัวเข้าไปในกระโจม จากนั้นจึงอธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นตามที่ได้นัดแนะไว้กับน้องสาว
ทางด้านลี่หง เมื่อออกมาจากค่ายทหารก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหมอกม่วงทันทีด้วยความเร็วของลี่หง หั่วหงและเฮยหลงทำให้สามารถเดินทางมาถึงประตูเมืองหมอกม่วงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยลักษณะท่าทาง การแต่งกายและบรรยากาศรอบตัวของทั้งสาม ทำให้ทหารที่เฝ้าประตูเมืองไม่สอบถามอะไรมากนักทั้งยังให้ทั้งสามเข้าเมืองโดยไม่ตรวจสอบอันใด
เมื่อก้าวผ่านประตูเมืองมา กลุ่มของลี่หงก็เป็จุดสนใจในทันทีเนื่องด้วยรูปโฉมของลี่หงและหั่วหงที่สตรียังต้องแลมอง แม้จะปกปิดใบหน้าครึ่งล่างแต่ก็ไม่สามารถปกปิดความงามเฉิดฉายออกมาได้แต่ลี่หงก็ไม่ได้สนใจผู้คนที่มองมาทางตนแม่แต่น้อย เพราะตอนนี้ทั้งสามกำลังเหม่อมองบรรยากาศบ้านเรือนรอบตัวด้วยความตื่นเต้น
หนึ่งตื่นเต้นเพราะนี่เป็การเข้าเมืองครั้งแรกั้แ่มาอยู่ในโลกใบนี้หนึ่งไม่ได้เข้ามาเยี่ยมชมเมืองมนุษย์มาเนิ่นนานและหนึ่งพึ่งเข้าเมืองมนุษย์เป็ครั้งแรก ทั้งสามเหม่อมองบรรยากาศครึกครื้นรอบด้วยสายตาแวววาวภาพอาคารบ้านเรือนที่แปลกตาฉายชัดเข้ามาในครรลองสายตาของทั้งสามบรรยากาศภายในเมืองที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ บ้างก็ยืนพูดคุย บ้างก็กำลังซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแผงค้าขายข้างทางก็มีแต่สินค้าแปลกตาสำหรับทั้งสาม
แต่เมื่อลี่หงเข้าไปเยี่ยมชมสินค้าพลันนึกถึงสิ่งหนึ่งได้ทำให้อารมณ์สุนทรีย์ของลี่หงต้องหยุดชะงัก แล้วทั้งสามจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปยังหอการค้าตระกูลโจวแทน
เนื่องจากลี่หงทราบมาจากพี่ชายของตนว่าหอการค้าตระกูลโจวเป็หอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหมอกม่วงแห่งนี้ทั้งยังบริการลูกค้าดีที่สุดแต่เมื่อจะให้เงินน้องสาวมาใช้จ่ายลี่หงก็ปฏิเสธทันที เพราะเ้าตัว ตั้งใจจะนำสมุนไพรที่เก็บได้ในป่าหมอกมาขายเพื่อปูทางสู่อนาคต
หอการค้าตระกูลโจวนั้นถือว่าเป็หอการค้าขนาดใหญ่มีสาขาอยู่ในหลายอาณาจักรส่วนสาขาใหญ่นั้นอยู่ในเมืองหลวงอาณาจักรเมฆาคราม ตอนนี้กลุ่มของลี่หงได้มาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสีแดงขนาดใหญ่สูงถึงสี่ชั้นคนเฝ้าประตูเมื่อสังเกตการแต่งกายของกลุ่มลี่หงก็ไม่ได้ทำการขัดขวางใดๆเนื่องจากเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นดูจากภายนอกแล้วบ่งบอกได้ว่าเป็บุตรสาวของเหล่าตระกูลใหญ่แน่นอน
“ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านลูกค้า้าซื้อสินค้าหรือนำสินค้ามาขายเ้าคะ”ลี่หงเดินเข้ามาไม่นานก็มีพนักงานสาวในหอการค้าเข้ามาสอบถาม
“ข้านำของมาขาย” ได้ยินดังนั้นพนักงานสาวก็พูดขึ้น
“เชิญท่านลูกค้าตามมาทางนี้เลยเ้าค่ะ”พูดจบพนักงานสาวก็เดินนำกลุ่มของลี่หงไปยังห้องรับรอง ที่อยู่ด้านข้างโถงทางเข้าหอการค้า
