เมิ่งฝานกำหมัดแน่นกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าไม่อาจหลบไปที่ใดได้เขาจึงเงยหน้าขึ้นแล้วสบตากับกู่ซินเอ๋อร์ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่แล้วล่ะ ซินเอ๋อร์ก็ออกมาฝึกฝนด้วยเช่นกันสินะเ้าขยันเพียงนี้ไม่รู้ว่าอยู่ในขั้นพลังใดแล้ว?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่ซินเอ๋อร์กะพริบตาถี่ๆ เอ่ยเสียงเบา
“พี่เมิ่งฝาน ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับที่ห้าแล้วล่ะเป็อย่างไร ข้าเก่งหรือไม่!”
ฝึกกายาระดับห้า!
เมิ่งฝานพยักหน้ารับแต่กลับทอดถอนใจอยู่ในใจ คิดไม่ถึงว่ากู่ซินเอ๋อร์จะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับที่ห้าเพราะโดยปกติแล้วนั้นกู่ซินเอ๋อร์ไม่ค่อยชอบฝึกบำเพ็ญตนเสียเท่าไหร่ในขณะที่ตัวเขาพยายามบำเพ็ญตนอย่างหนักแต่กลับ...
เมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานก็อดที่จะยิ้มเจื่อนไม่ได้จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เก่งมากซินเอ๋อร์เ้าช่างเป็อัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญพลังปราณจริงๆ!”
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายิ้มเจื่อนเมื่อได้ยินคำพูดของตนก็ทำให้กู่ซินเอ๋อร์ชะงักไปชั่วครู่ทันใดฝ่ามือเล็กก็จับชายเสื้อของตนเอง เอ่ยเสียงเบา “ข้าขอโทษ พี่เมิ่งฝาน คือข้า...”
“ไม่เป็ไร!”
เมิ่งฝานส่ายหน้าปฏิเสธขณะที่กำลังยื่นมือออกไปลูบศีรษะของกู่ซินเอ๋อร์เหมือนอย่างที่เคยทำในวันวานแต่พลันหักห้ามใจไว้ เพียงเอ่ยด้วยเสียงเรียบ “ซินเอ๋อร์ยิ่งเ้าเก่งมากขึ้นเท่าใด ข้าก็ยิ่งดีใจมากขึ้นเท่านั้นอย่าลืมสิว่าพวกเราเติบโตมาด้วยกัน!”
เมื่อได้ยินเมิ่งฝานกล่าวเช่นนั้น กู่ซินเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับดวงตาคู่งามมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนจะกัดฟันแน่นกว่าเดิมคล้ายกำลังไม่พอใจบางอย่างไม่นานกู่ซินเอ๋อร์จึงเอ่ยว่า “แต่ว่าพี่เมิ่งฝานท่านไม่ได้มาเล่นกับซินเอ๋อร์ตั้งเกือบสองปีแล้วนะ!”
เมิ่งฝานกระแอมออกมาทันใด รีบเอ่ยว่า “ก็เพราะข้าต้องบำเพ็ญตนอย่างไรเล่าข้าไม่ได้มีพร์อย่างเ้าเสียหน่อยซินเอ๋อร์!”
กู่ซินเอ๋อร์ได้ยินแล้วฝืนยิ้มส่งไป และเอ่ยเสียงเบา “พี่เมิ่งฝานพูดเกินไปแล้วซินเอ๋อร์เองก็ต้องบำเพ็ญตนอย่างหนักเช่นกันท่านพ่อบอกไว้ไม่ว่าเป็พร์หรือสรรพคุณทางยาล้วนแต่เป็เื่รองทั้งสิ้นที่สำคัญที่สุดคือต้องมีใจที่มุ่งมั่นในการฝึกฝนซึ่งในเื่นี้ข้าก็ยัง้าให้ท่านกับพี่สาวของข้าช่วยชี้แนะยามนี้ท่านพี่ข้าล้ำหน้าข้าไปไกลแล้ว อีกอย่างการประลองของหมู่บ้านก็กำลังจะมาถึงนอกจากข้าจะต้องฝึกบำเพ็ญตนแล้วก็ยังต้องไปจับอสรพิษมรกตอีกด้วย”
การประลองของหมู่บ้าน!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านทันที การประลองที่กู่ซินเอ๋อร์พูดออกมาเมื่อครู่ก็คือการประลองที่สำคัญของหมู่บ้านโดยจะจัดขึ้นปีละหนึ่งครั้งเมื่อเวลานั้นมาถึงบรรดาคนหนุ่มสาวของหมู่บ้านต่างเข้าร่วมการประลองนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
การประลองนี้สำคัญต่อหมู่บ้านอูเจิ้นเป็อย่างมากหากมีโอกาสได้เป็หนึ่งในยี่สิบอันดับแรกก็จะได้รับรางวัลไม่น้อยถึงขนาดที่ว่าอาจจะได้รับพืชวิเศษระดับสองขึ้นไปอีกด้วย
เมิ่งฝานนับนิ้วดูก็พบว่าก่อนการประลองจะมาถึงเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่...สำหรับเมิ่งฝานแล้ว การเป็หนึ่งในยี่สิบอันดับแรกยังนับว่าเป็เื่ที่ไกลเกินเอื้อมไปสักหน่อย
เขายิ้มเจื่อนอีกครั้งหลังจากชะงักงันไปชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเบา “จับอสรพิษมรกต? เ้ายังฝึกฝนวิชายุทธ์ที่บิดาเ้าให้มาอยู่หรือ?”
“อื้ม!”
กู่ซินเอ๋อร์พยักหน้ารับเมิ่งฝานมองไปยังเด็กสาวตรงหน้าแล้วอดไม่ได้ที่จะย่นคิ้วเล็กน้อยผู้ที่รู้ความลับนี้มีไม่มากและผู้ที่เล่นด้วยกันมาั้แ่เด็กอย่างเมิ่งฝานก็คือหนึ่งในนั้น
วิชายุทธ์ที่กู่ซินเอ๋อร์ฝึกฝนในยามนี้คือวิชายุทธ์แห่งพลังปราณฉบับไม่สมบูรณ์ที่ผู้เป็บิดาอย่างกู่หยวนตั้งใจมอบให้กับบุตรีมันเป็วิชายุทธ์ที่ไม่สมประกอบทั้งยังมีที่มาที่ไปลึกลับถึงขั้นที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็วิชายุทธ์ระดับใดทว่ากู่หยวนก็ยังคงบอกให้บุตรีอย่างกู่ซินเอ๋อร์ยืนหยัดฝึกฝนมันต่อไป
เมิ่งฝานเองทั้งไม่รู้จักและไม่เข้าใจในวิชายุทธ์ที่ลึกลับฉบับนี้แต่ในเมื่อกู่หยวนคะยั้นคะยอให้กู่ซินเอ๋อร์ฝึกฝนย่อมแสดงว่าต้องเป็วิชายุทธ์ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
การฝึกฝนวิชายุทธ์เช่นว่านี้มีเงื่อนไขที่ประหลาดยิ่งข้อแรกคือต้องดูดซับพลังภายในจิตอสูรที่อยู่ในร่างของสัตว์อสูร ดังนั้นกู่ซินเอ๋อร์จึงต้องจับสัตว์อสูรระดับหนึ่งอย่าง ‘อสรพิษมรกต’ มาฝึกฝนอยู่ตลอด
เมิ่งฝานลูบท้ายทอยตนเองแล้วถามออกไปว่า
“เ้าแน่ใจหรือว่าตนเองจะทำได้?”
แม้ว่าสัตว์อสูรอย่างอสรพิษมรกตไม่ได้มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงนักแต่สำหรับกู่ซินเอ๋อร์แล้วนั้นถือว่ามีระดับความยากไม่ใช่น้อยด้วยเด็กสาวผู้นี้มีจิตใจดีมาั้แ่เกิดและถึงแม้ว่าจะอิงตามพลังของกู่ซินเอ๋อร์แล้วนั้นการจับอสรพิษมรกตจะไม่ใช่ปัญหาแต่บางทีเมื่อจับได้แล้วนางมักจะใจอ่อนปล่อยมันไป ดังนั้นเมื่อครั้งยังเป็เด็กเมิ่งฝานจึงมีหน้าที่จับอสรพิษมรกตเ่าั้มาให้นางทว่าภายหลังเมิ่งฝานก็เอาแต่หลบหน้ากู่ซินเอ๋อร์
ครั้นเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งฝานกู่ซินเอ๋อร์ก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยจากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการตำหนิ “ก็...ต่อให้เป็เพราะข้าที่ทำไม่ได้ ก็เป็เพราะไม่มีใครช่วยข้าด้วยเช่นกัน!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นของเด็กสาวเมิ่งฝานยิ้มเจื่อนทันทีดูเหมือนว่าการที่เขาตีตัวออกห่างจะทำให้กู่ซินเอ๋อร์ไม่พอใจไม่น้อย
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เมิ่งฝานก็กัดฟันเอ่ยว่า “เอาเถิด ไว้หลังจากนี้อีกสักสิบวันก็แล้วกันยามนั้นน่าจะเป็่เวลาที่อสรพิษมรกตบนเขาจะเลื้อยลงเขามาค่อนข้างมากเมื่อถึงยามนั้นเ้าก็รอข้าอยู่ที่นี่ แล้วข้าจะช่วยเ้าจับอสรพิษมรกตพวกนั้นเองเ้าคิดว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของกู่ซินเอ๋อร์ก็ลุกวาวขึ้นทันทีความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า รีบถามออกไป “จริงหรือ?”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเคยโกหกเ้าหรือไรกัน?”
หึ!
กู่ซินเอ๋อร์ส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาแล้วมองไปที่เมิ่งฝานพลางเอ่ยเสียงเบา “ถ้าเช่นนั้นก็ดี ท่านจำไว้ด้วยว่ารับปากข้าแล้ว อย่าลืมเสียเล่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะให้ค่าตอบแทนท่านไว้ก่อน!”
ค่าตอบแทน?
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาแล้วมองกู่ซินเอ๋อร์อย่างจนปัญญาด้วยไม่รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้ากำลังคิดจะทำอะไรทว่าไม่นานกู่ซินเอ๋อร์ก็ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อบริเวณหน้าอกด้วยสีหน้าที่จริงจังก่อนจะเอาสิ่งของบางอย่างออกมาส่งให้กับเมิ่งฝาน มันคือม้วนคัมภีร์สีดำ กู่ซินเอ๋อร์ยัดมันใส่ในมือเมิ่งฝานไว้โดยไม่กล่าวอะไร
กู่ซินเอ๋อร์หน้าแดงก่ำก่อนจะหันหลังเดินจากไปปล่อยให้เมิ่งฝานได้แต่ยืนมองแผ่นหลังอันงดงามนั้น เมื่อกู่ซินเอ๋อร์เดินออกไปไกลพลันเสียงที่ไพเราะก็ดังขึ้นมา “พี่เมิ่งฝาน ท่านจะต้องพยายามเข้าล่ะ ข้าได้ยินเื่ของท่านกับเหลยเทาแล้วเ้าคนน่ารังเกียจผู้นั้นจะต้องสู้ท่านไม่ได้ข้าเชื่อว่าพี่เมิ่งฝานจะต้องเปล่งประกายในการประลองอย่างแน่นอน!”
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใด พร้อมทั้งมองออกไปที่ไกลๆ
เปล่งประกาย? เกรงว่าหมู่บ้านอูเจิ้นในยามนี้คงจะมีเพียงกู่ซินเอ๋อร์และมารดาเท่านั้นที่ประเมินค่าฝีมือของเด็กหนุ่มที่แสนจะธรรมดาผู้นี้ว่ายังคงมีความหวัง
เมิ่งฝานส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะคลี่ม้วนคัมภีร์นั้นออกเมื่อสายตาคู่นั้นมองเห็นตัวอักษรตรงบรรทัดแรกของคัมภีร์ร่างกายของเด็กหนุ่มก็แข็งทื่อไปในชั่วพริบตาใบหน้าเล็กแฝงไปด้วยความตกตะลึงและเหลือเชื่อ
ด้วยเพราะบนคัมภีร์ม้วนนั้นเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน...วิชายุทธ์ระดับกลางมหาหัตถ์สังหาร!