ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 157 หั่วเอ๋อร์จอมอำมหิต

            นี่มันแปลกเกินไปหน่อย...

            เมี่ยชางเซิงรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น

            ต่อให้มียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดเยอะมากกว่านี้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าระดับโพ่ไห่แล้วแค่นั้นมันยังไม่พอหรอก

            ก่อนหน้านี้ที่เขาไปบุกถล่มเมืองหลวงของเผ่าฝูโปนั้นพวกยอดฝีมือที่ถูกเรียกว่าแข็งแกร่งที่สุดของเผ่าก็เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือของเขาเท่านั้นแค่บีบทิ้งก็ตายแล้ว

            “นี่หรือไพ่ตายของพวกเจ้า? ฮ่ะฮ่ะ น่าผิดหวังเสียเหลือเกิน...”

            เมี่ยชางเซิงแสยะยิ้มเย็นชา สะบัดมือออกไปหนึ่งครั้งจากนั้นก็เกิดลมพายุที่สร้างขึ้นมาจากพลังฟ้าดินอันน่าหวาดกลัวสายหนึ่งพร้อมกับที่มันได้ดูดเอาเศษหินทั้งหลายบนพื้นเข้าไปในลมพายุนั่นด้วยพริบตาเดียวมันก็กลายเป็นพายุดาบศิลาอันแหลมคมขนาดใหญ่

            นี่คือวิธีการโจมตีของยอดฝีมือด้านพลังจิตสามารถควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติมาใช้เป็นอาวุธได้ เป็นวิชาที่มีชื่อว่า “พลังจิตบงการวัตถุ”

            ซึ่งความรุนแรงในการโจมตีของผู้ใช้พลังจิตจะขึ้นอยู่กับปริมาณของพลังจิตที่เก็บสะสมไว้ได้และระดับความบริสุทธิ์ของพลังจิตพายุดาบศิลาที่เมี่ยชางเซิงซึ่งอยู่ในระดับโพ่ไห่สร้างขึ้นนั้นมันทรงพลังเทียบเท่ากับการโจมตีสุดแรงของยอดฝีมือด้านวรยุทธ์ระดับโพ่ไห่เลยทีเดียว

            “ปลิวไปซะ!!”

            เมี่ยชางเซิงปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนแรงออกมา

            เขาจะใช้ซากศพอันแหลกเละของทหารทั้งสิบคนนั่นมาแสดงให้ไอ้พวกมดปลวกไม่รู้ความได้รู้ซึ้งว่า“หน่วยองครักษ์เทวะสีเงิน”อะไรนั่นมันช่างไร้ค่าจนน่าขันขนาดไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาคนนี้

            คมเขี้ยวแห่งวายุศิลาทรงพลานุภาพจนราวกับว่าสามารถแหวกฟ้าเป็นสองฟากฉีกแผ่นดินเป็นสองฝั่ง แม้แต่อากาศรอบๆ มันยังถูกฉีกขาด น่ากลัวสุดขีด

            แต่ว่าองครักษ์เทวะสีเงินทั้งสิบคนที่กำลังจะถูกการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวนั่นเล่นงานนั้นก็ได้ตอบโต้กลับไปตามวิธีที่ได้ฝึกฝนมาก่อนหน้านี้แล้ว

            ทั้งสิบคนเข้ามาอยู่รวมกันอย่างรวดเร็วพร้อมกับที่แต่ละคนต่างก็จับมือของกันและกันไว้จนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานแถวหนึ่งจากนั้นก็มีพลังงานสุดมหัศจรรย์สายหนึ่งไหลเวียนกันระหว่างชุดเกาะราชันเงินขาวของแต่ละคนสุดท้ายพลังอันมหาศาลทั้งหมดที่ได้จากองครักษ์ทั้งสิบคนก็ไปรวมกันอยู่ที่คนๆ เดียวซึ่งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของแถว

            “ค่ายกลเกราะเงินพิทักษ์สวรรค์ ป้องกัน!!”

            ตึง

            ม่านพลังป้องกันขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากพลังฟ้าดินก็ถูกปล่อยออกมา

            แข็งแกร่งดุจมณี หนาแน่นดุจขุนเขา

            ยอดฝีมืออระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดที่ได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะราชันเงินขาวแล้วทั้งสิบคนจากนั้นก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัวสุดมหัศจรรย์ของชุดเกราะราชันเงินขาวที่สามารถรวมพลังกันได้จนสามารถสร้างเป็นม่านพลังป้องอันแข็งกล้าที่สามารถต่อต้านพลังอำนาจอันโหดเหี้ยมอำมหิตของอสูรร้ายได้

            ตึง!

            พายุศิลาพุ่งชนใส่ม่านพลังอย่างเต็มแรงจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น

            เสียงของเหล็กกล้าที่กำลังกระทบกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นเสียงดังสะท้อนไปมาทั่วฟ้าทั่วปฐพีแรงกระแทกขนาดมหึมาก่อให้เกิดคลื่นอัดอากาศที่สูงสิบกว่าเมตรขึ้นสาดซัดไปทั่วทั้งสนามแห่งนี้

            นักรบเทวะในชุดเกราะเงินทั้งสิบคนโดดถอยกลับมาอย่างพร้อมเพรียงมีบางคนที่กระอักเลือดสดๆ ออกมาแต่ฝั่งของเมี่ยชางเซิงตอนนี้นั้นกำลังเบิกตากว้างด้วยความตะลึง การโจมตีสุดแรงเกิดของเขากลับถูกป้องกันไว้ได้

            เป็นไปไม่ได้!!

            ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรักษาหน้าเอาไว้เกรงว่าเมี่ยชางเซิงคงจะอ้าปากเหวอออกมาแล้ว

            เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้มันอยู่เหนือสามัญสำนึกของวิถียุทธ์ทั่วไปมากพลังที่ชุดเกราะสีเงินทั้งสิบชุดรวมกันแล้วระเบิดออกมานั้นมันทรงพลังมากจนคาดไม่ถึง

            บนชั้นลอยนั้นเอง

            ทั้งเซียวหยัน หลานห่าย เป็นต้น ต่างก็แอบอึ้งนิดๆ อยู่เหมือนกัน

            ขนาดตัวพวกเขาเองยังถูกอานุภาพของชุดเกราะราชันเงินขาวทำเอาตกใจเหมือนกันเซียวหยันที่อยู่ข้างๆ พลันกัดฟันกระซิบกับหลินเฮ่ายวนว่า “พี่น้องหลิน ถ้าเจ้ายังไม่ส่งไอ้ชุดเกราะนี่มาให้ข้าอีกยี่สิบชุดละก็ข้าจะไปแย่งมันที่อาณาจักรชูอวิ๋นด้วยตัวเอง!”

            “ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” หลานห่ายกล่าวเสริมขึ้น

            แต่หลินเฮ่ายวนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “ก่อนหน้านั้นต้องฆ่าไอ้โจรชั่วนี่ให้ตายก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง หั่วเอ๋อร์ เตรียมตัวลงมือได้แล้ว...”

            หั่วเอ๋อร์ที่นอนหาวอยู่ด้านหลังนั้นมันไม่เคยสนใจเรื่องของคนอื่นนอกจากเรื่องของหลินหยางเลยครั้งนี้หลินเฮ่ายวนเป็นคนเอ่ยปากเองเจ้านกนี่มันถึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เกียจว่า

            “เอาแบบเป็นๆ หรือให้จับตาย?”

            “แต่เดิมมันก็เป็นศพอยู่แล้วจับมันย่างเลยแล้วกัน! กลับไปแล้วข้าจะเลี้ยงขนมให้เจ้า”หลินเฮ่ายวนที่น่าจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเมี่ยชางเซิงแล้วจึงพูดแบบนั้นออกมาอย่างเย็นชา

            “เข้าใจแล้ว” หั่วเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับที่ร่างกายของมันเปล่งประกายแสงของเปลวเพลิงอันโชติช่วงจนชวนตะลึงออกมา

            ตรงหน้าพวกเขานั้น

            เมี่ยชางเซิงก็หายอึ้งแล้วเช่นกัน

            นักรบเกราะเงินเหล่านี้สร้างความตกใจให้กับเขาได้อย่างรุนแรงมันคือพลังอันน่าหวาดกลัวในระดับที่น่าจะสามารถสยบทั่วทั้งทวีปชี่อู่ได้เลยทีเดียว

            แต่ว่า ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดไปเหมือนกันซึ่งเห็นได้ชัดว่านักรบเกราะเงินทั้งสิบคนนั้นไม่สามารถต้านรับการโจมตีระลอกที่สองของเขาได้อย่างแน่นอน

            “หมดแค่นี้แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็เตรียมล้างคอรอรับความตายได้เลย”

            เขากลับมามีท่าทางหยิ่งยโสโอหังเหมือนเดิมอีกครั้งพยายามพูดให้ตัวเองดูน่าเกรงขามมากกว่าเดิมอีกสักหน่อยแต่น่าเสียดายที่ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกรับไม่ได้สุดขีดขึ้นอีกครั้ง

            คนเดียว

            คราวนี้มีนักรบเกราะเงินออกมาประจันหน้าเขาแค่คนเดียวเท่านั้น

            เมี่ยชางเซิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนดูถูกอย่างรุนแรงอยู่

            ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้ออกมาด้วยตัวเองก็เถอะแต่อย่างน้อยเขาก็เป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่เลยนะ

            เมื่อกี้ยังส่งออกมาตั้งสิบคน ทำไมตอนนี้ถึงส่งมาแค่คนเดียวกันเล่า?

            ให้เกียรติกันหน่อยได้ไหม?

            เมี่ยชางเซิงโมโหขึ้นมาแล้ว

            บนใบหน้าอันแข็งกระด้างของมันเริ่มแสดงสีหน้าโกรธแค้นออกมาแล้วพลังฟ้าดินอันเข้มข้นสายหนึ่งได้มารวมตัวกันที่ฝ่ามือของเขาอีกครั้งการโจมตีอันน่าหวาดกลัวอีกระลอกหนึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

            เขาจะทำลายไอ้พวกนักรบเกราะเงินที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงตรงหน้านี้ให้หายไปจากโลกอย่างสมบูรณ์

            แต่เขาก็คาดไม่ถึงว่าในขณะที่เขายังไม่ทันได้ปล่อยพลังออกไปเลย อีกฝ่ายก็เปิดฉากบุกเข้ามาหาเขาก่อนแล้ว

            “รีบตายสินะ!!”

            เมี่ยชางเซิงระเบิดพลังฟ้าดินในมือออกไปยิงเข้าใส่พวกนักรบเกราะเงินที่กำลังพุ่งทะยานมาหาเขาตรงๆสามารถทำลายชุดเกราะเหล่านั้นจนแหลกเละได้อย่างไม่เปลืองแรงอะไรนัก

            เดี๋ยว ไม่ใช่แล้ว

            แต่เขาก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วว่า

            ชุดเกราะสีเงินนั่นไม่ได้พังเพราะพลังของเขา แต่มันกำลัง...จะระเบิดตัวเองแล้ว

            ตูมม!!

            ควันรูปหัวเห็ดพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า

            พลังระเบิดตัวเองของชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬของหลินหยางตอนที่อยู่ในระดับเซียนเทียนอยู่นั้นมีพลังทำลายล้างเทียบเท่ากับการโจมตีของยอดฝีมืระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นหนึ่งครั้งเลยทีเดียว

            ซึ่งพลังระเบิดตัวเองของชุดเกราะราชันเงินขาวชุดนี้มันรุนแรงจนเทียบเท่ากับการโจมตีของยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นต้นได้เลยเช่นกัน

            ทั่วทั้งสนามประลองแห่งนี้ถูกทำลายจนพังย่อยยับ

            พื้นที่จัดงานเทศกาลขนาดนับพันเมตร ถูกทำลายจนกลายเป็นเศษธุลีพร้อมกับสิ่งก่อสร้างรอบสนามด้วยเช่นกัน

            โชคดีที่เหล่าประชาชนโดยรอบถูกอพยพออกไปเรียบร้อยหมดแล้วส่วนพวกเซียวหยันเองก็โชคดีที่ได้สร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมาป้องกันแรงระเบิดไว้ก่อนเพราะว่าภายในรัศมีร้อยเมตรรอบจุดระเบิดนั้นทุกอย่างล้วนถูกทำลายจนสลายหายไปไม่เหลือซาก แม้แต่มดสักตัวก็ไม่มีทางรอดไปได้

            แรงระเบิดของชุดเกราะราชันเงินขาวนั้นน่ากลัวเกินบรรยาย

            มันจะต้องเป็นสุดยอดนวัตกรรมด้านการช่างที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน

            เพียงแต่ว่าผู้คนทั้งหลายยังไม่ทันได้แสดงความยินดีก็มีเงาร่างสายหนึ่งบินพุ่งขึ้นฟ้าท่ามกลางเศษฝุ่นและควันต่างๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่

            เมี่ยชางเซิง ไม่สิถ้าจะพูดให้ถูกคือซากศพที่ถูกเมี่ยชางเซิงควบคุมอยู่นั้นกำลังลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าด้วยสภาพทุลักทุเลแสนสาหัส

            ทรงผมที่ถูกความร้อนจนฟูขึ้นมาผิวหนังที่แต่เดิมเป็นสีขาวซีดจนน่ากลัวนั้นก็กลายเป็นสีดำดุจเถ้าถ่านไปแล้วถึงแม้ว่าบนร่างกายจะไม่ค่อยมีบาดแผลอะไรมากเท่าไรก็ตามแต่สภาพที่ดูอนาถาราวกับขอทานแบบนี้ ไม่เหลือบรรยากาศอันโอหังและดุดันแบบก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะฆ่าล้างบางอยู่เลย

            “น... นั่นมันเกราะบ้าอะไรกัน!!”

            เมี่ยชางเซิงตอนนี้รู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย

            ตัวเขาที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่าที่นี่นั้นได้ใช้วิธีลับในการเดินทางมายังชี่อู่แห่งนี้แต่เดิมคิดว่าจะสามารถพิชิตทั่วทั้งแผ่นดินได้อย่างง่ายดายยิ่งเสียกว่าปอกกล้วยแต่ไม่คิดเลยว่า การลงมือทั้งหมดสามครั้งกลับมีแค่ครั้งเดียวที่ทำสำเร็จอีกทั้งครั้งนี้ยังทำให้เขาได้พบก็สุดยอดสมบัติที่มีอานุภาพสูงส่งเกินกว่าจะจินตนาการได้อีก

            แต่ว่าเขาที่ยังคงงุนงงสับสนอยู่นั้นก็เกิดเรื่องที่น่าอนาถใจสุดขีดสำหรับเขาขึ้นอีกครั้ง

            ประกายแสงจากเปลวเพลิงสายหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วที่สูงจนมิอาจบรรยายได้เพียงพริบตาเดียวมันก็พุ่งมาประชิดตัวเขาแล้วก็ชนเข้าใส่ท้องจนตัวงอเป็นกุ้งโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

            อ๊าก!!

            ตัวของเมี่ยชางเซิงนั้นไร้ซึ่งโลหิตให้กระอักออกมาแล้วแต่แรงกระแทกอันมหาศาลนั่นก็ยังสามารถทำให้เขาอ้วกลมออกมาได้อย่างน่าสะพรึง

            ตูม

            ตัวเขาพลันพุ่งลงไปชนพื้นอย่างแรงราวลูกปืนใหญ่จนกลายเป็นรูโบ๋ที่มีรูปร่างเหมือนคนเกิดขึ้นที่พื้นรูหนึ่ง

            “ยอดเยี่ยม!!”

