“เข้าใจแล้ว”
ยูซังฮุนพยักหน้ารับทันทีท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของยูซังฮีกับจางนัมอุก
“นี่! ยูซังฮุน!”
ยูซังฮีที่เลิกสวมหน้ากากหญิงสาวผู้อ่อนโยนตวาดลั่นจางนัมอุกเบือนสายตาจากยูซังฮุนแล้วมองเธอด้วยสีหน้าใสุดขีด
“ฉันจะทำตามที่อึยชินบอก”
“ต่อให้เป็คนโง่ก็ยังไม่โง่ขนาดนี้! ลืมไปแล้วเหรอว่านายเกือบตายน่ะ!”
แม้ยูซังฮีจะพ่นคำด่ารุนแรงออกมาแต่ยูซังฮุนยังคงมองมาทางฉัน แล้วพูดเสียงเรียบ
“อึยชิน อธิบายให้ทุกคนเข้าใจทีสิ”
ทุกคนในห้องหันมาจับจ้องฉันเป็ตาเดียวไม่รู้ว่ายูซังฮุนอ่านความคิดฉันได้หรือแค่เชื่อใจกันแน่แต่ฉันตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไป
“ตอนนี้ซนมินกิถูกยกย่องว่าเป็ฮีโร่ส่วนเราสามคนเป็แค่ตัวประกอบที่รอดมาได้เพราะการเสียสละของเขา…ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว”
ซนมินกิเสียแขนขวากับขาขวาเพราะไอเท็มที่ฉันโยนใส่และใช้โอกาสนี้ชิงออกมาสัมภาษณ์ว่ายอมสละเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมจึงได้เปรียบมากในพื้นที่สื่อและตอนนี้ซนมินกิก็ไม่ต่างอะไรกับตัวเอกในการ์ตูนเด็กผู้ชาย
“ต่อให้พวกเราที่แขนขาครบถ้วนจะพูดอะไรออกไปสังคมก็จะมองว่าเราใส่ร้ายซนมินกิที่กำลังจะกลายเป็คนดัง…ถ้าจะทำอย่างนั้นเราต้องได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฮวังมยองของโรงเรียนม.ปลายอึนกวังหรือสมาคมเพลเยอร์ที่มีความเป็กลางมาช่วยยืนยัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันพวกเขาคงไม่ช่วยออกหน้าให้แน่”
จุดประสงค์ของสมาคมเพลเยอร์คือการ‘ปราบปรามเอเนมี’ และ ‘คุ้มครองเพลเยอร์’พวกเขาไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ในการช่วยเหลือเด็กม.ต้นซึ่งยังไม่ได้ลงทะเบียนเพลเยอร์อย่างเป็ทางการ
ที่ฮงกยูบินแวะมาหาฉันในวันนั้นเพราะฉันดันไปกำจัดเอเนมีที่มีการตั้งค่าหัวทั้งที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับสมาคม
มูลนิธิฮวังมยองเองก็คงเคลื่อนไหวลำบาก
สิ่งที่ได้รับความสนใจพอๆกับเื่ของซนมินกิคือปัญหาด้านความปลอดภัยของโรงเรียนม.ปลายอึนกวังที่มูลนิธิฮวังมยองเป็ผู้ดูแลมีแค่เพลเยอร์บางคนและคนส่วนน้อยที่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้นที่มองว่า ‘พวกบรรพตระกูลแทรกแซงได้แค่นั้นก็นับว่าสุดยอดมากแล้ว’
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่พวกเขาจำได้เพียง ‘มีนักเรียนม.ต้นเกือบตายระหว่างการสอบเข้าโรงเรียนม.ปลายที่ดีที่สุดในเกาหลีใต้’
“สมมุติว่าโชคดีมีหมายค้นออกมาแล้วสามารถรวบรวมหลักฐานการสอบภาคปฏิบัติได้แต่ซนมินกิก็ยังเป็นักเรียนม.ต้นที่สติหลุดเพราะเผชิญหน้ากับบรรพตระกูลตัวจริงเสียงจริงถ้าแกล้งทำเป็สำนึกผิดอยู่ในศาลต่อให้เขาฆ่าคนตายก็จบที่ควบคุมความประพฤติเท่านั้นแหละ”
แม้จะเป็โลกที่เกิดการปะทะระหว่างมิติแต่ท้ายที่สุดที่นี่ก็คือเกาหลีใต้
สิทธิมนุษยชนในเยาวชนมักเอนเอียงไปทางผู้กระทำความผิดมากกว่าเหยื่อ
แิที่ให้ความสำคัญกับผู้กระทำความผิดซึ่งถูกอ้างว่าเป็การบำบัดผู้กระทำความผิดและปกป้องสิทธิมนุษยชน มากกว่า ‘ความยุติธรรม’ได้หยั่งรากลึกลงในสังคม โดยเฉพาะกับเยาวชนถึงจะเป็ผู้กระทำความผิด แต่ก็สามารถใช้อายุของตนมาเป็โล่เพื่อเรียกความเห็นใจได้ง่ายๆ
ยิ่งถ้าผู้กระทำผิดเป็ลูกคนรวยก็ยิ่งสามารถใช้สื่อชี้นำความเห็นสาธารณชนได้ไม่ยากและคนบางส่วนก็หลงใหลในภาพของตัวเองที่ช่างมีเมตตา แม้กระทั่งกับผู้กระทำความผิดก็ตาม
“ซนมินกิสามารถปล่อยข่าวออกสื่อได้ภายในวันเดียวหมายความว่าจะต้องมีเส้นสายกับสื่อการต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาอาจใช้เวลานานจนทำให้ฝ่ายเราเจ็บตัว โอกาสชนะก็น้อยและถึงจะชนะก็ได้ไม่คุ้มเสีย”
ฉันพูดนานจนเจ็บคอแม้แต่ตอนสู้กับไรโนเซรอนก็ยังไม่พูดมากขนาดนี้
ฉันพักจิบชาบ๊วยที่เย็นชืดเพื่อให้ชุ่มคอชาซึ่งหลงเหลือความอุ่นอยู่เล็กน้อยที่ไหลผ่านลำคอนั้นมีรสชาติขมฝาด
แม้จะผ่านไปหลายสิบวินาทีหลังจากฉันพูดจบแต่ห้องก็ยังคงเงียบ
ฉันจึงพูดสรุปทิ้งท้าย
“ก่อนอื่นก็ทำข้อตกลงกับทางนั้นก่อน จากนั้น…”
ฝ่ายซนมินกิตอบรับข้อเสนอทันที
จิตใจแห่งความเสียสละที่ยอมเสียแขนขาแก่สัตว์อสูรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆฐานะว่าที่นักเรียนของโรงเรียนม.ปลายอึนกวัง อีกทั้งหน้าตาที่ดูดีใช่ย่อย
เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ซนมินกิได้รับคำเชิญให้ไปถ่ายโฆษณาและออกรายการวาไรตี้อย่างไม่ขาดสายจนกลายเป็ดาวเด่นในพริบตา
ดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่าถ้าได้เป็เพลเยอร์ดาวรุ่งในอนาคตเงินชดเชยหลักร้อยล้านวอนที่ต้องจ่ายไปก็เป็แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น
ในทางกลับกันถ้าเื่ในอดีตถูกขุดขึ้นมาตอนกำลังดังเปรี้ยงปร้าง ก็อาจฉุดรั้งชื่อเสียงเอาได้
ดังนั้นซนมินกิจึงเพิ่มเงินค่าชดเชยแลกกับการปิดปากให้สนิทเมื่อฉันเสนอไปว่าถ้าเพิ่มอีกหน่อย ทั้งฉันกับจางนัมอุกจะยอมอยู่เงียบๆ ด้วยพวกเขาก็ตอบตกลงทันที
ถึงอย่างนั้นยังยื่นข้อเสนอว่าหากใครละเมิดข้อตกลงจะต้องจ่ายค่าปรับเป็สามเท่าของเงินชดเชย
สุดท้ายการเจรจาไกล่เกลี่ยก็จบลงเมื่อกำหนดค่าปรับไว้สูงลิบกระทั่งครอบครัวซนมินกิที่มีธุรกิจหลายอย่างก็ยังยากจะรับไหว
“ไอ้พวกโง่เห็นแก่เงิน”
ซนมินกิเอ่ยออกมาต่อหน้าทนายความและผู้ปกครองอย่างไม่แยแส
เขาปรากฏตัวพร้อมกับรถเข็นและปิดปากเงียบมาตลอดทั้งกระบวนการก่อนจะเผยธาตุแท้ออกมาเมื่อเสร็จสิ้นการลงนามในสัญญา
ในเมื่อทำสัญญากันไปแล้วต่อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีทีหลังก็ไม่มีทางยกเลิกข้อตกลงได้ถ้าไม่มีเงื่อนไขพิเศษระบุไว้ในสัญญา
เพราะรู้เื่นี้ดีก็เลยรอให้เซ็นสัญญาเสร็จก่อนสินะ
เมื่อเห็นจางนัมอุกที่อยู่นั่งด้วยกันรู้สึกเดือดดาลจนตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมาฉันจึงถองศอกใส่สีข้างเพื่อให้เขาอยู่เงียบๆ
นี่ถ้าจางนัมอุกพายูซังฮีมาด้วยคงได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแน่
“ยูซังฮุน นายโอเคแน่นะ?”
จางนัมอุกถามยูซังฮุนที่ยังคงสงบนิ่งเ้าตัวจึงตอบกลับอย่างใจเย็น
“ใช่ เพราะสีหน้าของอึยชินตอนนี้เหมือนกับตอนที่เขาอธิบายแผนให้เราฟังเลย”
ฉันกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่นะ
ฉันลองมองตัวเองในกระจกแต่กลับไม่เห็นว่ามีอะไรต่างไปจากปกติ
ฉันเดินทางมายังโรงเรียนม.ปลายอึนกวังเพื่อพบกับประธานมูลนิธิฮวังมยอง
ปกติแล้วอีกฝ่ายไม่ใช่บุคคลที่นักเรียนจะนัดพบได้ง่ายๆแต่พอขอให้เจกัลแจกอลช่วย ก็ได้รับคำอนุญาตให้เข้าพบทันที
“ท่านประธานแจ้งว่าอยากคุยกับเธอเป็การส่วนตัว”
นอกจากอาจารย์ใหญ่กับรองอาจารย์ใหญ่ก็มีเจกัลแจกอลผู้เป็หัวหน้าฝ่ายวิชาการนี่แหละที่ใกล้ชิดกับกรรมการบริหารมากที่สุด
โชคดีจริงๆที่วันนั้นได้เบอร์ติดต่อของเขามา ไม่อย่างนั้นกรณีเลวร้ายที่สุดก็คงต้องติดต่อผ่านฮงกยูบิน
“ขอบคุณที่ช่วยเป็ธุระให้นะครับ”
“ครูแค่โทรถามให้เฉยๆ เอง”
หลังจากฉันกับเจกัลแจกอลขึ้นแอร์ชัตเทิลภายในโรงเรียนได้ประมาณหนึ่งนาทีไม่รู้ว่าเพราะเป็เส้นทางสำหรับแขกผู้มาเยี่ยมชมหรือเปล่าถึงแทบไม่เห็นภาพอาคารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของโรงเรียนเลยสิ่งที่เห็นมีเพียงผู้คนที่นั่งอยู่บนแอร์ชัตเทิลและแอร์บอร์ดที่สัญจรผ่านไปมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากสอบเสร็จก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูให้เต็มตาน่าเสียดายที่ครั้งนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นฉากในเกมด้วยตาตัวเองอีก
ไม่เป็ไรเดี๋ยวพอเข้าเรียนก็คงได้เห็นจนเบื่อเองนั่นแหละ
ขณะครุ่นคิดแอร์ชัตเทิลก็แล่นมาหยุดที่หน้า ‘หอประกายเงิน’ ซึ่งเป็อาคารหลักของโรงเรียนม.ปลายอึนกวัง
อาคารสีขาวที่มีเสาทองทอดโค้งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างงดงามคอยค้ำจุนกระจกที่ติดอยู่ตามผนังด้านนอกสะท้อนแสงแดด ทำให้ทั้งอาคารคล้ายถูกโอบล้อมด้วยแสงสว่าง
เหมือนกับภาพซีจีในเกมเลย
ฉันเดินผ่านทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนพลางอุทานชื่นชมความงดงามในใจก่อนจะสังเกตเห็นป้าย ‘ห้องประธานมูลนิธิ’ หน้าประตูที่แกะสลักเป็ลายเสือ
“ครูมีงานต้องทำต่อ เสร็จแล้วก็โทรมาล่ะ”
ทั้งที่วันนี้มีงานต้องทำแต่ก็ยังอุตส่าห์มารับและพาเด็กม.ต้นที่เจอกันครั้งเดียวไปส่งถึงที่อีกอย่างนั้นเหรอ
ฉันตั้งใจจะขอบคุณเขาอีกครั้งแต่เจกัลแจกอลก็เดินกลับไปแล้ว ฉันจึงได้แต่ขอบคุณในใจ แล้วตรงไปที่ห้องประธาน
“ขออภัยในความไม่สะดวกนะคะ ขณะนี้ท่านประธานไม่อยู่ค่ะ”
เนื่องจากการประชุมกับสมาคมเพลเยอร์ยืดเยื้อกว่าที่คิดเลขาฯ จึงแนะนำให้ฉันนั่งรอพร้อมนำกาแฟมาเสิร์ฟ
ทั้งโซฟาไม้มะฮอกกานีประดับทองทั้งถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบด้วยเทคนิคอีนาเมล[1]อันโดดเด่นสะดุดตาบรรยากาศของที่นี่ช่างชวนให้รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
นี่อาจเป็ส่วนหนึ่งของบททดสอบจากท่านประธาน
ฮวังมยองโฮประธานมูลนิธิฮวังมยองเป็คนประหลาดที่ชอบเฝ้ามองและทดสอบผู้คน ถ้าเขาไม่พอใจทั้งแผนการและชีวิตในรั้วโรงเรียนของฉันหลังจากนี้คงลำบากแน่
“ขอบคุณครับ”
ฉันกล่าวขอบคุณสั้นๆแล้วนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางผ่อนคลาย เลขาฯ ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนทว่ายากจะเดาความคิดในใจ
“ท่านประธานจะมาถึงในอีกสิบนาทีค่ะ”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเธอฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในเกมเธอเป็ตัวละครที่มักจะคอยแย้มยิ้มอยู่ด้านหลังท่านประธานเสมอ
หากเป็ตัวละครที่อยู่ในเกมก็น่าจะตรวจสอบข้อมูลตัวละครได้สินะ ทว่า...
[ตัวละครนี้ไม่ได้ลงทะเบียนในฐานข้อมูล ไม่สามารถเรียกดูข้อมูลส่วนบุคคลได้]
เหมือนกับพวกนักเรียนและครูในโรงเรียนม.ต้นฉันตรวจสอบข้อมูลของเธอไม่ได้
ถึงเลขาของฮวังมยองโฮจะไม่มีบทพูดแต่ก็ปรากฏตัวในเกมแน่นอน…ทว่าระบบกลับบอกว่าไม่ได้ลงทะเบียนในฐานข้อมูลงั้นเหรอ
ในหนังสือเซตติ้งก็ไม่ได้เขียนถึงเลขาฯของฮวังมยองโฮไว้ กล่าวเพียงว่าประธานฮวังมยองโฮมีเลขาฯ อยู่หนึ่งคน
หรือว่าถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่ตัวละครสำคัญภายในเกมจักรวาลเหนือรูปก็จะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลส่วนบุคคลได้
หลังจากตั้งสมมติฐานฉันก็เริ่มอนุมานในสิ่งที่น่าขนลุกทันที
หลังจากช่วยให้คนที่ควรตายมีชีวิตรอดอนาคตก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วอาจจะเจอกับศัตรูที่ตรวจสอบข้อมูลไม่ได้เข้าสักวันก็ได้
ถึงอย่างนั้นก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดีจะให้ปล่อยจางนัมอุกกับยูซังฮุนตายเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ผีเสื้อขยับปีกอย่างนั้นเหรอ
ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก
“นักเรียนโจอึยชิน”
เมื่อฉันเงยหน้าก็เห็นประธานฮวังมยองโฮกำลังยืนอยู่แม้เส้นผมจะเริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวตามร่องรอยของกาลเวลาแต่อีกฝ่ายกลับยังดูแข็งแรงจนไม่น่าเชื่อว่าอายุหกสิบปีแล้ว
ไม่สิเขาไม่ได้อายุหกสิบ
เพราะฮวังมยองโฮคือบรรพตระกูล
ซ้ำยังเป็เผ่าเสือในตำนานผู้มีอายุมากกว่าห้าพันปีที่ดำรงอยู่มาั้แ่ก่อนมีการบันทึกตำนานการก่อตั้งประเทศเสียอีก
[เรียกดูข้อมูลตัวละคร ‘ฮวังมยองโฮ’]
[ชื่อ : ฮวังมยองโฮ]
[ฉายา : ประธานมูลนิธิฮวังมยอง, เผ่าเสือในโลกแห่งตำนาน, เสือเหลืองแห่งตำนานแกชอน,ผู้พิทักษ์เขตแดนศักดิ์สิทธิ์]
[พรคุ้มครอง : ‘เทพ์ยินดีประทานพร’]
[แสงประทับ : (ปิดใช้งาน)]
[สถานะ : ปกติ]
[ค่าศักยภาพโดยรวม : Lv.??]
[สกิล]
[พุ่งกระโจน Lv.??]
[เนตรรู้แจ้ง Lv.??]
[คำรามก้อง Lv.??]
[(การดาวน์โหลดบางส่วนล้มเหลว)]
[คำอธิบาย : เสือเหลืองแห่งตำนานแกชอน ผู้ได้รับพลัง ‘ดำรงอยู่ทุกแห่งหน’ จากเทพ์ดินแดนใดที่พรคุ้มครองของเทพ์แผ่ไปถึง เขาจะปรากฏตัวที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนานอกจากนี้เขายังอาสาปกป้องเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กักขังเสือขาวไว้และได้รับอนุญาตจากเทพ์]
[(การดาวน์โหลดบางส่วนล้มเหลว)]
ในหนังสือเซตติ้งข้อมูลของบรรพตระกูลส่วนใหญ่จะระบุว่า ‘ไม่รู้แน่ชัด’ และในโลกนี้ก็เช่นกัน
ฉันเคยคิดว่าที่รายละเอียดส่วนใหญ่ของบรรพตระกูลไม่ปรากฏในหนังสือเซตติ้งเป็เพราะพวกเขาไม่ใช่ ‘ตัวละครเล่นได้’
บางทีพลังของบรรพตระกูลทำให้จักรวาลเหนือรูปไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างสมบูรณ์
ฮวังมยองโฮคือกรณีพิเศษในบรรดาบรรพตระกูลเพราะเขาคือบุคคลที่ได้รับพลังจากเทพ์
“สวัสดีครับ”
“อืม เชิญนั่ง”
ฉันลุกขึ้นพร้อมกับคำนับอย่างสุภาพหลังจากฮวังมยองโฮนั่งลงฝั่งตรงข้ามพลางยกยิ้ม เขาก็เชิญให้ฉันนั่งลง
“ฉันได้เห็นผลงานของนักเรียนโจอึยชินแล้ว การวิเคราะห์สถานการณ์ความสามารถในการดำเนินตามแผนให้ลุล่วง และไหวพริบเมื่อเผชิญกับเหตุไม่คาดฝันทุกสิ่งยอดเยี่ยมมากทางเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับนักเรียนมากพร์อย่างเธอเข้าสู่โรงเรียนของเรา”
รอยยิ้มอ่อนโยนแต่งแต้มลงบนใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่น
ถ้าไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนคนนี้ก็คงมองเขาเป็แค่คุณปู่ใจดีที่มีตำแหน่งสูงๆ เท่านั้น
ขณะกำลังครุ่นคิดว่าควรพูดอย่างไรดีฮวังมยองโฮก็เป็ฝ่ายเปิดประเด็นก่อน
“มาที่นี่เพื่อคุยเื่ซนมินกิใช่ไหม”
ฮวังมยองโฮยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า
ย้อนกลับไปในตอนที่เล่นเกมฉันไม่เคยเข้าใจความคิดของฮวังมยองโฮเลย
ไม่ว่าโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้นมากเพียงใดเขาก็แทบไม่มีการเคลื่อนไหว และทำเพียงใช้พลังของตนในการเฝ้ามองเท่านั้น
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการสอบภาคปฏิบัติถูกบันทึกไว้ในวิดีโอทั้งหมดแต่ทางเราไม่มีนโยบายเผยแพร่ เว้นเสียแต่จะได้รับหมายศาล”
แม้แต่ในยามที่หอประกายเงินถูกย้อมด้วยโลหิตแดงฉานหรือแม้แต่ในวินาทีที่แบคโฮกุนสหายร่วมเผ่าพันธุ์และเป็เพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานกว่าห้าพันปีกำลังจะจบชีวิตลงชายคนนี้ก็ไม่ปรากฏตัว
อันที่จริงจุดหักมุมที่คาดหวังเอาไว้ในบทสุดท้ายคือการที่เสือเหลืองตนนี้จะโผล่มาช่วยและร่วมสู้ไปกับแบคโฮกุน…
เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็หายไปจากเกมโดยสมบูรณ์ และไม่ได้ปรากฏตัวอีกแม้ในฉากสุดท้าย
“พวกกรรมการบริหารอยากให้เื่นี้ยุติโดยเร็วน่ะ”
ฉันอาจยังไม่เข้าใจอีกฝ่ายทั้งหมดแต่พอเข้าใจหลักการบางข้อของเขา
ความสนุกสนาน
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางที่นักเรียนม.ต้นจะได้สิทธิ์เข้าพบประธานใหญ่ของมูลนิธิฮวังมยองแบบตัวต่อตัว
“ผมไม่ได้มาเพื่อขอร้องเื่นั้น”
ฮวังมยองโฮจะตอบสนองก็ต่อเมื่อได้เห็นในสิ่งที่ตนเอง้าสิ่งที่น่าสนใจ หรือสิ่งที่คาดไม่ถึง
“ผมมาที่นี่เพื่อขอให้คุณยกเลิกการจ่ายค่าพยาบาลให้ซนมินกิครับ”
ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย
“…แค่นี้?”
“ใช่ครับ สำหรับเื่อื่น ผมจะเคารพมติของกรรมการบริหาร”
เหล่ากรรมการบริหารในบอร์ดบริหารรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฮวังมยองโฮไม่ว่าเขาจะอยากทำสิ่งใดก็ไม่มีใครคัดค้าน เว้นแต่เื่นั้นจะเป็อันตรายต่อชีวิต
หลังจากได้ยินคำพูดของฉันสายตาของฮวังมยองโฮก็ฉายความตื่นเต้นออกมาอย่างไม่ปิดบังพานให้ริ้วรอยบนใบหน้ากดลึกขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”
เงื่อนไข?
“เธอต้องเข้าเรียนห้องศูนย์”
ห้องศูนย์หรือคลาสซีโร่ คือห้องเรียนที่เรียกกันว่า ‘ห้องเรียนพิเศษ’ ที่มีฉากหน้าว่าเป็แหล่งรวมตัวของ ‘นักเรียนศักยภาพสูง’แต่แท้จริงกลับเป็ห้องที่รวบรวมเด็กมีปัญหาระดับตัวท็อปหรือพวกที่ครูต้องใส่ใจเป็พิเศษ
จะว่าอย่างหลังก็ไม่ผิดแต่ปัญหาอยู่ที่กลุ่มแรก
การที่เด็กมีปัญหาได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้หมายความว่าเด็กคนนั้นมีความสามารถจนมองข้ามปัญหาไปได้และการเข้าเรียนห้องศูนย์ก็ไม่ต่างจากการกอดะเิเวลาเอาไว้
ถึงอย่างนั้นคำตอบของฉันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
สามวันหลังจากทำข้อตกลงกับฮวังมยองโฮ
ประเด็นของ‘ฮีโร่ตัวน้อย’ ที่เริ่มซาลงกลับมาเป็ที่ฮือฮาอีกครั้ง
ฮวังมยองโฮเคลื่อนไหวแล้วสินะ
ฉันเปิดภาพโฮโลแกรมขึ้นมาด้วยดีไวซ์รูปแบบต่างหูที่ใช้เงินค่าหัวจากการปราบสัตว์อสูรซื้อมาและเพื่อฝึกให้ชินกับวิธีใช้อุปกรณ์ซึ่งพ่นอนุภาคออกมาเพื่อสร้างภาพโฮโลแกรมกลางอากาศฉันจึงเปิดข่าวบนหน้าหลักของเว็บไซต์หลายแห่งขึ้นพร้อมกันแล้วค่อยๆ ไล่อ่าน
[มูลนิธิฮวังมยองของโรงเรียนม.ปลายอึนกวังปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ‘ฮีโร่ตัวน้อย’ ซนมินกิ]
[‘ฮีโร่ตัวน้อย’ ซนมินกิยังใช้ประกันของเพลเยอร์ไม่ได้…คาดว่าแค่ค่ารักษาพยาบาลก็น่าจะทะลุสองพันล้านวอน]
[โศกนาฏกรรมของ ‘ฮีโร่ตัวน้อย’ ที่ต้องเผชิญวิกฤติล้มละลายเพราะเสี่ยงชีวิตช่วยเพื่อน]
[หน้ากากของโรงเรียนม.ปลายที่ทรงเกียรติที่สุดในเกาหลีได้กลับคำพูดหลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์]
[มูลนิธิฮวังมยองเปลี่ยนคำพูด โดยให้เหตุผลว่า ‘ทางเราอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง’]
ระหว่างที่บทความมากมายเผยแพร่สู่โลกพ่อแม่ของซนมินกิปรากฏตัวทางทีวีเพื่อให้สัมภาษณ์
“อยู่ๆพวกเขาก็กลับคำเ้าหน้าที่ของมูลนิธิมาหาเราและเคยบอกว่าไม่ต้องกังวลเื่ค่ารักษาพยาบาลและให้โฟกัสไปที่การฟื้นฟูร่างกายโดยใช้ไอเท็มเพื่อรักษาตัวให้หายไวๆ แถมยังบอกว่าเสียใจอย่างยิ่งที่ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าสอบได้อย่างทั่วถึงแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนคำพูด ไม่สนับสนุนค่ารักษาทางเราจึงไม่สามารถรักษามินกิต่อได้ และเขากำลังจะถูกนำตัวออกจากโรงพยาบาล…เราได้ยินมาว่าการฟื้นฟูแขนขาจำเป็ต้องใช้เงินหลายพันล้าน…”
ฉันอ่านความเห็นใต้บทความ
[คนทั้งเกาหลีใต้รู้ว่ามูลนิธิฮวังมยองเป็มูลนิธิของพวกคนรวย จิ๊ พวกมีเงินนี่แหละที่ร้ายกว่าใคร]
[โรงเรียนม.ปลายอึนกวังมีประกันของโรงเรียนอยู่แล้วนี่ดังนั้นบริษัทประกันต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลในทุกอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแต่พวกเขากลับบอกว่าจะไม่ออกค่ารักษาพยาบาลเนี่ยนะ]
[โรงเรียนม.ปลายอึนกวังดิ่งลงเหวแล้ว จบละนั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันไม่เข้าเรียนที่นั่น]
└ ไม่เลือกเข้า (✕),ไม่มีปัญญาเข้า (✓)
[โรงเรียนม.ปลายอันทรงเกียรติของประเทศทำแบบนี้ได้ยังไง น่าเศร้ามากไร้ยางอาย!]
ในบทความเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลมีบางความเห็นเสนอให้รวบรวมเงินบริจาคให้ซนมินกิ
[เรากำลังเปิดรับบริจาคสำหรับฮีโร่ม.ต้น ซนมินกิผู้ต้องพิการขณะต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม]
[นักเรียนซนมินกิ พยายามเข้านะ! ถึงจะเป็เงินจำนวนไม่มากแต่ฉันก็อยากสนับสนุน]
[โอนเรียบร้อย]
[มินกิผู้น่าสงสาร~~!! ฉันจะสนับสนุนเธอ สู้เขานะ!!]
[ฉันจะไปประท้วงคนเดียวหน้าโรงเรียนม.ปลายอึนกวัง…ถ้าใครจะมาร่วมก็ให้ติดต่อมาไปประท้วงด้วยกันเป็กลุ่มก็ได้นะ]
ผ่านไปวันสองวันหลังจากบทความถูกปล่อย
แม้เวลาจะล่วงเลยไปแต่มูลนิธิฮวังมยองก็ยังคงนิ่งเงียบจนกระทั่งความสนใจของสื่อปะทุถึงขีดสุด ประชาชนต่างรวมกลุ่มกันประท้วงหน้าโรงเรียน
และแล้ววิดีโอที่มีโรงยิมมืดๆเป็ฉากหลังก็ถูกเผยแพร่ในรายการทีวีสาธารณะ
[1] การเคลือบกระจกบนพื้นผิวโลหะด้วยเทคนิคพิเศษโดยผ่านกระบวนการเผาด้วยอุณหภูมิสูงจนเกิดผิวที่เรียบลื่นมีคุณสมบัติทนความร้อนสูง ทำความสะอาดง่าย