“เชิญพวกท่านนั่งรอสักครู่นะเ้าคะ”เมื่อพนักงานสาวออกจากห้องไป ลี่หงก็มองสำรวจห้องรับรองทันที ในห้องที่พนักงานพาพวกลี่หงเข้ามานั้นประดับตกแต่งอย่างประณีตงดงามไม่นานพนักงานสาวก็เดินนำผู้าุโคนหนึ่งเข้ามาในห้อง หันมาพูดกับลี่หง
“เชิญท่านผู้าุโเ้าคะ”หลังจากพนักงานสาวพูดจบก็มีชายชราใบหน้ายิ้มแย้มเดินเข้ามาในห้อง เมื่อชายชราเห็นกลุ่มของลี่หงก็แปลกใจเล็กน้อยด้วยประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ชายชรารับรู้ได้ทันทีว่ากลุ่มจอมยุทธน้อยตรงหน้าไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญทั้งยังไม่ควรตอแยด้วยอย่างยิ่ง
“โอ้!! ไม่ทราบว่าพวกท่านเหล่าจอมยุทธน้อยมีอะไรมาเสนอขายให้แก่หอการค้าตระกูลโจวของเรา” ชายชราพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงแม้ภายในยังคงตรวจสอบกลุ่มจอมยุทธน้อยตรงหน้าอยู่ก็ตาม
ทางด้านลี่หงก็เช่นกันเมื่อชายชราเดินเข้ามาในห้องก็ตรวจสอบทันที แม้จะดูแก่ชราแต่ด้วยพลังที่อยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นเก้านั้นนับว่าไม่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่งแล้วคนระดับนี้มาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใด?แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดชายชราตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีคุกคามหรือเป็ปฏิปักษ์ต่อตนเพียงแค่นี้ลี่หงก็ไม่ใส่ใจสิ่งอื่นใดแล้ว
แม้จะไม่สนใจแต่ลี่หงก็อดคิดไม่ได้ว่าชายชราตรงหน้าต้องเป็ผู้าุโระดับสูงของหอการค้าแห่งนี้แน่นอนเมื่อตรวจสอบจนพอใจลี่หงก็นำขวดแก้วขนาดเล็ก ที่แอบหยิบติดมือมาจากกระโจมของลี่หยางแล้วนำไปเติมน้ำทิพย์โอสถจนเต็มออกมาจากสาบเสื้อ
“ข้ามีสิ่งนี้มาเสนอขายเชิญท่านผู้าุโตรวจสอบได้” พูดจบลี่หงก็นำขวดน้ำทิพย์โอสถออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าชายชราเมื่อเห็นของเหลวในขวดแก้วชายชราก็เบิกตากว้าง เนื่องจากน้ำที่บรรจุในขวดแก้วนั้นหาใช่น้ำสีใสที่ธรรมดาสามัญไม่แต่กลับเป็น้ำสีเขียวสดใสราวกับหยกเนื้อดี ซึ่งบ่งบอกได้ว่าน้ำตรงหน้าเป็น้ำทิพย์แน่นอนทั้งยังบรรจุอยู่เต็มขวดกะดูด้วยสายตาแล้วในขวดต้องบรรจุน้ำทิพย์มากกว่าสามสิบหยดแน่นอน
“จะ จอมยุทธน้อย นะ นะ น้ำนี่มัน”เมื่อได้สติกลับมา ชายชราก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อย่างที่ท่านคิดเ้าค่ะ นี่คือน้ำทิพย์โอสถ”ได้ยินดังนั้นชายชราก็เบิกตากว้าง จากนั้นจึงหันมามองกลุ่มคนตรงหน้าสลับกับขวดน้ำทิพย์โอสถด้วยความใเนื่องจากกลุ่มคนตรงหน้านั้นไม่ธรรมดาอย่างที่ตนคิดไว้จริงๆ ต้องเป็ตัวตนระดับไหนต้องมีผู้อยู่เื้ัที่แข็งแกร่งขนาดไหน ถึงจะได้น้ำทิพย์โอสถที่ล้ำค่าและหายากมากขนาดนี้แต่หารู้ไม่ว่าเด็กสาวตรงหน้านั้นมีน้ำทิพย์ในเป็ทะเลสาบ
“ท่านจะให้ราคาเท่าไหร่ ท่านผู้าุโ”ลี่หงพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นชายชรายังเอาแต่สนใจน้ำทิพย์โอสถ เมื่อได้ยินคำถามของลี่หงชายชราจึงได้สติกลับมาแล้วพูดขึ้น
