ตอนที่ 4
หนูเป็ใบ้ แบ๊ะๆ
เฟิงซีหลิวกลับจากการเดินไปส่งหมอยาที่หน้าเรือนตนเองจึงคิดจะกลับห้องพัก แต่ไม่คาดว่าจะเห็นแม่เด็กน้อยที่ตนเองช่วยมานั้นไปยืนจดๆ จ้องๆ ที่บ่อปลา ตอนแรกเขาก็คิดว่านางอาจจะสนใจในตัวปลาสีสันสดใสที่ตนเองเลี้ยงไว้ แต่เปล่าเลย
นางกลับกล้าะโลงไป
ที่เขาช่วยชีวิตนางไว้นี่มันไม่ได้มีความหมายเลยหรือยังไง เขาจึงเหินกายพุ่งไปยังบ่อน้ำแล้วดึงคอเสื้ออีกฝ่ายขึ้นมาทันที
แค่ก แค่ก
ใบหน้าเปียกชุ่มไปหมด ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง เขาเพิ่งสั่งสาวใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าและทำความสะอาดให้นางเมื่อวันก่อน พอฟื้นขึ้นมาก็กลับไปมอมแมมแบบ
เดิมอีกแล้วหรือ
“เ้าทำบ้าอะไรกัน” เขาตวาดเสียงดังด้วยความใเพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะมีคนใช้บ้านตนเองเป็สถานที่ลาโลก
“คือ.....” เธออยากจะเถียงออกมาแต่คิดคำไม่ออก หากใช้ภาษาไทยที่นี่ก็ไม่ต่างจากพวกบ้าบอ นอกจากเขาจะไม่เข้าใจแล้วอาจจะคิดว่านางเป็ปีศาจอีกด้วย
เอาไงดีวะ
แกล้งเป็ใบ้ไปเลยดีมั้ยจะได้ไม่ต้องพูดอะไรอีก
เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าแม้ไม่ต้องแกล้งใบ้แต่ทั้งเฟิงซีหลิวและคนอื่นๆ ก็เข้าใจว่าเธอเป็ใบ้ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขากำลังไปหาซื้อยาต้มตามที่ท่านหมอจัดให้อยู่ข้างนอกอยู่เลย ได้มาเห็นสภาพอันน่าอนาถใจของอีกฝ่ายั์ตาที่เปี่ยมด้วยโทสะของเขาจึงได้ลดลงบ้าง นางอาจจะขวัญเสีย หรือ
อาจจะคิดสั้นฆ่าตัวตายตามครอบครัวของนางไปก็ได้
เขาอาจจะเข้มงวดมากไปกระมัง ดูนางเหมือนจะร้องไห้ใอีกแล้ว
น้ำตาลร้องไห้จริงๆ ไม่ใช่เพราะใที่โดนเขาตวาดแต่เป็เพราะเธอเสียใจที่พลาดโอกาสจะตายต่างหาก แล้วพ่อหน้าหล่อนี่จะมาช่วยเธอทำไมกัน
อยู่กับคนหล่อเธอก็ชอบอยู่หรอก แต่ขอหล่อแบบปกติได้มั้ย
ไม่เอาหล่อแบบหลงมิติมาแบบนี้
“นายน้อยเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เสียงของหลิ่งเฟยดังขึ้นเมื่อเห็นสภาพเ้านายของตนเองเปียกโชกไปทั้งกาย แถมมีเด็กน้อยคนนั้นอยู่ในอ้อมแขนอีกต่างหาก
“นางคิดจะฆ่าตัวตายน่ะสิ” เขาผลักร่างเล็กออกส่งมอบให้คนสนิทแทน
“นางโชคดีขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกหรือ” หลิ่งเฟยถึงกับอุทานออกมาเพราะโดยปกติแล้วเฟิงซีหลิวจะไม่สนใจความเป็ไปของผู้ใดเลย แม้กระทั่งมารดาของเขาก็ยังนานๆ ไปเยี่ยมคารวะท่านเลย ผ่านทางมาหลายปีประสบพบเจอคนลำบากมาก็มากเพิ่งจะเห็นนายน้อยยื่นมือให้ความช่วยเหลือแบบจริงจังนี่แหละแถมยังพามาพักที่เรือนอีกต่างหาก
วาสนาดีเพียงนี้ยังจะตัดทิ้งอีกหรือ
“ไปเปลี่ยนชุดกันนะ” เขาจะจูงมือเด็กน้อยให้เดินตามไป แต่น้ำตาลที่ได้สติกลับมาแล้วพบว่ามีผู้ชายหน้าตาดียื่นมือมาหาตนเอง หากเป็โลกของเธอก็ต้องมีขัดเขินกันอยู่บ้างแต่ว่าตอนนี้อยู่ในร่างเด็กนี่นา
นานๆ มีผู้มาชายให้กอดก็ขอกำไรนิดนึงก็แล้วกัน
ว่าแล้วก็ยื่นมือไปคว้าหมับทันที
เธอออกจะไม่ชอบใจผู้ชายหล่อๆ คนนั้นสักหน่อยเขาดุเกินไป ตวาดก็เสียงดัง
ในโลกที่ยังไม่เข้าใจอะไรนัก หาใครสักคนที่พอพึ่งพึงได้จะดีกว่า
สูง หล่อ เท่ห์แบบนี้ ซบเลยดีมั้ย
หลิ่งเฟยยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเกาะมือตนเองแน่น เขาจึงได้เริ่มพาเด็กสาวออกเดินมุ่งหน้ากลับไปเรือนพัก โดยที่ไม่ทราบเลยว่าเต้าหูก้อนใหญ่ถูกยัยน้ำตาลเขมือบไปเรียบร้อยแล้ว
+++++++++++++++
“แม่หนูเ้าชื่ออะไร เ้ามีชื่อเรียกหรือไม่” เขาชวนคุยระหว่างเดินทางกลับซึ่งคำนี้ก็เหมือนจะผ่านหูเธอมาอยู่บ้างนะ อะไรนะ หนี่ๆ เจี้ยวๆ ิจื้อ เขาถามว่าเธอชื่ออะไรใช่มั้ย
หญิงสาวอยากจะตอบออกไปมากเลยว่าเธอชื่อจีนว่าอะไร แต่ถ้าตอบออกไปได้พวกเขาก็ต้องซักถามอีกมากความ เธอจะทำยังไงดี ให้น้ำตาลที่พูดจนน้ำไหลไฟดับมาแกล้งเงียบเป็ใบ้แบบนี้
อีกนิดคงประสาทกินตายเลย
เธอทำปากพะงาบๆ คล้ายจะบอกว่าตัวเองชื่ออะไรแต่สุดท้ายก็ไม่พูด ออกมาเพราะกลัวโดนจับได้ ในสมัยโบราณถ้ามีอะไรแปลกๆ ชอบบอกว่าปีศาจ เกิดจับเธอไปเผาไฟอีก นั่นมันแย่เลยนะ
“นายน้อยช่วยเ้าเอาไว้ แล้วข้าจะไปถามท่านให้เผื่อว่าอาจจะตั้งชื่อให้เ้าได้” อย่าพูดยาวอีกเลยพี่ชาย ฉันฟังไม่รู้เื่ ที่ฉันมองหน้าพี่ชายก็เพราะฉันชอบมองคนหล่อต่างหาก
“เสื้อผ้าอยู่ตรงนั้น เ้าผลัดเปลี่ยนเองได้ใช่หรือไม่ อีกเดี๋ยวจะให้คนเอาน้ำมาให้อาบนะ” หลิ่งเฟยเองก็ไม่ทราบว่านายน้อยจะเลี้ยงเด็กสาวผู้นี้ไว้ในฐานะอะไร เขาลอบสังเกตเห็นสายตาของอีกฝ่ายมีความเอ็นดูอยู่มาก
แววตาเด็กผู้นี้มีแววซุกซนใช่ย่อย
เสียดายที่โต้ตอบไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเรือนที่เงียบเชียบแห่งนี้คงจะมีชีวิตชีวาไม่น้อยเลยทีเดียว
จะบอกว่าฟังไม่รู้เื่ก็ไม่ใช่เลยทีเดียว บางคำเธอก็พอรู้เื่ดูมือไม้ที่อีกฝ่ายชี้ประกอบก็ทำให้ทราบว่าเขาชี้มือไปกองเสื้อผ้า แล้วพูดคำว่าอาบน้ำ
เขาคงให้เธออาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกระมังดูสิ เปียกหมดทั้งตัวสภาพดูไม่ได้เหลือเกิน
เธอจึงพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปเลือกเสื้อผ้าที่ตนเองคิดว่าใส่แล้วรอดใส่แล้วผ้าไม่หลุดให้อับอายในทันที
++++++++++++++
“ข้าพบนางตอนที่ร่างของนางเต็มไปด้วยทราย เช่นนั้นก็ให้นางชื่อว่า จิวซาเถอะ” เฟิงซีหลิวตอบคำถามนี้กับคนสนิทเพราะเด็กคนนั้นหากไม่มีชื่อแซ่คงจะเรียกกันลำบากอยู่
หลิ่งเฟยคล้ายจะเหลือเชื่ออยู่บ้างที่เ้านายตั้งชื่อมีความหมายให้คนอื่นขนาดนี้ จิว คือโชคชะตา ซา คือเม็ดทราย จะให้เขาเข้าใจว่า นางคือเม็ด
ทรายแห่งโชคชะตาหรือ ก็เหมาะดีนะ
“ข้าน้อยรับทราบ”
“แล้วนางเริ่มสนทนากับท่านบ้างหรือ ฟังอันใดเข้าใจบ้างหรือไม่”
“เหมือนนางอยากจะสนทนาอยู่นะขอรับ แต่ก็เหมือนจะถอดใจ แต่ก็มีเื่บางอย่างที่ข้าน้อยไม่เข้าใจ”
“มีอะไรว่ามา”
“นางเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเราพูดกัน แต่นางจะดูจากภาษามือมากกว่าขอรับ”
“เ้าหมายความว่า”
“ขอรับ บางทีนางอาจจะพูดไม่ได้จริงๆ ั้แ่แรกก็เป็ได้” สีหน้าที่สงบนิ่งของเขายากที่จะอ่านออกได้ว่าคิดเห็นเช่นไร เฟิงชีหลิวกำลังนิ่งงันไปชั่ว
ขณะก่อนจะโบกมือให้คนสนิทออกไปด้านนอก หลิ่งเฟยล่าถอยไปแล้วก็เหลือแต่เขาที่ขบคิดบางอย่างเพียงลำพัง เขาได้ช่วยนางก็นับว่าเป็วาสนาต่อกันแต่หากจะพานางกลับไปด้วยที่บ้านจะต้องบ่นไม่ยอมสิ้นสุดเป็แน่
ตระกูลของเขาทำการค้า
มารดาไม่นิยมของไม่ดี หากนางเป็เด็กสาวทั่วไปเขาก็พอจะฝากฝังไว้เรือนคนใช้ได้บ้าง แต่นางพูดไม่ได้เช่นนี้เขาจะทำเช่นไรต่อไปดี ช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดสิจึงสมกับเป็เฟิงซีหลิว
ถ้าทิ้งนางไว้ที่ซานหูยังไงก็คงต้องอดตาย เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวกับการอยู่รอด ไม่ใช่เื่ที่ดีนัก เขาต้องหาคนที่ไว้ใจได้สอนวิชางานบ้านงานเรือนแก่นาง เพื่อจะได้แต่งงานออกเรือนไปได้จึงจะนับว่าเป็การช่วยเหลืออย่างแท้จริง
เื่การเรือนนั้นเห็นทีจะเป็ใครไปไม่ได้อีกแล้ว
ในที่สุดเขาก็คิดตกแล้ว
ขบวนเดินทางของเฟิงซีหลิวออกจากเรือนพักของสกุลเฟิงมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองลี่โจวที่เป็อาณาเขตของตนเอง เขาให้คนกลับไปก่อนส่วนตนเองกับหลิ่งเฟยพาเด็กสาวไปยังที่แห่งหนึ่งแทน
น้ำตาลที่กำลังตื่นเต้นกับการเดินทางข้ามเมืองมาถึงหนึ่งวันเต็มๆ ก็ค่อยๆ หมดแรงนอนหลับไปในรถม้าเรียบร้อยแล้ว แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเอง
กำลังอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง
เ้านี่ใช่ที่เขาเรียกว่าโรงเตี๊ยมใช่มั้ย
ดูดีจังเลยแฮะ
“จิวซาลงมาได้แล้ว” นั่นมันเสียงของเฟิงซีหลิวนี่นา ระหว่างทางเขาพูดกับเธอสองสามประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ที่เธอชอบมาก เขาพูดน้อยๆ แบบนี้แหละเธอจะได้เข้าใจง่ายๆ หน่อย
เขาบอกว่าเธอชื่อจิวซา ไม่เห็นจะเพราะเลย ชิวจิงจิง ที่ตั้งไว้ในเว่ยป๋อยังเพราะกว่าอีก
จากนั้นเขาก็แนะนำตนเองว่าชื่อ เฟิงซีหลิว พี่รูปหล่อมาดแมนชื่อ หลิ่งเฟย
พอได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเอง หญิงสาวก็เปิดม่านแล้วะโลงจากรถม้าตามไปยืนกับพวกเขาอย่างไม่รู้เื่รู้ราว
“ซีหลิวคารวะท่านน้าเจี่ยน” เขาค้อมกายลงคารวะสตรีที่อายุอานามคงราวๆ 40 ได้กระมัง
“นี่ฮูหยินใหญ่ของบ้านสกุลถง” คนจีนเจอกันทำยังไงนะ โอ๊ย ทำไมสมองไม่ประมวลผลเอาเสียเลย หญิงสาวยังคงยืนละล้าละลังอยู่ ทำตามนายหน้านิ่งนี่แหละวะ ว่าแล้วเธอก็ตั้งใจเลียนแบบเฟิงซีหลิวอย่างแเี
นางเชิญพวกเขาเข้าไปนั่งด้านในพร้อมกับลอบสังเกตเด็กสาวที่เดินตามหลังเขาอย่างพินิจพิจารณา ทุกคนในลี่โจวต่างก็ทราบดีว่านับจากบิดาของ
เฟิงซีหลิวเสียชีวิตไปเขาก็ต้องกลายมาเป็เสาหลักของบ้านั้แ่สิบสี่ปี เขาไม่ชอบการมีสตรีติดตามเพราะบอกว่ายุ่งยาก แต่วันนี้กลับมาเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มติดตามมา
มันหมายความว่ายังไงกัน
“มาถึงลี่โจววันไหนกัน มารดาเ้าบอกว่าเ้าเดินทางไปซานหู นางกินไม่ได้นอนไม่หลับเสียหลายวัน”
“เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่ขอรับ พอดีไปหลู่หยางก่อนไม่ได้พักที่ซานหูวันเกิดเื่”
“ดีแล้วล่ะ ที่แคล้วคลาด แล้วแม่หนูนั่นเป็ใครกัน” ซีหลิวเหลือบมองคนที่นั่งมองโน่นนี่ไปมาก่อนจะเล่าไปตามความจริง เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะรู้เื่อะไรเลยด้วยซ้ำไป
“ข้าเดินทางแวะพักริมน้ำพบเจอนางลอยมาติดกอหญ้าโดยบังเอิญจึงได้ช่วยไว้ จะทิ้งนางไว้ก็ตัวคนเดียว ตอนแรกจะให้นางไปเป็สาวใช้ในเรือนแต่นางพูดไม่ได้ ข้าเกรงว่ามารดาจะไม่ชอบใจนัก”
“หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา น่าเสียดายจริง” อายุยังน้อยยังมีแววงดงามเพียงนี้ หากเติบโตไปคงจะงามมากเลยทีเดียว น่าเสียดายวาสนานางจริงๆ
“ข้าจะนางพักที่เรือนฝูหลงก่อน บ้านหลังนั้นไม่มีใครใช้งาน แต่จะไหว้วานท่านน้าให้ช่วยสอนการครัวและงานบ้านให้นางด้วย หากนางเติบใหญ่ไป
ภายหน้าจึงค่อยหาชายที่จริงใจให้นางแต่งงาน ข้าจึงจะวางใจ” อนิจจาน้ำตาลผู้ฟังอะไรไม่ออก เธอไม่ได้รู้เื่เลยว่านอกจากตนเองกำลังจะโดนเททิ้งกลางเมือง พวกเขาได้วางแผนถึงขั้นแต่งงานให้เธอเรียบร้อยแล้วด้วย
“อืม ช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ซีหลิวเ้าช่างเป็คนดีจริงๆ”
“เื่นี้รบกวนท่านน้าช่วยปิดเป็ความลับด้วย ข้าไม่อยากให้มารดาทราบ” ใครจะไม่ทราบกันว่ามารดาของเขานั้นแม้ใช้อาวุธไม่เป็แต่ก็มีสิ่งที่คมกริบกว่ากระบี่ในมือ
ฝีปากของนางและการจัดการของนางเยี่ยมยอดเกินไป อาจจะเพราะสามีเสียชีวิตต้องเลี้ยงบุตรเพียงลำพังทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นมาก ฝีปากนางจะใช้ในการเจรจาส่วนการจัดการสหายใกล้ชิดหรือผู้คนในบ้านย่อมทราบดีว่า หากนางยื่นมือเข้ามาแล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้น
นางอาจจะสั่งให้พระอาทิตย์ขึ้นยามเย็น พระจันทร์ฉายแสงยามเช้าก็เป็ได้
“ได้ เ้าจะฝากนางไว้ที่นี่ก่อนหรือไม่”
“ข้าจะพานางไปเรือนฝูหรงก่อน ที่นั่นทำความสะอาดเรื่อยๆ คาดว่าคงเข้าพักได้เลย เด็กน้อยเพียงคนเดียวไม่น่าจะมีปัญหากระมัง” พวกเขาลุกพรึบขึ้นพร้อมกันทำเอาเธอต้องรีบพรวดพราดลุกตามไปด้วย พอเฟิงซีหลิวคารวะเธอก็คารวะด้วย แม้จะดูเงอะงะ แต่ก็น่าเอ็นดู
ร่างสูงของบุรุษทั้งสองเดินนำออกไปก่อนเธอค่อยๆ ก้าวเท้าเดินตามพวกเขาสายตาก็มองรอบตัวไปมาอย่างสนใจ ความจริงแล้วโรงเตี๊ยมในสมัย
โบราณมีร้านอาหารด้านล่างด้วย ชั้นบนจึงเป็ห้องนอน
นี่คงเป็โรงแรมห้าดาวของเมืองนี้สินะ
ว่าแต่ว่าพวกเขาจะพาเธอไปไหนกัน ในนี้คงเป็กลางเมืองสักแห่งคนเยอะหนาตาพอสมควร เฟิงซีหลิวปล่อยให้เด็กน้อยในสายตาของเขาเปิดม่านดูคนเดินไปมาด้วยความสนใจ
“ไม่เคยเห็นหรือ”
เพราะไม่รู้ว่าโดนถาม ถึงรู้ตัวว่าโดนถามก็ไม่เข้าใจ ตอบไม่ได้อยู่ดี น้ำตาลจึงทำตัวเนียนด้วยการใช้วิธีการหูทวนลมแทน ส่วนคุณชายบ้านเฟิงน่ะ
หรือเขาคล้ายจะมีไอน้ำลอยวนรอบกายเลยกระมัง
ใบหน้าหล่อๆ ของเขาเข้มจนเครียด
หรือว่าเขาไม่เคยมีขัดใครขัดใจหรือยังไง แต่ก็เป็ไปได้นะ เขาดูเป็เ้านายคนพวกนั้นอาจจะเหมือนคุณชายในละครมีคนคอยรับใช้เลยทำอะไรไม่เป็
เอ๊ะ นิสัยนี้เหมือนจะเคยพบเจอตัวอย่างใกล้ๆ เลยแฮะ
มีคนทำให้จนทำอะไรไม่เป็เนี่ย
โอ๊ะๆ ๆ ดูเขาสิขัดใจจนหน้าบิดเบี้ยวจะหมดหล่อแล้ว
ไม่เอาละ เธอไม่แกล้งเขาก็ได้ หญิงสาวพลิกกายมานั่งมองหน้าเขาสักพักก่อนจะเอื้อมมือไปคลึงหัวคิ้วของเขาออกจากกันอย่างถือ ผู้ชายคนนี้แม้จะดูเป็หนุ่มก็ตามเถอะแต่เอาจริงๆ พอเธอได้ยินว่าเขาอายุสิบแปดก็อดขำในใจทันที
นอกจากพี่หลิ่งเฟยแล้วพวกนี้ล้วนแต่อ่อนกว่าเธอทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งนายคนนี้
“เ้าทำอะไรน่ะ” ั์ตาของเขาเข้มขึ้นด้วยความไม่พอใจ นางกล้าดียังไงมาจับหน้าผากของเขาแถมมามองหน้าด้วยสายตาเช่นนั้นอีก
ไม่เหมือนสายตาเด็กมองผู้ใหญ่ไม่มีความเกรงกลัว
เขาว่าเด็กคนนี้มีความแปลกประหลาด
น้ำตาลฟังคำถามนี้ออกเธอจึงส่งภาษามือกลับไปว่าเขาหน้าบึ้งดูไม่หล่อ อยากให้เขายิ้มมากกว่า
“ช่างเ้าเถิด เป็เด็กแท้ๆ จะไปรู้อะไร” เขาไม่ใส่ใจนางหรอก นางคงไม่ทราบว่าการอยู่ร่วมกับเขาต้องปฏิบัติตนยังไงบ้าง เอาเถอะแล้วค่อยให้หลิ่งเฟยหาเวลาว่างมาสั่งสอนนางก็แล้วกัน