ตอนที่ 21 ความหมายแอบแฝง
ในค่ำคืนนี้เอง บทกวีที่สั่นะเืไปทั่วทั้งแคว้นหนิงและทั่วทั้งใต้หล้าได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ฮัวหม่านถิง หลิวจั๋ว และซูมู่ซินต่างก็เมามาย
เหลือเพียงหลี่เฉินอันที่ยังไม่เมา
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เฉินอันยังคงตื่นเช้าดังเก่า เขาออกวิ่งยามเช้าดังเดิมและยังคงไปออกกำลังกายที่ด้านนอกศาลาเยียนหยูเช่นเดิม
เช้าตรู่ที่ทะเลสาบฮั่วผิงยังคงงดงามไม่เปลี่ยน เพียงแต่ไม่รู้ว่านกกระจอกสีน้ำเงินที่เมื่อก่อนชอบร้องเพลงอยู่บนต้นหลิวนั้นหายไปไหน และเรือที่เคยจอดอยู่ตรงท่าก็หายไปแล้วเช่นกัน
หลี่เฉินอันกลับมาถึงบ้านใน่เช้า
ฮัวหม่านถิงตื่นขึ้นมาใน่สายของเช้าวันถัดมา
หลังจากอาบน้ำแล้ว เขาก็มายังศาลาจุ้ยซิน
หลิวจั๋วได้นั่งอยู่ก่อนแล้ว และกำลังชงชาหนึ่งกา
“เชิญท่านอาจารย์ ! ”
“อือ”
ฮัวหม่านถิงนั่งลง หลิวจั๋วรินน้ำชาสองจอก จากนั้นก็ส่งไปให้ด้วยความเคารพ และกล่าวเสียงเบาว่า “เมื่อวานที่ได้ยินคำพูดนั้นของท่านอาจารย์ ศิษย์แอบสงสัยอยู่เล็กน้อย ท่านอาจารย์โปรดแถลงไขด้วย”
ฮัวหม่านถิงรับจอกน้ำชามา แต่กลับเอ่ยถามว่า “เมื่อคืนเ้ายังดูแคลนเ้าเด็กหลี่เฉินอัน แต่ภายหลังจากได้เห็นเขาประพันธ์บทกวีนามเชิญร่ำสุราขึ้นมา เ้ารู้สึกเยี่ยงไรบ้าง ? ”
“ขอกล่าวกับอาจารย์อย่างไม่ปิดบัง ชื่อเสียงของหลี่เฉินอันในเมืองกวงหลิงไม่ค่อยดีเท่าไหร่... ในคราวแรกศิษย์จึงไม่เข้าใจเจตนาอันดีของท่านอาจารย์โดยแท้จริง”
“กวีบทนั้นดีอย่างยิ่ง บทกวีที่เกิดจากจิตใจ แท้จริงแล้วเ้าเด็กนั่นโดดเด่นกว่าผู้อื่น การที่เขาจำศีลมานานนับสิบปีก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาแน่วแน่ในเจตจำนงเช่นกัน หากวันหนึ่งได้มีโอกาสขึ้นมา บางทีอาจจะโผทะยานขึ้นฟ้ามาได้”
“เพียงแต่... ศิษย์ก็ยังไม่เข้าใจดังเก่าว่าทำไมเขาถึงได้หลบซ่อนไม่แสดงตัวตนออกมานานนับสิบปี เมื่อคืนศิษย์ลองใคร่ครวญแล้ว หรือจะเป็เพราะตระกูลหลี่ยังยืนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างองค์รัชทายาทและองค์ชายรองแห่งเมืองยวี่จิงได้ไม่ถูกฝั่ง ? ”
“เขากลัวว่าจะได้รับผลกระทบไปด้วย จึงจงใจแสร้งทำตัวเป็คนโง่งมเยี่ยงนี้หรือ ? ”
“เื่นี้.....ไม่ว่าเขานั้นจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลหรือไม่ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายของสถานการณ์ระหว่างองค์รัชทายาทและองค์ชายรองนั้นก็ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินได้เช่นกัน การกระทำของเขาไร้เหตุผล หลี่เหวินฮั่นบิดาของเขาก็ไม่มีความสามารถในการคาดเดาเช่นกัน”
ฮัวหม่านถิงจิบน้ำชา ก่อนจะโบกมือไปมา “อาจารย์ก็คิดไม่ตกในเื่การเปลี่ยนแปลงของเขาเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่เื่สำคัญ ส่วนการแบ่งฝ่ายของตระกูลหลี่อีกสองเรือนและเื่การหลบซ่อนความสามารถมานานของเขานั้น......เป็เ้าที่คิดมากไป”
เขาวางจอกชาลงและจ้องมองไปทางหลิวจั๋ว “บางทีเ้าคงคิดว่าอาจารย์อยากให้เ้าดูแลเขา แน่นอนว่าอาจารย์ก็มีความตั้งใจเยี่ยงนั้นเช่นกัน แต่ความหมายแอบแฝงของอาจารย์ก็คือ.......หากวันใดที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นมา บางทีเขาอาจช่วยเหลือเ้าได้”
หลิวจั๋วตกตะลึง ลอบคิดว่าเขานั้นเป็คนธรรมดา หากน้ำในเมืองหลวงขึ้นสูงและจะท่วมมาถึงเมืองกวงหลิงเข้าจริง เขาจะช่วยตนได้เยี่ยงไร ?
