บทที่7 ข้าจะกักตนบำเพ็ญ
จวินซีได้ยินที่ผู้าุโกล่าวก็มองไปยังลูกเเก้วที่ตั้งอยู่กลางห้องคนในลูกแก้วที่นางได้เห็นคือมู่หลงซีที่กำลังเดินนำคนอีกสี่คนเดินลัดเลาะตามแนวป่าชั้นในก็เกิดความไม่ชอบใจขึ้นมา " ข้าจะไล่พวกเขาออกจากเขตป่าชั้นในเองเ้าคะ "
จวินซีเอ่ยจบก็สบัดไอเวทย์ของตนไปยังลูกแก้วก็พลันเกิดหมอกหนายิ่งขึ้นในบริเวณที่มู่หลงซีอยู่ ไป๋หลงเห็นเช่นนี้ก็ยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยกับผู้เป็ศิษย์ของตน " คนผู้นั้นไปทำสิ่งใดให้เ้าไม่ชอบใจหรือ ถึงได้กีดกันเขาถึงขนาดนี้ "
" ข้าแค่...ไม่อยากเห็นหน้าเขาก็แค่นั้น " จวินซีเอ่ยขึ้นตอบผู้เป็อาจารย์ของตนเสียงอ่อย
ไป๋หลงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่วยกับศิษย์ผู้นี้ของตนนัก " มันถูกลิขิตไว้แล้วและวาสนาชักนำให้เ้ากับคนผู้นั้นได้กลับมาพบกันอีกครั้ง "
ผู้าุโที่เหลือที่ได้ยินที่ผู้นำของตนเอ่ยก็ต่างพากันมองหน้าจวินซีแล้วเจินซูก็เอ่ยขึ้น " ที่แท้ก็เป็คู่แห่งโชคชะตาของเสี่ยวซีของเรานี้เอง ท่าทางดูไม่ธรรมดาเลย "
" คนผู้นี้เป็ใครมาจากไหนงั้นหรือเสี่ยวซี " ลี่เจวี๋ยเอ่ยถามขึ้น
จวินซีก็ได้แต่ตอบคำถามของผู้าุโของเผ่าอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก " คนผู้นั้นแซ่มู่หลง นามว่าซีเ้าค่ะ เป็ซีอ๋องแห่งเเคว้นหลงซี "
" ที่แท้ก็เป็ซีอ๋องผู้เลื่องชื่อนี้เอง ได้ยินว่าคนผู้นั้นนำทัพออกรบั้แ่อายุสิบสี่จนถึงตอนนี้ก็อายุก็ปาได้ยี่สิบสองยี่สามแล้วยังไม่แต่งภรรยา หน้าตาก็หล่อเหล่าถือว่าใช้ได้ที่เดียว " เหยาถงเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจมองดูก็รู้ว่าซีอ๋องผู้นี้เหมาะกับจวินซีของพวกตนยิ่งนัก คู่ครองแห่งโชคชะตาของจวินซีถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
" ที่คนผู้นั้นยังไม่แต่งภรรยาเพราะรอคนที่เขาพึงใจต่างหาก และปีนี้สตรีที่เขาพึงใจก็สิบหกแล้วคาดว่าอีกไม่นานก็ตบแต่งกัน " จวินซีเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจและปนเศร้าเล็กน้อยก็จะรับปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติ
ทว่าน้ำเสียงที่จวินซีเอ่ยออกมานั้นก็ทำให้เหล่าผู้าุโรับรู้ได้ไม่อยากว่านางกำลังเศร้าใจในเื่นี้ เจินซูก็เลยเอ่ยปลอบโยนขึ้น " แล้วเช่นไรเล่า ไม่ไช่ว่าบุรุษสามารถมีภรรยาได้หลายคนหรอกหรือ "
" ใช่แล้ว เสี่ยวซีของเราเป็ถึงธิดาเทพผู้สูงศักดิ์อย่างไรเสียก็ต้องได้เป็ภรรยาเอกของเขาอยู่แล้ว " เหยาถงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ อันที่จริงนางก็ไม่ปรารถนาในคู่ครองของจวินซีมีเรืองหลังเล็กหลังน้อยหรอกนะ จวินซีของนางเป็ถึงธิดาเทพผู้เป็ด้วยเเทนของ์ถ้าคนผู้นั้นทำเช่นนี้เป็การไม่ให้เกียรติของจวินซีและเผ่าจอมเวทย์ ที่ต้องเอ่ยออกมาเช่นนั้นก็เพราะอยากให้จวินซีเลิกคิดมากเื่นี้เสียทีก็เท่านั้น
จวินซีได้ยินเช่นนั้นก็หน้ามุ่ยขึ้นมาทันทีแล้วก็เอ่ยพึมพำขึ้น " ใครว่าข้าจะแต่งให้คนผู้นั้นล่ะเ้าคะ ่สองสามเดือนนี้ข้าจะกักตัวบำเพ็ญเ้าค่ะ "
อี้ซานได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วเอ่ยขึ้น " ก็ดีเหมือนกัน ่ที่เ้าอยู่ข้างนอกก็เสียพลังบำเพ็ญในการทำนายไปมากทีเดียว "
จวินซีได้ยินผู้าุโเห็นด้วยกับนางก็ยิ้มอย่างดีใจ ที่นาง้ากักตัวบำเพ็ญเพราะนางไม่้าไปวันราชสมภพของฮองไท่เฮาเเคว้นหลงซีที่กำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า กว่าจวินซีจะออกจากการบำเพ็ญก็ย่างเข้าฤดูเมหันต์และได้ทั้งสมพลังบำเพ็ญและหลบมู่หลงซี
" เช่นนั้นจวินซีต้องขอตัวก่อนไปเตรียมตัวก่อนเ้าค่ะ " เอ่ยจบจวินซีก็ลุกขึ้นจากที่นั่งของตนแล้วเดินได้ยังห้องพักของตน ก่อนนางจะไปยังไม่วายมองไปยังลูกแก้วที่ปรากฏภาพของมู่หลงซีครู่หนึ่งแล้วเดินออกไปทันที
ไป๋หลงมีหรือไม่รู้ว่าศิษย์ที่ตนเลี้ยงดูมาทั้งแต่เล็กคิดสิ่งใดอยู่ เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
" หึ!...เพราะเ้าหนุ่มคนนี้สินะที่ทำให้เสี่ยวซีเขาเราต้องออกไปหาประสบการณ์ด้านนอกเผ่า " ลี่เจวี๋ยเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ ด้วยตัวของลี่เจวี๋ยเองก็เป็สหายสนิทของไป๋หลงถึงได้ใกล้ชิดกับจวินซีมาทั้งเเต่เล็กเขาก็รู้สึกเอ็นดูนางไม่น้อย ตอนเเรกที่ได้ยินว่านางจะออกจากเผ่าไปหาสบการณ์ด้านอกก็ไม่เห็นด้วย ทว่าพอโดนจวินซีรกเร้าขึ้นเรื่อยๆก็ใจอ่อนอนุญาตในจวินซีได้ออกไปด้านนอกเผ่า
เจินซูยกพลันยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก็พลันเอ่ยขึ้นมา " ขอดูหน่อยเถอะ ว่าคู่แห่งโชคชะตาของเสี่ยวซีจะมีความสามารถแค่ไหน " กล่าวจบเจินซูก็ได้ปล่อยไอของตนเข้าไปยังลูกแก้วเพื่อควบคุบค่ายกลหมอกมายา
ทางด้านของมู่หลงซีที่เดินเข้ามายังใจกลางป่าขึ้นมาเรื่อยๆก็พบว่ามีหมอกกลุ่มใหญ่ที่หนาแน่นกว่าเดิมมาก ไม่นานหมอกเ่าั้ก็ยิ่งหนาขึ้นกว่าเดิมจนมองไม่เห็นเส้นทาง แม้แต่คนของตนที่เดินประกบข้างตัวเข้าก็ยังมองไม่เห็น
มู่หลงซีจึงจับกระบี่ของคู่กายของตนแน่นแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง และไม่รู้ว่าตนเดินมาไกลเท่าไรแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของกู่ฉินลอยมาตามลม ช่างเป็บทเเพลวที่เพราะไรนักเหมือนกับไปอยู่ในทุ่งดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ มู่หลงซีจึงเดินตาเสียงกู่ฉินไปเรื่อยๆ
จวินซีทีชำระร่างกายจากบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เข้าไปยังเขตถ้ำมรกตซึ่งเป็สถานที่บำเพ็ญที่มีไว้ให้กับธิดาเทพผู้ที่ถูกเหลือเท่านั้นถึงจะเข้ามาบริเวณถ้ำมรกตได้ ส่วนคนนอกถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่สามารถเขามาได้แม้แต่ผู้าุโทั้งห้าก็ตาม
คืนนี้เป็คืนพระจันทร์เต็มดวงพอดีทั้งยังหมู่ดาวพากันส่งแสงระยิบระยับเต็มนภาได้ จวินซีถึงคิดอยากบรรเลงกู่ฉินขึ้นมา จึงนำกู่ฉินที่ตนไก้เก็บไว้ในถุงมิติที่ข้างเอวออกมาและให้ต้าจงไปนำสุราที่นางเคยหมักไว้ในตำหนักออกมา แล้ววางลงที่โต๊ะเตียงที่นางทำเอาไว้สำหรับพักผ่อนจากนั้นก็เริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งฤดูใบไม้ผลิ
เสียงกู่ฉินของจวินซีได้ลอยลอยไปตามสายลมพัดผ่านผู้คนที่ได้ยินต่างก็อดหยุดฟังไม่ได้ เสียงกู่ฉินฟังแล้วให้ความรู้สึกร่องลอยอยู่บนหมู่นวลพฤกษาเบาสบายและผ่อนคลายราวกับอยู่บนนภากว้างผู้คนที่ได้ยินต่อก็ตกอยู่ในภวังค์ราวกลับต้องมนต์สะกด....