ผืนป่าหมอกทมิฬในยามนี้ราวกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากกลืนกินเหล่าเยาวชนผู้ใช้ิญญาแห่งเมืองชิงหยาง มลหมอกสีเทาหนาทึบลอยอวลอยู่เหนือกิ่งไม้และรากไม้คดเคี้ยว บดบังทัศนวิสัยจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว เสียงนกร้องโหยหวนและเสียงคำรามต่ำของสัตว์อสูรดังก้องแว่วมาเป็ระยะ ยิ่งทวีความวังเวงและกดดันจิตใจของผู้เข้าแข่งขันให้ตึงเครียดจนถึงขีดสุด
ทว่า สำหรับหลินเฟิงแล้ว บรรยากาศอันอับชื้นและมืดมนนี้กลับไม่เป็อุปสรรคแม้แต่น้อย พลังิญญาระดับแก่นแท้ขั้นต้นในร่างของเขาหมุนเวียนอย่างราบรื่น ผสานกับผัสสะิญญาร้อยส่วนอันทรงพลังที่แผ่ขยายออกไปโดยรอบดั่งใยแมงมุมล่องหน ทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของต้นไม้ ทุกก้อนหิน รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในระยะหนึ่งร้อยหลี่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ลูกพี่! เ้าขยะนั่นมันเดินทอดน่องเหมือนมาเดินเล่นในสวนหลังบ้านไม่มีผิด ไม่เห็นมันจะรีบร้อนล่าสัตว์ิญญาเหมือนคนอื่นเลย" เสียงกระซิบแ่เบาดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบห่างออกไปทางขวาห้าสิบก้าว
"หุบปาก! นายน้อยจ้าวสั่งมาแล้ว ให้เราคอยสะกดรอยตามมันไว้ห่าง ๆ อย่าให้มันรู้ตัว ทันทีที่มันก้าวเข้าสู่เขตหุบเขาไร้เสียง พวกรุ่นพี่จากสำนักอสรพิษทมิฬก็จะลงมือขยี้มันทันที หน้าที่ของเราคือปิดทางถอยไม่ให้มันหนีรอดออกมาได้!" เสียงชายอีกคนตอบกลับด้วยความเหี้ยมเกรียม
พวกมันคือเยาวชนสายย่อยของตระกูลจ้าวและตระกูลเฉินจำนวนสี่คน ทุกคนมีระดับพลังอยู่ที่ระดับเริ่มต้นขั้นสูงสุด พวกมันคิดว่าการซ่อนตัวในมลหมอกและพรางกลิ่นอายด้วยยันต์ระดับต่ำจะสามารถตบตาหลินเฟิงได้ ทว่าในสายตาของเด็กหนุ่มใต้หน้ากากเหล็ก... การกระทำของพวกมันช่างโง่เขลาและน่าขบขันยิ่งนัก
หลินเฟิงหยุดเท้าลงกะทันหันกลางลานโล่งที่มีต้นไม้ใหญ่หักโค่น เขายืนนิ่งสงบ มือขวาพาดอยู่ที่ด้ามกระบี่เพลิงมรรคาที่สะพายอยู่ด้านหลัง
"สะกดรอยตามข้ามาั้แ่ออกจากประตูเมือง... พวกเ้าไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างรึ?" หลินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับดังกังวานก้องไปในโสตประสาทของคนทั้งสี่อย่างชัดเจน
พวกมันสะดุ้งสุดตัวด้วยความใ ชายร่างกำยำที่เป็หัวหน้ากลุ่มรีบก้าวออกมาจากพุ่มไม้เมื่อรู้ว่าความแตก แววตาของมันฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความผยองเช่นเดิม "หึ! สมแก่นามอดีตอัจฉริยะ ตาไวไม่เบานี่ไอ้หนู... ในเมื่อเ้ารู้ตัวแล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบัง ตระกูลจ้าวและตระกูลเฉินของพวกเราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว ต่อให้เ้ามีปีกก็บินหนีไม่พ้น!"
"หนี? เหตุใดข้าต้องหนี?" หลินเฟิงหันกลับมาสบตา แววตาหลังหน้ากากเหล็กไร้ซึ่งความหวั่นกลัว มีเพียงความสมเพช "ข้าเพียงแค่รอให้พวกเ้าเดินเข้ามาในจุดที่อับสายตาผู้คน... เพื่อที่จะได้สะสางบัญชีแค้นได้สะดวกขึ้นเท่านั้น"
"ปากดีนัก! แค่ขยะระดับเริ่มต้นขั้นที่หนึ่ง คิดจะสู้กับพวกเราสี่คนรึ? ล้อมมันไว้!"
สิ้นเสียงคำตวาด เยาวชนทั้งสี่คนพุ่งทะยานร่างเข้าล้อมหลินเฟิงไว้ทุกทิศทาง พลังิญญาสายธาตุปฐีและธาตุโลหะะเิออกจากร่างของพวกมัน กลายเป็กรงเล็บและหมัดศิลาพุ่งเข้าโจมตีจุดตายของหลินเฟิงพร้อมกันอย่างโเี้
ทว่า... *ฟุ่บ!*
ร่างของหลินเฟิงพลันเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา ดุจดั่งประกายไฟที่มอดดับไปในมลหมอก คมอาวุธและหมัดของพวกมันเข้าปะทะกันเองจนเกิดเสียงดังสนิท
"อะไรกัน?! มันหายไปไหนแล้ว?!" ชายหัวหน้ากลุ่มเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย
"ข้าอยู่ข้างหลังเ้า..." เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างใบหูของมัน
ก่อนที่มันจะได้ทันหันกลับมา ฝ่ามือของหลินเฟิงที่แฝงไปด้วยพลังิญญาอันหนักแน่นดั่งขุนเขา ก็กระแทกเข้าที่กลางแผ่นหลังของมันอย่างจัง!
*เปรี้ยง! อั่ก!*
เสียงกระดูกซี่โครงและกระดูกสันหลังหักสะบั้นดังลั่น ร่างของชายหัวหน้าปลิวละลิ่วกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นลงมาทับ มันกระอักเืผสมเศษอวัยวะภายในออกมาคำโตก่อนจะสิ้นใจตายคาที่ทันที โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะบดขยี้ป้ายหยกช่วยชีวิต!
"ลูกพี่! เ้า... เ้าเป็สัตว์ประหลาดอะไรกันแน่?! พลังระดับนี้มันไม่ใช่ระดับเริ่มต้นแล้ว!" คนที่เหลืออีกสามคนหน้าถอดสี ทั่วร่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นหัวหน้ากลุ่มถูกสังหารในฝ่ามือเดียว ความหยิ่งผยองพังทลายลงสิ้นเหลือเพียงสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด พวกมันรีบล้วงป้ายหยกช่วยชีวิตออกมาหวังจะบดขยี้เพื่อหนีออกจากป่าแห่งนี้
"คิดจะใช้ของพรรค์นั้นต่อหน้าข้า... ช่างเพ้อฝันนัก"
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็น ขยับมือขวาชักกระบี่เพลิงมรรคาออกจากฝักช้าๆ ทันใดนั้น แสงสีแดงเพลิงอันร้อนแรงก็สาดประกายวาบ บดขยี้มลหมอกรอบตัวให้สลายกลายเป็จลน์ อักขระโบราณสามตัวบนใบกระบี่ส่องสว่างเจิดจ้า แผ่รังสีความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
*ฟับ! ฟับ! ฟับ!*
ประกายกระบี่เพลิงสีแดงฉานวาดผ่านอากาศเป็วงกลม สามสายคลื่นดาบเพลิงพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วแสง ตัดผ่านข้อมือของคนทั้งสามที่กำลังจะบดขยี้ป้ายหยกจนขาดสะบั้น เืสดพุ่งกระฉูดออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเ็ปปางตาย
"อ๊ากกกก! มือข้า! มือข้าขาดแล้ว!"
ทว่าความน่ากลัวยังไม่จบเพียงเท่านั้น เปลวไฟสีแดงเพลิงที่เคลือบอยู่บนแผลไม่ได้ดับลง แต่มันกลับลุกลามเข้าสู่เส้นชีพจริญญา แผดเผาจิติญญาและพลังวัตรในร่างของพวกมันอย่างบ้าคลั่ง ของเหลวในร่างกายเริ่มเดือดพล่าน เพียงอึดใจเดียว ร่างของเยาวชนทั้งสามคนก็ถูกเพลิงมรรคาเผาผลาญจนกลายเป็เถ้าถ่านสีดำร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
นี่คืออานุภาพของ **"กระบี่เพลิงมรรคา"** ที่แฝงคุณสมบัติการเผาไหม้จิติญญา!
หลินเฟิงสะบัดกระบี่เบา ๆ เพื่อไล่เศษเถ้าถ่าน ก่อนจะเก็บเข้าฝักอย่างนิ่งสงบ แววตาเื้ัหน้ากากเหล็กไม่มีความลังเลหรือสงสารแม้แต่น้อย ในวิถีแห่งผู้พลิกสามภพ ความปรานีต่อศัตรูคือความเขลาที่นำมาซึ่งความตายของตนเองและคนที่รัก
*‘หึหึ สะใจยิ่งนักเ้าหนู พลังของเพลิงมรรคานี้ช่างรุนแรงสะใจข้านัก’* ิญญามรรคาภพหัวเราะอย่างชอบใจ *‘พวกสุนัขรับรอบนอกถูกกำจัดหมดสิ้นแล้ว ยามนี้ตราประทับิญญาในตัวสมุนสำนักอสรพิษทมิฬส่งสัญญาณว่า พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวค่ายกลในหุบเขาไร้เสียงแล้ว ดูเหมือนพวกมันจะรู้ว่าคนของตระกูลจ้าวขาดการติดต่อไป’*
"ดี... ในเมื่อพวกมันตั้งตารอ ข้าก็จะไปส่งพวกมันลงนรกเอง" หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะทะยานร่างพุ่งมุ่งหน้าสู่หุบเขาไร้เสียงทันที
ห่างออกไปห้าลี่ ณ หุบเขาไร้เสียง ภูมิประเทศบริเวณนี้เป็ช่องเขาแคบที่มีหน้าผาสูงชันขนาบทั้งสองข้าง บรรยากาศเงียบสงัดสมชื่อ ไม่มีแม้แต่เสียงแมลงหรือลมอพยพ มลหมอกที่นี่กลับแปลกประหลาด มันมีสีม่วงจาง ๆ และแฝงไปด้วยกลิ่นคาวคราวดั่งซากศพ... มันคือ **"หมอกพิษอสรพิษร้อยลี้"** ค่ายกลพิษระดับสูงของสำนักอสรพิษทมิฬ!
บนชะง่อนผาสูง ผู้าุโโมในชุดคลุมสีม่วงเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่ แววตาแก่กล้าเ้าเล่ห์ดั่งงูพิษจับจ้องลงไปยังปากทางเข้าหุบเขา ข้างกายของมันมียอดฝีมือระดับก่อตั้งและระดับหลอมรวมอีกสิบคนยืนเตรียมพร้อม อาวุธทุกชิ้นถูกอาบด้วยพิษร้ายแรงที่สามารถละลายเนื้อหนังได้ในพริบตา
"ผู้าุโโมครับ... คนของตระกูลจ้าวที่ส่งไปคอยเฝ้าดูเ้าเด็กหลินเฟิงขาดการติดต่อไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว คาดว่าน่าจะเกิดเื่ผิดพลาดขึ้น" ชายรอยสักงูเอ่ยรายงานด้วยความกังวล
ผู้าุโโมแค่นเสียงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ "พวกขยะตระกูลจ้าวและตระกูลเฉินมันก็แค่พวกคุณหนูในห้องหับ มีดีแค่ทรัพยากรแต่ไร้ซึ่งประสบการณ์การต่อสู้ที่แท้จริง คงจะโดนสัตว์อสูรในป่าคาบไปแดกแล้วกระมัง... แต่ช่างมัน ทันทีที่เ้าเด็กหลินเฟิงนั่นก้าวเข้าสู่หุบเขาแห่งนี้ ค่ายกลพิษอสรพิษร้อยลี้จะทำลายประสาทััและพลังิญญาของมันจนหมดสิ้น ต่อให้มันมีสามหัวหกมือก็ต้องสยบแทบเท้าข้า!"
ในขณะที่พวกมันกำลังย่ามใจนั่นเอง... ร่างในชุดดำสวมหน้ากากเหล็กธรรมดาก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาในหุบเขาไร้เสียงอย่างช้า ๆ ท่าทางของเขาดูปลอดโปร่งและมั่นคง ไม่มีอาการตื่นตระหนกต่อหมอกพิษสีม่วงรอบตัวแม้แต่น้อย
"มันมาแล้ว!" สมุนสำนักอสรพิษทมิฬะโลั่นด้วยความยินดี
"เปิดใช้งานค่ายกลเต็มกำลัง! ส่งพวกมันไปลงนรก!" ผู้าุโโมสั่งการเสียงเฉียบขาด
*ฟู่ๆๆๆ!*
ทันใดนั้น หมอกพิษสีม่วงรอบหุบเขาก็ตื่นตัวขึ้น มวลพิษมหาศาลควบแน่นกลายเป็รูปร่างของอสรพิษั์นับร้อยนับพันตัว พุ่งเข้าฉกใส่หลินเฟิงจากทุกทิศทาง เสียงขู่ฟ่อดังก้องกังวานจนแสบแก้วหู พิษร้ายแรงกัดกร่อนพื้นหินจนกลายเป็ของเหลวสีดำเดือดพล่าน
ทว่า หลินเฟิงกลับทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ใต้หน้ากาก เขาหยิบขวดโอสถถอนพิษที่มู่หรงชิงมอบให้ขึ้นมาเทลงบนฝ่ามือ ก่อนจะโคจรพลังิญญาสีทองบดขยี้มันจนกลายเป็ละอองไอหมอกสีฟ้าครามแผ่กระจายออกไปรอบตัว
*ซู่... ซู่...*
ทันทีที่ละอองพิษสีม่วงปะทะกับไอหมอกสีฟ้าครามของโอสถถอนพิษบริสุทธิ์สิบส่วน ค่ายกลพิษอสรพิษที่พวกมันภาคภูมิใจก็พลันละลายหายไปสิ้น ดุจดั่งหิมะต้องแสงตะวันร้อน! มลหมอกสีม่วงสลายตัวกลายเป็เพียงอากาศว่างเปล่าในพริบตา
"อะไรกัน?! ค่ายกลพิษอสรพิษร้อยลี้ของสำนักเรา... ถูกทำลายง่าย ๆ แบบนี้เชียวรึ?!" ผู้าุโโมเบิกตากว้างจนแทบถลนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึงสุดขีด "ยาถอนพิษนั่นมัน... มันมีความบริสุทธิ์สูงขนาดนี้ได้อย่างไร?! เป็ไปไม่ได้!"
"ไม่มีสิ่งใดที่เป็ไปไม่ได้สำหรับคนตาย..."
เสียงของหลินเฟิงดังก้องมาจากเบื้องล่าง ทว่าเมื่อพวกมันก้มลงมอง ร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปจากตำแหน่งเดิมอีกแล้ว!
"ระวัง้า!" เสียงสมุนคนหนึ่งร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนก
*ฟูมมมมม!*
คลื่นความร้อนอันมหาศาละเิออกกลางเวหา หลินเฟิงทะยานร่างขึ้นมาอยู่เหนือชะง่อนผาั้แ่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ในมือของเขากระชับกระบี่เพลิงมรรคาที่บัดนี้เปลวไฟลุกท่วมใบกระบี่สูงถึงสามเซียะ แผ่รังสีความร้อนระดับที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้าได้
"เพลงกระบี่มรรคาภพ: ทลายอสรพิษ!"
หลินเฟิงสะบัดกระบี่ลงมาเบื้องล่าง คลื่นพลังเพลิงสีทองผสานเพลิงกัลป์ะเิพุ่งออกมากลายเป็ตาข่ายเพลิงขนาดมหึมา ครอบคลุมพื้นที่ชะง่อนผาทั้งหมด ยอดฝีมือระดับก่อตั้งห้าคนของสำนักอสรพิษทมิฬที่หลบไม่พ้น ถูกตาข่ายเพลิงเข้าตัดลำตัวจนขาดเป็ชิ้น ๆ และเพลิงมรรคาก็เข้าแผดเผาเศษซากเ่าั้จนสลายกลายเป็ผงธุลีไปในเวลาเพียงชริบตาเดียว!
"อ๊ากกกก! ผู้าุโโมช่วยด้วย!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเงียบหายไปสิ้น
เพียงกระบวนท่าเดียว... ยอดฝีมือระดับก่อตั้งห้าคนดับสูญ!
"เ้า... เ้าไม่ใช่ขยะหลินเฟิง! เ้าคือใครกันแน่?!" ผู้าุโโมหน้าถอดสี ทั่วร่างสั่นสะท้านด้วยความกลัว พลังฝีมือระดับนี้ แรงกดดันิญญาระดับนี้... มันคือระดับแก่นแท้ชัด ๆ! แถมยังเป็ระดับแก่นแท้ที่มีรากฐานแ่ากว่ามันหลายเท่า! ตระกูลจ้าวหลอกมัน! พวกมันบอกว่าหลินเฟิงเป็เพียงขยะระดับเริ่มต้นขั้นที่หนึ่ง!
"ข้าก็คือคนที่พวกเ้าตั้งใจจะมาตัดหัวอย่างไรเล่า..." หลินเฟิงก้าวเท้าลงบนพื้นผาช้า ๆ ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไป หินแกรนิตหนาจะขึ้นรอยไหม้เกรียมสีดำ
"หนี! แยกย้ายกันหนี!" ผู้าุโโมหมดสิ้นศักดิ์ศรีของผู้าุโสำนักมาร มันสะบัดชุดคลุมะเิพลังิญญาทั้งหมดทะยานร่างหนีขึ้นสู่ยอดผาทันที สมุนที่เหลืออีกห้าคนก็แตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
"คิดจะหนีจากเงื้อมมือของข้า... ช่างเขลานัก"
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็น เขาไม่ได้ไล่ตามพวกมันไปทีละคน ทว่าขยับมือซ้ายขึ้นมาทำมุทราประทับโบราณ "ตราประทับิญญามรรคา: ะเิจิต!"
*ปัง! ปัง!*
ทันใดนั้น สมุนสองคนที่เคยถูกหลินเฟิงฝังตราประทับไว้ในเหมืองร้าง และยามนี้กำลังวิ่งหนีอยู่... จุดตันเถียนของพวกมันก็พลันะเิออกอย่างรุนแรง พลังิญญาสีทองที่ซ่อนอยู่ภายในะเิทำลายอวัยวะภายในและจิติญญาของพวกมันจนแหลกสลาย ร่างของพวกมันล้มคว่ำลงสิ้นใจตายคาที่ทันที โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายได้อย่างไร
ส่วนสมุนอีกสามคนที่เหลือ หลินเฟิงเพียงสะบัดกระบี่เพลิงมรรคาออกไปสามครั้ง คลื่นดาบเพลิงความเร็วแสงก็พุ่งเข้าเจาะทะลวงกลางหลังของพวกมันจนทะลุอก ร่างของพวกมันถูกเผาผลาญกลายเป็คบเพลิงมนุษย์ลุกไหม้อยู่กลางป่า ก่อนจะสลายกลายเป็เถ้าถ่านเช่นเดียวกัน
ยามนี้... บนหน้าผาเหลือเพียงผู้าุโโมคนเดียวที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต ทว่าเมื่อมันหันกลับมามอง... ร่างในชุดดำสวมหน้ากากเหล็กก็มายืนดักหน้ามันอยู่แล้วด้วยความเร็วที่เหนือกว่าผีสาง!
"อั่ก!" ผู้าุโโมชะงักเท้าจนเกือบเสียหลัก ใบหน้าของมันซีดเผือดดั่งคนตาย มันรู้ดีว่ายามนี้ไม่มีทางหนีรอด แววตาของมันจึงแปรเปลี่ยนเป็ความบ้าคลั่งดั่งหมาจนตรอก
"ไอ้เด็กบ้า! ในเมื่อเ้าไม่ให้ข้ารอด... ข้าก็จะลากเ้าไปลงนรกพร้อมกัน!" ผู้าุโโมคำรามลั่น มันรีดเค้นพลังชีวิตและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในร่าง ร่างกายของมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ิัแปรเปลี่ยนเป็เกล็ดงูสีดำสนิท แผ่กลิ่นอายพิษร้ายแรงระดับทำลายล้างออกมา... มันกำลังจะ **"ะเิตัวเอง"** เพื่อทำลายล้างทุกสิ่งในระยะหนึ่งหลี่!
พลังการะเิตัวเองของยอดฝีมือระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดนั้น รุนแรงเทียบเท่ากับการโจมตีเต็มกำลังของระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด!
*‘เ้าหนู ระวัง! มันกำลังจะะเิตัวเอง!’* ิญญามรรคาภพเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ทว่า หลินเฟิงกลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แววตาหลังหน้ากากเหล็กส่องประกายเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง "ะเิตัวเองงั้นหรือ? ต่อหน้าข้า... เ้าไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเลือกความตายของตัวเอง!"
หลินเฟิงกางฝ่ามือซ้ายออก พลังิญญาสีทองบริสุทธิ์ร้อยส่วนควบแน่นกลายเป็รูปทรงของฝ่ามือั์โบราณขนาดสิบเมตรกลางอากาศ แผ่แรงกดดันระดับ์ชั้นฟ้าลงมาบดขยี้... **"มหาหัตถ์พลิกสามภพ!"**
*โครมมมมมม!*
ฝ่ามือั์สีทองพุ่งกดทับร่างของผู้าุโโมลงกับพื้นดินอย่างรุนแรง แรงกดดันมหาศาลบดขยี้กระดูกและเส้นชีพจรทั้งหมดของมันจนแหลกสลายในพริบตา พลังงานที่จะใช้ะเิตัวเองถูกแรงกดดันระดับชนชั้นิญญาบีบอัดจนสลายหายไปในจุดตันเถียนอย่างน่าอนาถ
"อั่ก... แก... แกมันไม่ใช่คน..." ผู้าุโโมกระอักเืคำโต นอนจมกองเือยู่ใต้ฝ่ามือั์ ทั่วร่างขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวต่อตัวตนตรงหน้าอย่างที่สุด
หลินเฟิงเดินก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้ามัน คมกระบี่เพลิงมรรคาจ่ออยู่ที่ลำคอของผู้าุโโม "บอกมา... ตระกูลจ้าวมีแผนการอะไรต่อไปหลังจากนี้? และพวกมันส่งคนไปที่ตระกูลหลินหรือไม่?"
ผู้าุโโมไอเป็เื หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "หึหึ... สายไปแล้ว... เ้าเด็กบ้า... ยามนี้ นายน้อยจ้าวคังและผู้นำตระกูลจ้าว... ได้ส่งยอดฝีมืออีกชุดลอบไปที่คฤหาสน์ตระกูลหลินแล้ว... เพื่อจับตัวแม่ของเ้า... มาเป็ข้อต่อรอง... เ้า... เ้าต้องตาย..."
เมื่อได้ยินคำสารภาพ แววตาของหลินเฟิงก็พลันสาดประกายโทสะอันรุนแรงออกมาดั่งพายุทอร์นาโด คลื่นพลังิญญาสีทองะเิออกจนหน้าผารอบตัวแตกร้าว
"พวกเ้า... รนหาที่ตายเอง!"
*ฉับ!*
หลินเฟิงสะบัดกระบี่ตัดหัวผู้าุโโมจนขาดสะบั้น เปลวไฟเพลิงมรรคาพุ่งเข้าเผาผลาญร่างและศีรษะของมันจนกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ของผู้าุโสำนักมารอีกต่อไป
หลินเฟิงเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างรวดเร็ว จิตใจของเขาบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวลและความโกรธแค้นอันไร้ขีดจำกัด ตระกูลจ้าวช่างกล้าดียังไงถึงคิดจะลงมือกับท่านแม่ของเขา! นั่นคือเส้นตายเส้นเดียวที่ห้ามใครล่วงเกินเด็ดขาด!
*‘เ้าหนู สงบจิตใจก่อน!’* เสียงของิญญามรรคาภพดังก้องชี้นำ *‘ยามนี้ระยะทางจากป่าหมอกทมิฬกลับไปเมืองชิงหยางใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม หากเ้าใช้ความเร็วปกติอาจจะไม่ทันการ ข้าจะอนุญาตให้เ้าใช้ "ย่างก้าวมรรคาไร้ลักษณ์" วิชาเคลื่อนย้ายมิติระดับสูงชั่วคราว โดยข้าจะช่วยหนุนหลังพลังิญญาให้เ้าเอง!’*
"ขอบคุณท่านผู้เฒ่า!"
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก รีดเค้นพลังิญญาสีทองระดับแก่นแท้ทั้งหมดผสานกับพลังงานโบราณของิญญามรรคาภพ ร่างกายของเขาเริ่มเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าดุจดั่งเทพเซียนจุติ
*ฟุ่บ!*
ก้าวแรก... ร่างของเขาเลือนหายไปจากหุบเขาไร้เสียง ปรากฏตัวห่างออกไปสามลี่!
ก้าวที่สอง... ทะยานผ่านผืนป่าทึบดั่งประกายไฟวับแวม!
ความเร็วระดับนี้เหนือกว่าความเร็วของยอดฝีมือระดับนภาด้วยซ้ำ มลหมอกและต้นไม้รอบตัวกลายเป็เพียงภาพเบลอ หลินเฟิงมุ่งหน้ากลับสู่เมืองชิงหยางด้วยพายุโท
สะที่พร้อมจะบดขยี้ตระกูลจ้าวให้พังพินาศสิ้นสูญไปจากแผ่นดินในค่ำคืนนี้!