“ที่จริงข้าก็อยากรับซื้อไว้ แต่ข้าแนะนำว่าเ้าควรนำมันเข้าประมูลดีกว่าเพราะมันย่อมได้ราคาดีกว่า อีกอย่างการประมูลจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้วด้วย”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ เนื่องจากตนคาดเดาไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกนำน้ำทิพย์โอสถออกมา
หากชายชราผู้นี้คิดจะคดโกงย่อมต้องรีบเสนอราคาออกมาแต่กลับบอกให้ตนนำไปประมูลแทน นั่นย่อมบอกได้เป็อย่างดีว่าชายชราตรงหน้านั้นไม่ได้มีจิตคิดคดโกงต่อตนทำให้ลี่หงพึงพอใจในตัวของชายชราเป็อย่างมาก
“อืม! แบบนั้นก็ไม่เลวเหมือนกันถ้าอย่างนั้นข้าฝากท่านผู้าุโนำสิ่งนี้เข้าร่วมประมูลด้วย” พูดจบลี่หงก็นำผลท้อวิเศษออกมาหนึ่งลูกเห็นดังนั้นดวงตาของชายชราก็เบิกกว้าง
“ยะ ยัยหนู จะ จะ เ้าจะนำของพวกนี้ออกไปประมูลจริงงั้นรึ! ขะ ข้าว่าเ้าเก็บไว้ใช้เองจะดีกว่านะ”ชายชราพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะของแต่ละอย่างที่คนตรงหน้านำออกมานั้นหาใช่ของธรรมดาสามัญไม่
“ท่านไม่ต้องห่วงหรอกท่านผู้าุโของพวกนี้ตัวข้านั้นยังมีอยู่อีกชิ้นสองชิ้น หากใช้หมดค่อยเข้าไปหาเอาใหม่ในป่าหมอกก็ได้”เมื่อชายชราได้ยินคำพูดของลี่หงก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง พลางคิดในใจ ‘เด็กพวกนี้พูดราวกับว่าป่าหมอกเป็สวนหลังบ้านจะเข้าไปเมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งผลไม้วิเศษ ทั้งน้ำทิพย์โอสถ ป่าหมอกงั้นรึ! น่าสนใจจริงๆ’
“เฮ้อ! ถ้าเ้ายืนยันแบบนั้นข้าก็คงไม่ขัดหรอก”ชายชราพูดขึ้นพลางถอนหายใจ จากนั้นทั้งสองจึงทำข้อตกลงการนำของเข้าร่วมประมูล โดยราคาที่ได้จะต้องหักเข้าหอการค้าสิบส่วน
“เอ่อ!! ท่านผู้าุโท่านพอจะมีแหวนมิติสักสองสามวงไหม” ลี่หงพูดขึ้นเนื่องจากตนไม่อยากให้ใครรับทราบเื่มิติพิเศษจึง้าแหวนมิติมาใช้เพื่อปกปิด
“เ้ารอสักครู่” พูดจบชายชราก็เดินออกจากห้องรับรองไปไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมกับแหวนมิติสีเหลืองทองสามวง
“แหวนมิติสามวงนี้ราคาเท่าไหร่เ้าคะ”
“แหวนสามวงนี้ราคาอยู่ที่วงละหนึ่งร้อยเหรียญทองแต่ข้าไม่คิดเงินจากเ้าหรอกถือว่าเป็ของตอบแทนลูกค้าพิเศษเช่นเ้าก็แล้วกัน แล้วก็ป้ายหยกนี้มันจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่เ้าในหอการค้าของเราในทุกสาขาและยังมีส่วนลดให้เ้าอีกยี่สิบส่วน อ้อ! ยังสามารถใช้ได้กับโรงเตี๊ยมตระกูลโจวด้วยนะ”พูดจบชายชราก็ส่งแหวนมิติและป้ายหยกของหอการค้าให้แก่ลี่หง
“ขอบคุณท่านผู้าุโ ข้ามีอีกเื่อยากรบกวนท่านผู้าุโหน่อยเ้าค่ะข้าขอแลกสิ่งนี้ให้เป็ตัวเงินจะได้ไหม”พูดจบลี่หงก็นำผลึกิญญาฟ้าออกมาหนึ่งก้อน เมื่อเห็นผลึกิญญาฟ้าชายชราก็ต้องใอ้าปากค้างจนยืนแทบไม่ไหว‘นะ นี่ นี่มันผลึกิญญาฟ้า ดะ เด็กพวกนี้เป็ใครกันแน่ เหตุใดถึงมีของล้ำค่ามากมายเพียงนี้’เมื่อตั้งตัวได้ชายชราจึงรีบพูดขึ้น
“ได้ เ้ารอข้าสักครู่”พูดจบชายชราก็ออกจากห้องไปอีกครั้งแต่คราวนี้หาได้เดินไปเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ แต่กลับวิ่งพรวดออกไปด้วยความรวดเร็วแล้วก็กลับข้ามาพร้อมกับแหวนมิติหนึ่งวงเมื่อรับแหวนมิติมาแล้วลี่หงก็ทำการตรวจสอบทันที แต่ลี่หงก็ต้องแปลกใจเพราะจำนวนเงินที่อยู่ในแหวนมิตินั้นมากกว่าที่ควรจะเป็
“เอ่อ! ท่านผู้าุโเหตุใดมันมากมายเพียงนี้เ้าคะ” ลี่หงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะเ้าตัวรู้เพียงว่าผลึกิญญาฟ้านั้นสามารถใช้แทนเงินตราได้จึงคิดนำมาแลกเปลี่ยนเป็เม็ดเงินแต่ก็ไม่คิดว่าผลึกิญญาฟ้าเพียงหนึ่งก้อนมีค่ามากมายมหาศาลขนาดนี้
“ถือซะว่าเป็คำขอบคุณจากข้าก็แล้วกันอีกอย่างผลึกิญญาฟ้าหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับเงินหนึ่งแสนเหรียญทองแล้วแต่ด้วยผลึกิญญาฟ้านั้นหาได้ยากยิ่งผู้คนมักซื้อแลกเปลี่ยนมันด้วยราคาที่มากกว่าความเป็จริงอีกอย่างด้วยผลึกิญญาฟ้าของเ้าอาจช่วยให้ข้าสามารถทะลวงระดับต่อไปได้”ชายชราพูดขึ้นด้วยความหวัง ว่าผลึกิญญาฟ้าของลี่หงจะสามารถช่วยให้สามารถทะลวงสู่ระดับต่อไปได้
การจะหาผลึกิญญาฟ้าสักก้อนนั้นยากเย็นยิ่งั้แ่ที่ชายชราได้ยินว่าหมอกในป่าหมอกหายไป ตนจึงมาเยี่ยมเยือนหอการค้าสาขาเมืองหมอกม่วงแห่งนี้และหวังจะเข้าไปค้นหาสมุนไพรในป่าหมอกมาหลอมโอสถหากโชคดีอาจจะพบผลึกิญญาสักก้อนสองก้อนแต่ไม่คิดว่าวันนี้ผลึกิญญาฟ้าหาได้ยากเย็นกลับลอยมาหาตนถึงมือ
“เช่นนั้นข้าน้อยต้องขอบคุณท่านผู้าุโแล้วเ้าค่ะข้าน้อยหลิวลี่หงวันนี้ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้พบเจอกับท่านผู้าุโ”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความยินดีที่ได้เงินฟรีมาอีกตั้งหนึ่งหมื่นเหรียญทอง ด้วยเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองนั้นมีค่ามากมายมหาศาลขนาดชาวบ้านธรรมดาทั่วไปการจะได้เงินหนึ่งเหรียญทองนั้นต้องใช้เวลาสะสมมากกว่าครึ่งปีแต่ลี่หงกลับได้มาฟรีๆตั้งหนึ่งหมื่นเหรียญทอง
โดยค่าเงินต่างๆในดินแดนแห่งนี้ แบ่งออกเป็สามประเภทได้แก่เหรียญทองแดงเหรียญเงิน และเหรียญทอง โดยหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน หนึ่งร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทองและนอกจากเงินตราสามแบบนี้แล้วยังมีผลึกิญญาฟ้าที่มีค่ามากกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองเมื่อได้รู้มูลค่าของผลึกิญญาฟ้าลี่หงก็เก็บความตื่นเต้นดีใจไว้แทบไม่อยู่
“คำนี้น่าจะเป็ข้าที่เป็ฝ่ายพูดมากกว่าข้าโจวหยวนต้องขอบคุณเ้ามากจริงๆและหวังว่าเราจะได้ทำธุรกิจร่วมกันอีก”ชายชราพูดขึ้นด้วยความยินดี
“ข้าก็หวังว่าเช่นนั้นเ้าค่ะ หากไม่มีอะไรแล้วข้าน้อยต้องขอลาท่านผู้าุโโจวหยวนก่อนนะเ้าคะ”พูดจบลี่หงก็ประสานมือตามแบบฉบับจอมยุทธ แล้วเดินออกจากห้องไป
ทางด้านชายชราเมื่อเห็นกลุ่มของลี่หงออกจากห้องไปแล้วจึงหันไปจัดการกับของล้ำค่าทั้งสองที่ลี่หงนำเข้าประมูล
ไม่นานก็มีข่าวออกมาจากหอการค้าตระกูลโจวว่ามีของล้ำค่าระดับสูงจากป่าหมอกเข้าประมูลในวันพรุ่งนี้แม้ไม่ได้บอกกล่าวว่าของล้ำค่าสองสิ่งนั้นคืออะไรแต่เมื่อข่าวที่ว่าออกมาจากหอการค้าตระกูลโจวแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนสนใจ