เพราะที่นี่เป็แค่บ้านของชาวบ้านธรรมดา หรือถ้าในยุคนี้ก็ต้องเรียกว่าไพร่ จึงเป็เพียงเรือนหลังเดียวยกใต้ถุนสูงจากพื้นเล็กน้อย มีห้องนอนอยู่สามห้อง มีห้องโถงกลางและระเบียงอย่างเรือนทั่วไป มีเรือนครัวที่สร้างอยู่นอกบ้าน ไม่ได้มีขนาดเรือนหรือพื้นที่รอบบ้านใหญ่โตกว้างขวางหลากหลายเรือนเหมือนบ้านพวกขุนนางแบบในละครนั้น
แต่จากที่เห็นเขตรั้วและตัวเรือนก็นับว่ายายปริกคงพอมีฐานะอยู่เหมือนกัน อาจจะไม่ถึงกับมีบ่าวไพร่คอยรับใช้ แต่ก็ดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่มาก เพราะบ้านหลังอื่นบางหลังยังสร้างจากไม้ไผ่เท่านั้น แต่บ้านของยายปริกสร้างจากแผ่นไม้กระดานดูแข็งแรงทนทาน ยังมีสวนผักและสวนผลไม้ มีนาข้าว ที่มองเห็นอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านอีกด้วย
จันทร์เดินมาจนถึงข้างเรือนก็เห็นยายปริกกับสามีกำลังนั่งรอเธออยู่บนแคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็รีบเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
"อ้าวมาแล้วรึ แม่หญิงเป็เยี่ยงไรบ้างเล่า" ตาชัยผู้เป็สามีของนางปริกเอ่ยถามแม่หญิงที่เพิ่งเดินมาถึง แต่มองจากสีหน้าดูท่าอีกฝ่ายคงจะสบายดีขึ้นมากแล้ว
"ดีขึ้นแล้วเ้าค่ะคุณลุง" จันทร์ยกมือไหว้อีกฝ่ายแล้วเอ่ยตอบกลับไป ซึ่งชายชราตรงหน้าดูแล้วมีใบหน้าใจดี เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตา ไม่ต่างจากผู้เป็ภรรยาเลย
"เรียกข้าว่าตาชัยเถอะแม่หญิง อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะหนา มีกระไรก็บอกกับนางปริกได้ มิต้องเกรงใจดอก" ชัยเอ่ยบอกแม่หญิงตรงหน้า พอได้มาเห็นก็สมดังที่ภรรยาตนเองเอ่ยชมว่าหน้าตางดงามนัก แต่เขาก็เพียงแค่รู้สึกเอ็นดูเหมือนอีกฝ่ายเป็ลูกหลานเท่านั้นไม่ได้มีความคิดอื่นใดเกินเลยไปจากนี้
"ขอบพระคุณตาชัยกับยายปริกมากเ้าค่ะ ที่เมตตาข้าถึงเพียงนี้" จันทร์ยกมือขึ้นไหว้อีกครั้งพร้อมกับเอ่ยขอบคุณทั้งสองคนด้วยความซาบซึ้งใจ และคิดว่าตนเองช่างโชคดีที่ได้มาเจอกับยายปริกทำให้ได้มีที่ซุกหัวนอนไม่ต้องไปเร่ร่อนที่ไหน
"มากินข้าวเถอะ พอจะกินได้ไหม น้ำพริกกะปิกินกับผักสด ปลาย่าง แล้วก็ไข่ต้ม ถ้ากินไม่ได้ข้าจะไปต้มข้าวเหมือนเมื่อวานให้" ยายปริกเห็นแม่หญิงดูไม่ถือตัวก็รู้สึกพอใจ แต่พอเห็นกับข้าวที่พวกตนกินกันประจำก็เป็กังวลกลัวว่าอีกฝ่ายจะกินไม่ได้ จึงเสนอว่าจะไปต้มข้าวใส่เกลือมาให้กินแทน
"ข้ากินได้เ้าค่ะ" จันทร์เอ่ยตอบ จากนั้นก็รอให้ตาชัยลงมือกินก่อนแล้วถึงได้ลงมือกินตาม ซึ่งการกินแบบใช้มือก็ไม่ใช่เื่ยากสำหรับเธอ อย่างที่บอกเธอคลั่งไคล้ละครออเ้ามาก การกินด้วยมือย่อมต้องเคยลองทำตามอยู่บ้าง ซึ่งพอมาอยู่ที่นี่กลับกลายเป็เื่ดีไป ส่วนเื่คำพูดในตอนแรกยอมรับว่ายังทำตัวไม่ค่อยถูก แต่ตอนนี้เธอตั้งสติได้แล้วรับรองว่าจะไม่มีทางผิดพลาดอีกอย่างแน่นอน
หลังจากกินอาหารเสร็จ จันทร์ยังเสนอตัวช่วยยายปริกล้างจานชามด้วย แต่อีกฝ่ายไล่เธอให้กลับไปพักผ่อน เธอไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับผู้มีพระคุณทั้งสองจึงยินยอมกลับเข้ามาพักในห้องอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าเธอไม่คิดอยากจะทำงานช่วยอีกฝ่าย เพียงแต่เธอคิดว่าอยากจะขอพักอีกสักวัน วันพรุ่งนี้จะตื่นออกไปช่วยงานั้แ่เช้า
ถึงแม้จะเป็ลูกคุณหนูแต่เธอไม่ใช่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ระหว่างเรียนเธอเคยไปออกค่ายอาสากับมหาวิทยาลัยมาก็หลายแห่ง ถึงแม้จะเป็การช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่างน้อยเธอก็ลงมือทำอย่างเต็มที่ ไม่เคยเกี่ยงงานหรือผลักงานไปให้คนอื่น ทุกงานที่ได้รับมอบหมายเธอจะตั้งใจทำจนสำเร็จเสมอ คิดอะไรไปมาได้ไม่นาน เธอก็เผลอหลับไปอีกครั้ง
"ป้าปริก!! ข้ากลับมาแล้ว" ไอ้พุดที่พอจอดเรือที่ท่าน้ำเรียบร้อยก็รีบร้อนวิ่งมาหายายปริกที่เรือนทันที และปากยังะโเรียกอีกฝ่ายเสียงดังไปด้วย
"โอ๊ย! แล้วมึงจะะโเสียงดังไปไยว่ะไอ้พุด ข้าตกอกใหมด" นางปริกที่ได้ยินเสียงะโของหลานชายก็ถึงกับใจนมือไม้อ่อน และพอตั้งสติได้ก็รีบะโด่าอีกฝ่ายกลับไปทันที
"แฮะๆ ขออภัยเถอะ ข้าตื่นเต้นไปหน่อยน่ะจ้ะ" ไอ้พุดที่เห็นท่าทางตกอกใของป้าตนเองก็รีบนั่งย่องๆ พร้อมกับยกมือไหว้เพื่อเป็การขออภัยอีกฝ่าย และไม่ลืมบอกสาเหตุที่ตนเองต้องรีบวิ่งมาไปด้วย
"ตื่นเต้นกระไรของเอ็งว่ะ" นางปริกได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็ถึงกับขมวดหัวคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย เพราะอีกฝ่ายเป็คนนิ่งๆ และเอาการเอางานกว่าใครในหมู่หลานชายและชายหนุ่มทั้งหมดในหมู่บ้าน จึงมักจะได้รับไหว้วานงานจากสามีของนางให้ออกไปทำแทนอยู่บ่อยครั้ง แต่ครานี้อีกฝ่ายถึงกับมีอาการตื่นเต้นอย่างหาได้ยากแสดงออกมา
"ก็วันนี้ที่ฉันไปแจ้งความกับตำรวจที่นครบาล พอดีกับที่ตำรวจได้รับแจ้งความคนหายไว้พอดีจ้ะ" ไอ้พุดเองก็ไม่ลีลา รีบเล่าเื่ที่ได้รับมอบหมายไปให้ผู้เป็ป้าได้ฟัง
"กระนั้นรึ ไหนเื่ราวเป็เยี่ยงไร" นางปริกพอได้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยบอกก็ให้รู้สึกสนใจ รีบเอ่ยบอกให้ชายหนุ่มรีบเล่าเื่ราวออกมาให้ฟัง
"ตำรวจบอกว่าเมื่อวานมีคนมาแจ้งความคนหายเอาไว้ เห็นว่าเป็บุตรสาวของออกหลวงสาคร ที่เพิ่งย้ายมาจากเมืองบางกอกมารับหน้าที่ในกรมพระคลังคอยตรวจตราและดูแลเรือสินค้า เห็นว่าล่องเรือมากันหมดทั้งครอบครัว จนเรือมาถึงตรงหัวโค้งหน้าป้อมเพชรแล้วบ่าวที่พายเรือไม่คล่องทางจึงเจอกระแสน้ำวน แม่หญิงเลยพลัดตกจากเรือ จะลงไปงมหากระแสน้ำก็ไหลแรงเหลือเกิน จึงได้แต่มาแจ้งความเอาไว้เผื่อแม่หญิงจะลอยไปติดที่ใด และก็มีชื่อว่าจันเหมือนกับแม่หญิงเลยจ้ะ" ไอ้พุดรีบเอ่ยเล่าเื่ราวที่ได้ฟังมาให้ผู้เป็ป้าฟังทันที ซึ่งนับว่าพ่อใหญ่คิดการได้รอบคอบนัก ถึงให้เขาไปแจ้งเื่แม่หญิงกับนครบาลเอาไว้ ถ้าเกิดเหตุผิดพลาดประการใดก็จะไม่มีใครมาเอาผิดกับพวกเขาได้
"งั้นรึว่ะ แล้วตำรวจเขาว่ากระไรอีกบ้างล่ะ จะไปแจ้งครอบครัวของนางให้หรือไม่" นางปริกพอได้ฟังที่ไอ้พุดเล่าให้ฟังก็ถึงกับตบเข่าฉาดด้วยความดีใจ ดูท่าแล้วที่นางคิดว่าแม่หญิงน่าจะเป็บุตรสาวขุนน้ำขุนนางคนใดคงจะเป็จริงแล้ว และไม่ลืมเอ่ยถามถึงเื่การติดต่อกับครอบครัวของแม่หญิงว่าจะทำอย่างไรต่อไป
"ประเดี๋ยวตำรวจท่านจะไปแจ้งกับครอบครัวให้เองจ้ะ แต่อาจจะมาไม่ทันในวันสองวันนี้ เพราะต้องไปตามหาก่อนว่าหลวงสาครท่านได้ที่ดินตั้งเรือนอยู่กงใด เมื่อวานทางครอบครัวของหลวงท่านร้อนใจจึงรีบให้บุตรชายคนโตไปแจ้งความเอาไว้ก่อน" ไอ้พุดเอ่ยเล่าเื่ราวที่ได้รับรู้มาให้ผู้เป็ป้าได้ฟังเพิ่มเติม
"เออ ดีๆ รออีกสักสองสามวันก็มิเป็กระไรดอก อย่างน้อยให้รู้ว่าครอบครัวออกตามหากันอยู่ก็พอแล้ว ขอบใจเอ็งมากกลับไปช่วยงานเมียของเอ็งเถอะไป" นางปริกพอได้ฟังว่าทางนั้นเองก็ร้อนใจที่บุตรสาวหายไปจนรีบไปแจ้งความทั้งๆ ที่ยังมิทันได้เข้าเรือนก็ให้สบายใจว่าแม่หญิงไม่ได้ถูกครอบครัวทอดทิ้งอย่างที่ตัวของหญิงสาวเป็กังวล
"จ้ะ งั้นข้าไปก่อน" ไอ้พุดเห็นว่างานที่ได้รับมอบหมายมาสำเร็จดีแล้วก็ขอตัวกลับไปช่วยภรรยาทำงานในที่นา เพราะยังเป็่ที่หลวงยังไม่มีคำสั่งเรียกให้ไปทำงาน
จันทร์ที่ยังไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองอาจจะได้มีญาติอยู่ในยุคนี้แล้ว ก็กำลังสนุกสนานกับการตรวจดูและซื้อสินค้าต่างๆ ที่มีขายอยู่ในระบบร้านค้าวิเศษ ซึ่งนับว่ามีสินค้าเกือบทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็อาหารการกิน ของสดต่างๆ เช่นเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ มีกระทั่งเมล็ดพันธุ์พืช ต้นกล้าผลไม้ ต้นกล้าดอกไม้ ดิน ปุ๋ย อุปกรณ์การเกษตรครบถ้วน
รวมไปถึงผ้านุ่ง ผ้าสไบ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ของใช้ในชีวิตประจำวัน แม้แต่เสื้อและกางเกงชั้นในก็มีขายเช่นกัน ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากถ้าคิดเป็บาท แต่ถ้าเอามาเทียบกับค่าเงินในยุคนี้ก็นับว่าเป็ของมีราคาทีเดียว
แต่สำหรับจันทร์ที่คุ้นชินกับการซื้อสินค้าในราคาหลักหมื่นหรือหลักแสน บางครั้งยังจ่ายไปเป็หลักล้านบาท จึงแทบไม่รู้สึกอะไรกับการกดซื้อสินค้าต่างๆ อย่างเมามันนี้ได้เลย
"ยังดีที่มีระบบร้านค้านี้มาให้ อย่างน้อยยังช่วยให้มีอะไรที่บันเทิงใจเหลืออยู่บ้าง และขอบคุณนิสัยที่ชอบเติมเงินใส่เอาไว้ทุกเดือน ทำให้ฉันไม่กลายเป็ยาจกไปเสียก่อน เฮ้อ…ไม่รู้ว่าป่านนี้ คุณพ่อ คุณแม่ พี่เมฆ พี่ดาว จะเป็ยังไงบ้าง จะรู้หรือยังว่าฉันหายตัวไปแบบนี้" จันทร์ที่กดซื้อสินค้าจนหมดเงินไปหลายร้อยบาทแล้ว จึงหยุดพักและอดที่จะรำพึงรำพันออกมาไม่ได้ ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงรู้สึกเสียใจและสับสนกับการที่ต้องมาอยู่ที่นี่อยู่ดี ไหนจะคนในครอบครัวที่ป่านนี้ไม่รู้จะเศร้าโศกและเสียใจกันขนาดไหนที่เธอมาหายตัวไปแบบนี้
"คิดกระไรอยู่รึแม่หญิง" นางปริกหลังจากฟังเื่ราวจากไอ้พุดจบแล้วก็เดินมาหาหญิงสาวที่ห้อง เพื่อจะบอกข่าวของครอบครัวให้อีกฝ่ายได้ฟัง แต่กลับมาเห็นภาพที่หญิงสาวกำลังนั่งเหม่อลอยเศร้าสร้อยก็ให้รู้สึกสงสารนัก
"ฉัน…เอ๊ย ข้ากำลังคิดถึงครอบครัวอยู่เ้าค่ะ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็อย่างไรกันบ้าง" จันทร์พอได้ยินเสียงของยายปริกก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าออกไป และเอ่ยตอบกลับไป
"โถ่ ไอ้พุดมันไปแจ้งความกับตำรวจให้แล้ว แม่หญิงอดทนอีกสักสองสามวันเถอะหนา ประเดี๋ยวครอบครัวก็มารับกลับแล้วล่ะ" นางปริกได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากที่คิดเอาไว้ ก็รีบเอ่ยปลอบโยนอีกฝ่ายออกไป
"ทำไมถึงต้องรออีกสองสามวันหรือเ้าคะ" จันทร์ได้ฟังคำปลอบจากยายปริกก็ให้รู้สึกสงสัย ว่าทำไมเธอถึงต้องรออีกสองถึงสามวันด้วย และถึงแม้จะแจ้งตำรวจไปก็คงไม่มีใครมาตามหาเธออยู่ดี เพราะที่นี่เธอไม่มีคนรู้จักเลยสักคน
"ก็ต้องรอให้ตำรวจเขาไปตามหาที่ตั้งเรือนของครอบครัวออเ้าก่อนนะสิ ออกหลวงท่านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่คงไม่พ้นที่ดินพระราชทานแถวคลองแกลบนั่นแล" นางปริกเห็นท่าทางที่เหมือนไม่เข้าใจของอีกฝ่าย จึงเอ่ยบอกเื่ที่ตนพอรู้มาให้หญิงสาวได้ฟัง
เหล่าขุนนางใหม่ที่ต้องเข้าเฝ้าขุนหลวงจะได้รับที่ดินพระราชทานให้ตั้งเรือน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงมากนัก ยกเว้นพวกขุนนางเก่าที่มีที่ดินและศักดินาเป็ของตนเอง และบริเวณที่ยังมีที่ดินให้พอตั้งเรือนได้ก็คงไม่พ้นแถวคลองแกลบที่มีขุนนางกินศักดินาอยู่ไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น
"ทำไมต้องไปตามหาที่ตั้งเรือนด้วยล่ะเ้าคะ" จันทร์ได้ฟังที่อีกฝ่ายบอกก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร
"อ้าว ก็ครอบครัวแม่หญิงเพิ่งจะย้ายเข้ามารับตำแหน่งที่อยุธยา ก็ต้องได้รับที่ดินสำหรับตั้งเรือนที่ไม่ไกลจากพระราชวังเยี่ยงไรเล่า" นางปริกเอ่ยตอบกลับไปด้วยประหลาดใจกับคำถามของอีกฝ่าย
"ครอบครัวของข้าอย่างนั้นหรือคะ" จันทร์ที่ได้ยินคำว่าครอบของเธอก็ถึงกับงุนงง พลางคิดไปว่านี่คือร่างกายของเธออย่างแน่นอน แล้วเธอจะไปมีครอบครัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน
"เออ ข้าก็ลืมไปว่าแม่หญิงลืมทุกอย่างไปสิ้น คือเยี่ยงนี้ผัวข้าให้ไอ้พุดมันไปแจ้งตำรวจพระนครบาลเื่ของแม่หญิง พอดีกับที่ออกหลวงสาครท่านมาแจ้งเื่บุตรสาวที่ชื่อจันผลัดตกน้ำที่กงหัวโค้งตรงข้ามกับป้อมเพชรพอดี ดูท่าแล้วคงเป็ครอบครัวของออเ้ามิผิดเป็แน่ เพียงแต่ตอนที่มาแจ้งความทางออกหลวงท่านยังมิทันได้รับพื้นที่ตั้งเรือนจึงต้องให้ตำรวจท่านออกไปตามหาเพื่อแจ้งข่าวให้ก่อน ออเ้ามิต้องร้อนใจไป อยู่ที่นี่รอให้สบายเถอะหนา" นางปริกพอนึกได้ว่าอีกฝ่ายจำความกระไรมิได้ จึงเอ่ยปากเล่าเื่ราวทั้งหมดให้อีกฝ่ายได้ฟัง
"ออกหลวงสาครหรือเ้าคะ" จันทร์เอ่ยทวนชื่อที่เพิ่งได้ยินมาด้วยความประหลาดใจ เพราะนี่เป็ชื่อเดียวกับบิดาของเธอ หรือก็คือท่านรัฐมนตรีสาครนั่นเอง
**********
ไรต์ : อ่านแล้วชอบไม่ชอบคอมเมนต์เข้ามาบอกกันบ้างนะคะ แต่ขอออกตัวก่อนว่าตัวละครทั้งหมดเราสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ได้อ้างอิงบุคคลใดมาจากในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจจะมีชื่อซ้ำกันไปบ้างต้องขออภัยด้วย เพราะชื่อไทยโบราณมันคิดยากมากจริงๆ
ปล. ความจริงคำว่า ออก ในยศจะถูกยกเลิกการใช้ในสมัยอยุธยาตอนปลายนี้ แต่เราเห็นว่าในละครยังใช้อยู่เลยใช้ตามนะคะ