            พวกของเซียวหยันส่งเสียงร้องชอบใจ

            “ใครกัน!!”

            ศพที่เมี่ยชางเซิงใช้ควบคุมนั้นมีกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างแข็งแรงเพียงไม่ถึงวินาทีมันก็ลุกกลับขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกอับอายจนกลายเป็นโกรธแค้นส่งเสียงดังลั่นจนสะเทือนไปทั่วผืนฟ้า

            “ท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้อย่างไรเล่า! เจอนี่หน่อยเป็นอย่างไร วิชาปีกเหล็กประจัญบาน!”

            เพียะ!

            เมี่ยชางเซิงที่เพิ่งตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราดได้ไม่นานก็ถูกหั่วเอ๋อร์ใช้ปีกของมันตบใส่จนตัวลอยไปอีกครั้ง

            ชื่อท่าของมันก็ยังคงพิลึกพิลั่นเหมือนเดิม

            ความเร็วของหั่วเอ๋อร์ตอนนี้มันมากเกินไปแล้ว

            ขอบเขตพลังของมันนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นตามหลินหยางหลังจากที่หลินหยางฝึกหนักเป็นเวลาหนึ่งปีจนแข็งแกร่งอย่างที่มิอาจคาดเดาได้แล้ว หั่วเอ๋อร์เองก็มีพลังเพิ่มสูงขึ้นตามตอนนี้มันอยู่ในระดับโพ่ไห่ขั้นต้นไปแล้ว

            รวมทั้งเพลิงวิเศษของปี้ฟังที่มันมีอยู่ซึ่งสามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงได้นั้นศพตรงหน้าที่มีพลังแค่ระดับโพ่ไห่ขั้นต้นเหมือนมันย่อมเป็นได้เพียงแค่ของเล่นให้มันพังทิ้งเล่นๆเท่านั้น

            เมี่ยชางเซิงถูกซัดลอยไปอย่างมิอาจต้านทานได้

            เขารู้สึกแค่ว่าสติของเขาเกือบจะถูกลูกตบหนึ่งฝ่ามือนั่นตบออกจากซากศพร่างนี้ไปเสียแล้วมันหมุนเคว้งจนรู้สึกว่าโลกกำลังหมุนตามเขา แต่เขาไม่รู้หรอกว่าความอำมหิตของหั่วเอ๋อร์นั้นทันทีมันเริ่มลงมือ มันไม่เคยปล่อยให้เหยื่อมีเวลาพักหายใจเลยแม้แต่นิดเดียว

            “วิชาลูกถีบกรงเล็บฉบับเลื่อนขั้นของท่านหั่วเอ๋อร์!!”

            ตูม

            เมี่ยชางเซิงที่ยังลอยอยู่บนอากาศก็ถูกหั่วเอ๋อร์พุ่งเข้ามาเหยียบใส่ยอดหน้าไปอีกหนึ่งฝ่าเท้าจนทิศทางที่กำลังบินอยู่ของมันพลันหักเลี้ยวเก้าสิบองศาจนหน้าเขาพุ่งไปปักบนดินอีกครั้งอย่างรุนแรง

            ผืนแผ่นดินที่ถูกแรงระเบิดกวาดล้างจนราบเรียบไปแล้วนั้นก็ถูกร่างของเมี่ยงชางเซิงพุ่งชนอีกรอบเศษฝุ่นลอยฟุ้งรอบนี้บริเวณร่างกายของเขายังอยู่บนพื้น แต่ส่วนหัวของเขากำลังถูกหั่วเอ๋อร์เหยียบเข้าใส่เต็มๆจนจมลึกลงไปในพื้น

            ดูท่าทางท่านหั่วเอ๋อร์จอมอำมหิตจะรู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย