ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังวิ่งไปยังจุดหมายนั้นเองกลับมีหนึ่งในพวกมันเดินเยื่องกรายช้า ๆผ่านบันไดหลักกลางอาคารขึ้นมาขว้างเส้นทางพวกเขาไว้
ซามูไรสวมเกราะสีน้ำเงินครามยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
พอมองใกล้ ๆ แล้วจึงเห็นว่ามันสวมหน้ากากรูปโครงกระดูกมีดวงตาสีแดงสองดวงส่องประกายสะท้อนออกมาภายใต้หน้ากากนั่นชุดเกราะขยับเต้นราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิต ทว่าเนื้อในไม่อาจใช่มนุษย์เป็แน่ จิตััที่แผ่ซ่านออกมานั้นสัญชาตญาณร้องเตือนเลยว่าเป็อันตรายต่อสรรพชีวิต
เรย์ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่ามือตนเองนั้นกำลังชุ่มไปด้วยเหงื่อใจเต้นระทึกยิ่งกว่าตอนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาเป็ครั้งแรกเสียอีก ไม่สิคงต้องบอกว่าไม่อาจเทียบกันได้ด้วยซ้ำ
“ฮารุโตะนายรอจังหวะสัญญาณจากฉันนะ”
เขากล่าวกับอีกฝ่ายอย่างไม่ลนลานถึงแม้จะหวาดกลัว ในอกปวดหนึบไปด้วยความเครียดแต่พวกเขานั้นถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว
“เข้าใจแล้วพวกนายระวังตัวด้วยล่ะ”
เรย์และเคนจิถือไม้เบสบอลคนละด้ามเป็ฝ่ายเปิดฉากวิ่งคู่ขนาบเข้าหาอสูรเบื้องหน้าจากทั้งสองด้าน
เขาเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวนั้นเบาราวกับขนนก เคลื่อนไหวได้อย่างว่องไวและรู้สึกได้ถึงพละกำลังซึ่งมากขึ้นกว่าปกติอย่างหน้าประหลาด
ััได้ถึงการไหลเวียนของอะไรบางอย่างภายในร่างกายอย่างผิดธรรมชาติเรย์คิดว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับเพียงแค่กับตัวเองเท่านั้นสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของเคนจิที่อยู่ข้างกาย
ปีศาจซามูไรเห็นพวกเขารุกเข้าใส่เช่นนั้นจึงเหวี่ยงกระบองหนามฟาดในแนวขวางกินพื้นที่ไปทางเคนจิ
เคนจิสไลด์ตัวมุดหลบรอดใต้กระบองเลยไปด้านหลังส่วนตัวเรย์ซึ่งยังเหลือพื้นที่มากกว่าเบี่ยงตัวเล็กน้อยฟาดไม้เบสบอลใส่ไปยังบริเวณตำแหน่งกรามของมันอย่างเต็มแรงจนสะบัดหันข้างไปอีกด้าน
แรงปะทะที่เกิดขึ้นนั้นทำเอาไม้เบสบอลในมือเรย์หักเป็สองท่อน
‘แข็งอะไรอย่างนี้!’
ถึงแม้มันจะซวนเซเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้อาวุธในมือหยุดเหวี่ยงฟาดมาแต่อย่างใดมันหมายเหวี่ยงกระบองหนามเข้าใส่เรย์ที่กำลังเสียจังหวะเป็เป้านิ่ง
ทว่าเคนจิหยุดมันด้วยการวกกลับมาหวดไม้เบสบอลเข้าใส่บริเวณสีข้างอย่างสุดกำลังแขนจนตัวประหลาดกระแทกเข้ากับกำแพง โดยที่ไม้ในมือไม่หักลงแต่อย่างใดผิดกับของเขา
ซึ่งขณะนั้น บนไม้เบสบอลในมือเคนจิถูกเคลือบไว้ด้วยเส้นแสงประหลาดสีแดงลักษณะคล้ายแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์วิ่งไปมา

เรย์ไม่มีเวลาให้แปลกใจรีบดึงสติกลับมาเขาอาศัยจังหวะที่ศัตรูกำลังเสียหลักล้มลงดึงดาบคาตานะซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอวของมันออกมาจากฝักพร้อมกับวิ่งถอยฉากเว้นระยะออกมาตั้งหลักหลาย่ตัว
“ฮารุโตะ ตอนนี้แหละ!”
คนที่ถูกขานชื่อเฝ้ารอโอกาสนี้อยู่แล้ว และไม่ทำให้เพื่อนต้องผิดหวัง
ฮารุโตะเหวี่ยงะเิขวดในมือซึ่งถูกจุดไฟไว้เข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ
เปลวไฟลุกไหม้บนเกราะหนามันร้องคำรามสะบัดตัวสะเปะสะปะไปมา พยายามดิ้นรนดับไฟบนตัว
การต่อสู้อันดุเดือดนี้เพิ่งผ่านไปไม่กี่สิบวินาทีเพียงเท่านั้น
เสียงพลุด้านนอกยังคงดังต่อเนื่องกลบเสียงการต่อสู้ของพวกเขา
“ดีล่ะมันมีความรู้สึกเ็ปอยู่ ดูเหมือนมันก็ไม่ได้ไร้เทียมทานอย่างที่นายคิดเลยนี่นะ”
เคนจิเอ่ยขึ้นอย่างใจชื้นเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นสร้างความเ็ปให้กับมันได้
“ว่าแต่เมื่อกี้นายทำแบบนั้นได้ยังไงน่ะ?”
เรย์เอ่ยถามอย่างสงสัยในความสามารถของเพื่อน
“ไม่รู้สิ...จู่ ๆ ร่างกายมันก็รู้สึกพลุกพล่านขึ้นมาซะอย่างนั้นแล้วเ้านี่มันก็เรืองแสงออกมาเอง สะใจเป็บ้าเลยว่ะ!”
เคนจิพูดอย่างกระตือรือร้นโชว์ไม้เบสบอลที่เต็มไปด้วยแสงประหลาดในมือให้เรย์เห็น
“เื่นั้นช่างไว้ก่อนละกันรีบจัดการเ้านี่ให้เรียบร้อยก่อนที่พวกมันตัวอื่น ๆ จะตามมาสมทบดีกว่า”
เรย์เอ่ยเมื่อเห็นมันย่างเท้ามุ่งตรงมาทางพวกเขาทันทีเมื่อไฟบนตัวเริ่มเบาบางลง
“เคนจิถอยไปก่อนฉันจะสร้างโอกาสให้นายเอง คอยหาช่องว่างให้ดีล่ะ”
แม้จะประหม่าแต่จิตใจตอนนี้เริ่มกลัวน้อยลงแล้วอย่างน้อยก็สู้เพื่อให้ตัวเองและเพื่อน ๆ มีชีวิตรอด
““เออ! ไว้ใจฉันได้เลย รอบนี้ถ้าได้โอกาส ฉันจะหวดมันให้ยับ นายเองนั่นแหละระวังตัวด้วยล่ะ”
เคนจิขานรับอย่างมั่นใจแม้ในมือกำลังสั่นเทิ้มไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก
ซามูไรปีศาจเงื้อมมือง้างกระบองขึ้นเหนือศีรษะพุ่งตัวมาในระยะหกก้าว
เรย์กระชับดาบซึ่งขโมยมาจากอีกฝ่ายในมือแน่นเขายืนนิ่งเตรียมพร้อมในท่า ‘คามาเอะ’ อันเป็ท่าพื้นฐานที่สามารถใช้ได้ทั้งเตรียมโจมตีและป้องกันความััของการเคลื่อนไหวร่างกาย่บนและการสืบเท้าก้าวขาสัมพันธ์กันเป็อย่างดี
การควบคุมดาบให้เชี่ยวชาญนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเขาอาศัยทักษะการใช้ดาบที่ฝึกฝนมาั้แ่ยังเด็ก เพื่อช่วยเพื่อนๆให้พ้นจากอันตราย
แม้ฝีมือเคนจุทสึจะไม่ได้เก่งกาจมีพร์ดีกรีระดับประเทศเหมือนน้องสาวแต่ในเื่ฝีมือเขาได้รับการเคี่ยวเข็ญ พากเพียรฝึกฝนกระบวนท่ามาจากพ่อของตนก็นับได้ว่ายอดเยี่ยมไม่เป็รองใคร
หัวใจของเขาเต้นดัง ตึกตัก เร่งระรัว
อาการตื่นเต้นนี้คล้ายกับอารมณ์สั่นสู้แบบนักรบ คิ้วและตาของเรย์ขมวดเล็กลง ในมือกำดาบแน่น อะดรีนาลินซึ่งกำลังฉีดพล่านในตัวด้ามดาบที่กำในมือรู้สึกร้อนผ่าวและในขณะเดียวกันก็มีแสงริบหรี่ที่มีแค่เขาเท่านั้นที่มองเห็น
‘มวลกล้ามเนื้อที่ประเมินจากโครงร่างเมื่อหักลบกับชุดเกราะคงประมาณสองร้อยห้าสิบกิโลกรัมขึ้นไป’
‘ความสามารถอื่นของมันล่ะยังมีอีกไหม’
‘แล้วจุดอ่อนอยู่ตรงส่วนไหนระบบภายในคล้ายมนุษย์หรือเปล่า’
‘ถ้าใช้ดาบเสียบตรงจุดสำคัญได้มันจะตายไหมนะ’
‘โอกาสที่พวกเราจะชนะคือเท่าไหร่’
วินาทีที่กระบองฟาดลงมาเรย์ก้าวเท้าพลิกตัวหมุนสามร้อยหกสิบองศาหลบการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียดััได้ถึงกระแสลมพาดผ่านตัว กระบองหวดพลาดลงพื้นจนคอนกรีตยุบตัวแตกร้าวเป็แนว
‘ตา หู จมูก ปากมันมีลักษณะของการเป็สิ่งมีชีวิต แม้ว่าจะแปลกประหลาดก็ตามเคนจิได้พิสูจน์เมื่อกี้แล้วว่าพวกมันไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน’
เรย์เปลี่ยนตำแหน่งจากรับเป็รุกเพียงหนึ่งย่างก้าวเชิงดาบที่ถูกฝึกฝนให้ตอบสนองทุกสถานการณ์ ขยับเลือกวิธีรับมืออันเหมาะสมที่สุด
‘ถ้างั้นมาทดสอบกันเลย ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเรียนรู้และได้รับมาจนถึงตอนนี้!’
ไปเร็วยิ่งกว่าความคิดของตนเองใบดาบสะท้อนแสงเป็ประกาย ฟันลงในเส้นทแยงมุมหมายสะบั้นศีรษะใต้หมวกเกราะให้ขาดออกจากลำตัว
แต่ทว่ามันกลับยกแขนซ้ายขึ้นบังช่องว่างใต้ซอกคอไว้ทัน
เสียงแหลมบาดหูของดาบเสียดสีกับเกราะดังขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนคมดาบจมหายเข้าไปยังเนื้อในแขนซ้ายของมันขาดหลุดร่วง
เรย์ซึ่งกำลังอยู่ใน่เก็บท่ากลับลืมไปว่าสิ่งที่สู้อยู่ด้วยนั้นหาใช่มนุษย์...เขาไม่สามารถใช้สามัญสำนึกปกติที่เคยใช้ต่อสู้กับมนุษย์ด้วยกันเองมาเป็มาตราวัดได้
สถานการณ์พลิกผันทันทีศัตรูไม่แม้แต่จะหยุดชะงักเมื่อเสียแขนข้างซ้ายไปมันยกขาถีบเขากระเด็นติดระเบียงกระจกจนแตกละเอียดดังเพล้ง
“อั่ก—”
มันจ้องไปยังเรย์ซึ่งกำลังจุกจนลุกไม่ขึ้นไม่ไหวเขารู้ว่าระหว่างการต่อสู้ หากเสียจุดศูนย์ถ่วง นั่นก็ได้แต่ถูกเชือดตามใจชอบแล้ว
เสียงกระบองถูกลากครูดไปกับพื้นเตรียมฟาดเหยื่อที่กำลังตกเป็เป้านิ่ง
“แกพลาดแล้วล่ะที่เมินฉันไอ้สวะเอ้ย!”
เคนจิปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบจากทางด้านหลัง
ไม้เบสบอลถูกหวดเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างเต็มแรงจนหน้ากากรูปกะโหลกบุบแตกร้าวยุบตัวเข้าไปด้านในตัวของมันเซเอียงเอนล้มลงฟาดพื้นดังตึง
“ไอ้ตัวประหลาดเวรตายซะ! ตายซะ! ตายซะ!”
เคนจิไม่ปล่อยให้โอกาสที่เพื่อนสร้างให้นี้เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์เขาฟาดไปยังตำแหน่งศีรษะของมันซ้ำ ๆ จนหมวกเกราะยุบลงเืสาดกระเซ็นไหลเจิ่งนอง
“เคนจิพอเถอะ...มันตายแล้วล่ะ”
ฮารุโตะเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเคนจิที่กำลังเืขึ้นหน้าเคนจิถึงรู้สึกตัวอีกครั้งแรงเหวี่ยงที่ใช้หากยังทำต่อไปเสี่ยงที่จะก่ออาการาเ็ต่อกระดูกหรือเส้นเอ็นแม้แต่ไม้เบสบอลในมือที่ดูแข็งแกร่งทนทานมาตลอดยังใกล้ปริแตกเต็มทน
“แฮ่ก แฮ่ก —ฟูว”
“เรย์นายไหวไหม”
ชิโฮะรีบเข้ามาช่วยพยุงเขาขึ้นมา
“...จุกเอาเื่อยู่น่ะแต่ยังไหว ไม่ต้องเป็ห่วง”
ถึงจะพูดแบบนั้นทว่าแขนขาก็ห้อเืหลายแห่ง เขาเดินไปยังศพของมันเพื่อเก็บฝักดาบขึ้นมา
ทุกคนต่างเดินมามุงดูซากศพของมันในระยะใกล้เพราะก่อนหน้านี้เอาแต่วิ่งหนีจนไม่มีเวลาสำรวจศัตรูที่กำลังไล่ฆ่าพวกตนมีรูปลักษณ์เป็อย่างไร
เคนจิก้มลงไปถอดหน้ากากของมันออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกฟาดจนบิดเบี้ยว
“เ้านี่ก็ตายได้เหมือนกันสินะทั้งรูปลักษณ์กับสรีระนี่ดูแล้วยังไงก็ไม่เคยเป็มนุษย์มาก่อนแน่ ๆ”
รุ่นพี่นาคาจิม่าเอ่ยอย่างตึงเครียดเมื่อเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากของมันชัดเต็มสองตา
“หรือฮารุโตะจะพูดถูก...เ้านี่น่ะอาจเป็ปีศาจจากนรกจริง ๆ ก็ได้”
ชิโฮะกอดตัวเองด้วยอาการขนหัวลุก
่เวลาเดียวกันนั้นเองยังไม่ทันให้พวกเขาชื่นชมกับชัยชนะแรก ดวงตาของเรย์นั้นเปลี่ยนเป็สีรุ้งรวมไปถึงการมองเห็นทัศนวิสัยโดยรอบ
เขาััได้ถึงพลังงานบางอย่างจึงรีบหันหลังไปตามสัญชาตญาณในขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่ทันรู้สึกตัวเรย์ะโรวบตัวนาคาจิม่าพุ่งกระแทกประตูหลบเข้าไปยังห้องเรียนที่อยู่ข้างหน้า
ลูกธนูพุ่งแฉลบข้างแก้มเขาไปจนเืออกซิบหากช้าไปเพียงวินาทีเดียวเขาคงเสียรุ่นพี่สาวตรงหน้าไปเป็แน่
“ขอโทษครับ...”
ดูเหมือนตอนทิ้งตัวะโล้มลงถึงพื้นทั้งเขาและเธอจึงอยู่ในสภาพล่อแหลมเล็กน้อย มือหนาััเนินอกนุ่มเต็มคำ
“มะ...ไม่เป็ไร แต่แก้มเธอ”
“เฮ้! ข้างในเป็ไงบ้าง าเ็หรือเปล่าน่ะ”
เสียงเคนจิะโถามจากหน้าห้องด้วยความเป็ห่วงช่วยเรียกสติของเขาได้อีกครั้ง
“ทางนี้ไม่เป็อะไรมันยิงมาจากทางขึ้นบันไดหลักฝั่งตรงข้าม พวกนายก้มต่ำเอาไว้นะ!”
“เออฉันเห็นมองมันละ”
เรย์รีบฉุดมือรุ่นพี่สาวขึ้นพยายามก้มตัวลงต่ำเอาไว้ขณะเคลื่อนที่ไปสมทบกับเพื่อน ๆ ด้านนอกซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างหันหลังชิดเสาริมระเบียงใช้มันเป็ที่กำบังจากลูกธนูซึ่งยังคงยิงต่อเนื่องมาไม่หยุด
“เจ็บใจชะมัดเลยโว้ยตอบโต้อะไรมันไม่ได้เลย”
เคนจิบ่นอย่างหัวเสียโดยพยายามโผล่หน้าเล็กน้อยสอดส่องสายตาดูการเคลื่อนไหวของมัน
“พวกเราหยุดอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้วนะ”
ฮารุโตะเอ่ยขณะที่เขาหลบอยู่กับชิโฮะที่เสาถัดไป
“ฉันคิดอะไรออกแล้ว”
เคนจิกล่าวขณะที่ตัวเองกำลังคลานก้มไปหยิบกระบองศึกจากซากศพของศัตรูที่ถูกพวกเขาเพิ่งจัดการไปหมาดๆ
‘เอ๊ะ...เบากว่าที่คิดแหะ นึกว่าจะหนักกว่านี้ซะอีก’
เคนจิมองอาวุธในมือแล้วหันมาเอ่ยถามเรย์
“นายคิดว่าตัวเองเร็วพอหลบลูกธนูนั่นอีกครั้งไหวไหม”
เขาเงียบลงครุ่นคิดเพียงชั่วครู่
“ไม่รู้สิแต่ฉันจะลองดูถ้ามันทำให้พวกเราวิ่งไปถึงประตูหนีไฟได้ละก็นะ”
“เออเชื่อมือฉันได้เลย”
ทั้งคู่ต่างสบตาพยักหน้าให้แก่กันอย่างไว้เนื้อเชื่อใจเขาสูดหายใจลึก แล้วเป่าออกช้า ๆ อย่างตั้งสติ ดึงสมาธิไว้กับตัวเองให้มากขึ้น
เรย์โผล่จากหลังเสาก่อนทำตัวเองเป็เหยื่อล่อซึ่งก็ได้ผล มันเล็งยิงเข้าใส่เขาทันทีที่เห็นตามคาดการณ์
เรย์ะโสุดแรงกลิ้งม้วนไถลตัวไปข้างหน้าหลบลูกธนูได้อีกครั้ง
“ทุกคนวิ่ง!”
เคนจิะโก่อนจะโผล่ยังบริเวณหลังเสาอีกด้าน เขากระชับกระบองในมือแน่น
‘หนึ่งเงื้อมแขนไปด้านหลัง สอง ถ่ายน้ำหนักจากลำตัวท่อนบนลงไปท่อนล่าง สามเหวี่ยงแขนออกไปให้สุด!’
เคนจิรู้สึกถึงกระแสพลังงานบางอย่างไหลเวียนขึ้นมาที่แขนรู้สึกได้ถึงพละกำลังอันมหาศาล เขาใช้สองมือเหวี่ยงกระบองหนามขนาดใหญ่ลอยหมุนคว้างไปยังอีกฟาก
ซามูไรปีศาจเห็นเช่นนั้นรีบเบี่ยงตัวหลบกระบองซึ่งกำลังถูกเขวี้ยงมานั้นเฉี่ยวปีกหมวกของมันจนร่วงหล่นพุ่งทะยานเข้าฝังตัวเข้ากับกำแพงอาคารอีกฟากจนสั่นะเืฝุ่นตลบอบอวล
เคนจิไม่หยุดชื่นชมผลงานรีบโกยตามหลังทุกคนไปทันที
ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดวิ่งเข้ามายังประตูหนีไฟกันได้แล้วเว้นเพียงเคนจิที่ออกตัวช้ากว่าใคร
“เคนจิหลังนาย!”
ชิโฮะเอ่ยเตือน เธอเห็นสัตว์ประหลาดในชุดเกราะอีกตัวกำลังเดินโผล่ขึ้นมาจากบันไดหลักด้านหลังของเคนจิซึ่งตอนนี้เขากำลังวิ่งอยู่ตรงโถงทางเดินยาว
มันง้างศรเล็งตรงมาหมายปลิดชีพ
เรย์ตั้งท่าเตรียมวิ่งกลับไปช่วยแต่ไม่ทันการเสียแล้ว ศรถูกยิงออกจากคันธนูพุ่งตรงมาด้วยความเร็วโถงทางเดินยาวนั้นโล่งเกินกว่าจะหาที่กำบังได้ทัน
“กรี๊ด!!”
ชิโฮะกรีดร้อง
ในวินาทีที่ปลายคมธนูเกือบได้ัักับแผ่นหลังของเคนจิหัวธนูกลับกระทบเข้ากับม่านโปร่งแสงสลัว ๆ ที่ชิโฮะสร้างขึ้นจนแตกเป็เสี่ยงทว่าปีศาจที่ไล่ตามไม่หยุดเพียงเท่านั้นมันยังคงก้าวเท้าง้างธนูยิงเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนเห็นรอยปริแตกขึ้นที่ม่านแสงบาง ๆ
“อึก—ฉัน... จะไม่ไหวแล้ว”
ชิโฮะกางมือทั้งสองตั้งฉากไปข้างหน้า
หลังเคนจิะโถลาเข้าประตูมาสำเร็จแม้ในขณะที่ตัวล้มลงกับพื้นเขายังรีบใช้ขาเตะปิดประตู ด้านในเป็บันไดฉุกเฉินมีบันไดเชื่อมต่อลงไปยังโรงอาหารด้านล่าง ทุกคนช่วยกันรีบฉุดเคนจิขึ้นก่อนวิ่งสุดฝีเท้าลงบันไดอย่างไม่เหลียวหลัง