เขามีดีอะไรจึงจะสามารถช่วยเหลือตนได้ ?
ฮัวหม่านถิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของหลิวจั๋ว จนถึงขั้นไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรเช่นกัน
เขามองไปทางท้องฟ้าสีคราม ชายชราเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็เอื้อนเอ่ยขึ้นมาว่า:
“ใน่หลายปีมานี้ ที่ข้าวิเคราะห์งานด้านวรรณกรรมน้อยลง ไม่ใช่ว่าไร้พลังหรืออารมณ์สุนทรีย์แต่อย่างใด แต่เป็......ลูกศิษย์เก่าแก่มีมากเกินไป จนถึงขั้นที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับมนุษยสัมพันธ์ แต่กลับลืมปณิธานตั้งต้น และไม่ได้มีชีวิตบริสุทธิ์เฉกเช่นในอดีตอีกแล้ว”
“ใน่หลายวันนี้ ข้ารู้สึกเหนื่อย แต่ไม่ทราบว่าเป็ความเหนื่อยล้าจากเหตุใด จนกระทั่งวันก่อนได้ยินบทกวีนาม “ชิงซิ่งเอ๋อร์” ของเขาในศาลาเยียนหยูที่ทะเลสาบฮั่วผิง”
“สหายผู้นี้ได้เคาะระฆังเตือนให้อาจารย์ และทำให้อาจารย์ได้เข้าใจถึงสัจธรรมอย่างหนึ่ง”
“มีดอกไม้ก็ดี ไม่มีดอกไม้ก็ดีเช่นกัน ไม่ต้องสนใจฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง”
“ข้าตกอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ต้องเทียวเลือกฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง......การต่อสู้ภายในราชสำนักนับวันยิ่งดุเดือด หนทางที่ข้าเลือกก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกันว่าผิดหรือถูก แต่ข้าได้เลือกพลาดไปแล้ว ! ”
หลิวจั๋วจ้องมองฮัวหม่านถิงด้วยความใ จนใจเต้นกระตุก
“เหมือนกับกำลังมองทะเลสาบฮั่วผิงจากศาลาเยียนหยู เมื่อเรายืนอยู่ในศาลาก็จะสามารถมองเห็นความงามทั้งหมดของทะเลสาบฮั่วผิงและสลักฤดูใบไม้ผลิของทะเลสาบฮั่วผิงเอาไว้ในหัว แต่หากนำร่างไปอยู่ในทะเลสาบ...... สิ่งที่เห็นก็มีเพียงน้ำที่อยู่เบื้องหน้า แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็ฤดูอะไรแล้ว”
“ความผิดของข้าคือการตกอยู่ในทะเลสาบ”
“เ้าเองก็กำลังตกอยู่ในทะเลสาบเช่นกัน”
“แต่ในเมืองหลวงนั้นมีคนผู้หนึ่งที่ยังอยู่บนฝั่ง”
“ผู้ใดกัน ? ”
“ติ้งกั๋วโหว จงหลีพั่ว ! ”
หลิวจั๋วอ้าปากค้าง “ไม่ใช่ได้ยินมาว่าติ้งกั๋วโหวหนุนหลังองค์รัชทายาทหรอกหรือ ? คราวนี้ศึกโม่เป่ย องค์รัชทายาทจะเป็ผู้นำศึกด้วยตนเอง ได้ยินว่าติ้งกั๋วโหวจะมอบกองทัพเฉินอู่ กองทัพไร้พ่ายของเขาให้กับองค์รัชทายาท......”
ฮัวหม่านถิงยิ้มบางและโบกมือไปมา “ที่ติ้งกั๋วโหวมอบกองทัพเฉินอู่ให้กับองค์รัชทายาทก็เพื่อแว่นแคว้น ไม่ใช่เพื่อการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ! ”
“…...เื่นั้น ต่อให้ต้องขอคนมาช่วยเหลือก็ควรจะขอกับติ้งกั๋วโหว ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างท่านอาจารย์และติ้งกั๋วโหว หากศิษย์จะตามท่านอาจารย์ไปเมืองหลวงเพื่อไปเข้าเยี่ยมติ้งกั๋วโหวถือเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่ ? ”
“เยี่ยงนั้นก็หลุดประเด็นไปแล้ว จิ้งจอกเฒ่าอย่างติ้งกั๋วโหวไม่มีทางพบเ้า นอกจากนี้ ภรรยาของเขาหรือฝานถาวฮวาต่างหากที่เป็บุคคลที่เก่งกาจที่สุดในจวนจงหลี”
“สิ่งที่ฝานถาวฮวารักใคร่มากที่สุดก็คือจงหลีรั่วสุ่ย หลานสาวของนาง”
“และอย่างน้อยจากที่เห็นในตอนนี้ จงหลีรั่วสุ่ยมีความสนใจในตัวหลี่เฉินอันอย่างมาก”
หลิวจั๋วตกตะลึงอีกคราว เขาเพิ่งจะเข้าใจความหมายแฝงที่ท่านอาจารย์กล่าวมา
การต่อสู้ภายในราชสำนักทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัญหาด้านสุขภาพขององค์ฮ่องเต้ ถึงแม้ปลายมีดสั้นยังไม่โผล่ออกมา แต่คลื่นใต้น้ำก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
องค์รัชทายาทคือโอรสของฮองเฮา แต่องค์ฮองเฮากลับประชวรจนตหลังประสูติองค์หญิงสี่หนิงฉู่ฉู่มาได้เพียง 4 เดือน
หากฮองเฮาทรงยังอยู่ ตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งตำหนักตงกงก็ยังมั่นคงดั่งูเาไท่ซาน
แต่ฮองเฮาทรงจากไปแล้ว
ถึงแม้ฮ่องเต้ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ แต่ตอนนี้ ผู้ที่มีอำนาจและได้รับความเคารพมากที่สุดในวังหลังก็คือพระสนมจี
องค์ชายรองคือโอรสของพระสนมจี
อัครมหาเสนาบดีจีไท่แห่งแคว้นหนิงก็เป็บิดาของพระสนมจี
ตามขนบธรรมเนียมของแคว้นหนิง องค์รัชทายาทคือผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรม
แต่ผู้ใดต่างก็อยากขึ้นเป็ฮ่องเต้ แต่ตำแหน่งนั้นกลับมีผู้ได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในฐานะที่ท่านอาจารย์ฮัวหม่านถิงเป็ตัวแทนแห่งระบบธรรมเนียมประเพณี เขาย่อมยืนอยู่ข้างองค์รัชทายาท
เยี่ยงนั้นในฐานะลูกศิษย์ของฮัวหม่านถิง ก็ต้องถือเป็คนของฝ่ายรัชทายาทโดยปริยายเช่นกัน
เดิมทีท่านอาจารย์แน่วแน่ที่จะให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์หลังฮ่องเต้ทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งร้อยพรรษา แต่จากที่เห็นในตอนนี้ สถานการณ์ดูท่าว่าจะไม่ดีเท่าไหร่
จวนจงหลีมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในแคว้นหนิง อีกทั้งสิ่งที่สำคัญก็คือ พวกเขาควบคุมกำลังทางทหารของราชสำนักกว่าครึ่ง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของจวนจงหลีจึงส่งผลกระทบต่อว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็อย่างมาก
จวนจงหลีไม่ได้เลือกฝั่ง เพราะพวกเขากลายเป็สิ่งที่อยู่เหนือกว่าแคว้นหนิงไปแล้ว
ไม่แปลกใจที่เมื่อจงหลีรั่วสุ่ยจัดการชุมนุมวรรณกรรมตามหาว่าที่สามีที่เมืองกวงหลิง แม้แต่คนจากตระกูลฉีแห่งเมืองหลวงก็มาร่วมด้วยเช่นกัน
เพียงแต่เ้าเด็กหลี่เฉินอันได้เข้าสู่เส้นทางแห่งความโชคดีแล้ว ได้ตกอยู่ในสายตาของจงหลีรั่วสุ่ยแล้ว
ท่านอาจารย์้าให้ตนป้องกันไว้ดีกว่าแก้
หากวันใดเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในเมืองหลวง บางทีตนอาจขอความช่วยเหลือจากจวนจงหลีผ่านสายสัมพันธ์ของหลี่เฉินอันได้
หลิวจั๋วลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับ “ศิษย์ขอขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ”
“ไม่ต้องทุ่มสุดกำลังจนเกินจำเป็ เยี่ยงไรก็ยังไม่ทราบว่าผู้ชนะของเมืองหลวงนั้นคือฝั่งใด เพราะพระวรกายของฮ่องเต้ก็ยังแข็งแรงดีอยู่”
“แน่นอน ท้ายที่สุดแล้วหลี่เฉินอันจะได้เป็บุตรเขยของจวนจงหลีหรือไม่นั้นก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน แต่อาจารย์คิดว่าด้วยระดับความรู้และวิสัยทัศน์ของเขา จะต้องคุ้มค่าให้เชื่อมสัมพันธ์อย่างแน่นอน”
“ศิษย์ทราบแล้ว”
“อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับเมืองหลวงแล้ว ข้าจะนำบทกวีเหล่านี้ของเขาไปเผยแพร่ที่เมืองหลวงด้วย”
“ซูมู่ซินศิษย์น้องเล็กของเ้า อาจารย์ได้เตรียมพร้อมให้เขาไปอยู่กับหลี่เฉินอันแล้ว เขาจะได้เรียนรู้สัจธรรมของมนุษย์ให้มากขึ้น”