สุดท้ายบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกจึงตกอยู่ในมือของเซวียนหยวนโม่
มองนิ้วมือเรียวยาวทั้งคู่ของเซวียนหยวนโม่ที่กำลังรับกล่องซึ่งด้านในบรรจุบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกมาเสิ่นจื่อโยวก็ลอบทอดถอนใจ
ช่วยไม่ได้ความสามารถนางไม่อาจหาญเทียบเขาจึงทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้
เซวียนหยวนโม่ได้รับอันดับที่หนึ่งเสิ่นจื่อโยวซึ่งได้คะแนนน้อยกว่าเขาเล็กน้อยย่อมตกไปอยู่ในอันดับที่สอง
ครั้นเห็นรางวัลของผู้ที่ได้ตำแหน่งอันดับที่สองมุมปากของเสิ่นจื่อโยวก็อดกระตุกไม่ได้
เป็ภาพยันต์ที่นางวาดในชาติภพก่อน?!
ผู้คนรอบข้างต่างมองเสิ่นจื่อโยวด้วยสายตาอิจฉาริษยา หรือกระทั่งอาจเป็แววอาฆาต
นี่เป็ถึงยันต์ที่ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินเสวียนอู่ตกทอดไว้มีผู้ใดบ้างไม่ปรารถนา ต้องรู้ว่ายันต์ที่ตกทอดกันมาของปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ท่านนี้มีมูลค่าสูงเสียดฟ้าแล้ว!
สามารถกล่าวได้ว่ายันต์ที่ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนเสวียนอูู่ตกทอดมานี้มีมูลค่าไม่น้อยไปกว่าบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกที่อยู่ในมือของเซวียนหยวนโม่
พวกเขาต่างรู้สึกว่าเสิ่นจื่อโยวราวกับกำลังเดินอยู่บนโชคชะตา-ขี้-หมา!ในอดีตที่ผ่านมาของรางวัลล้วนไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
ครั้นได้ยินเสียงซุบซิบจากกลุ่มคนรอบข้างเสิ่นจื่อโยวก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เพราะ ‘ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุด’ ที่พวกเขาเอ่ยถึง เชื่อหรือไม่ว่ายามนี้ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาแล้ว?หากพวกเขา้านางยังสามารถวาดให้พวกเขาได้
ทว่าเงื่อนไขก็คือพวกเขาอย่าได้มาเล่นเล่ห์เบื้องหน้านางอีก
เสิ่นจื่อโยวรับกล่องยันต์มาจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้ในใจทั้งรู้สึกซาบซึ้งและอับจน อารมณ์สับสนซับซ้อน
ช่างเถิดนี่คือยันต์ที่นางวาดขึ้นใน่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดในอดีตชาติชาติภพนี้พลังบำเพ็ญเพียรของนางยังไม่ก้าวหน้ายังไม่สามารถวาดยันต์ที่มีพลังอำนาจแข็งแกร่งออกมาได้ประจวบเหมาะที่ยามนี้นางจะได้ใช้ยันต์กล่องนี้ป้องกันตัว
ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร
เสิ่นจื่อโยวลอบจัดการความคิดในใจครั้นนางมองยันต์เหล่านี้อีกครั้งอารมณ์จึงสงบขึ้นมาก
“ดูเหมือนเ้าจะปรารถนาบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกในมือข้าดอกนี้มากกว่า?”
น้ำเสียงนุ่มละมุนเสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาทเสิ่นจื่อโยวหันไปตามเสียงก็พบกับองค์ชายเจ็ดที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างกายนางั้แ่เมื่อไร
เสิ่นจื่อโยวคลี่ยิ้ม “ใช่แล้วเพคะมิทราบว่าองค์ชายเจ็ด้าแลกเปลี่ยนกับหม่อมฉันหรือไม่?”
ความรู้สึกของนางที่มีต่อองค์ชายเจ็ดท่านนี้ถือว่าไม่เลวนักอย่างน้อยในหมู่คนจำนวนมากในสถานที่แห่งนี้เซวียนหยวนโม่ก็ทำให้นางรู้สึกไม่ขัดตามากที่สุด
เพราะอย่างไรเซวียนหยวนโม่ก็เคยช่วยนางคลี่คลายสถานการณ์ยากลำบากถือเป็ผู้มีบุญคุณของนาง
เซวียนหยวนโม่หัวเราะบางเบาเสียงหนึ่งเขาเอียงทั้งศีรษะพลางกล่าว “แลกเปลี่ยนคงไม่จำเป็ในกรุสมบัติของข้าไม่ได้ขาดแคลนยันต์ที่จื่อโยววาด”
หูของเสิ่นจื่อโยวขยับจับสองคำนั้นได้อย่างว่องไว
จื่อโยว?
นางเกือบหลงนึกว่าเซวียนหยวนโม่กำลังเรียกนางหลังชะงักนิ่งไปชั่วครู่จึงคิดขึ้นได้ว่าเซวียนหยวนโม่กำลังกล่าวถึงนางในชาติภพก่อน
นางในชาติภพก่อนก็มีนามว่า ‘เสิ่นจื่อโยว’
เพียงแต่นางในชาติก่อนไม่รู้จักองค์ชายเจ็ดแห่งแคว้นหลิวหั่วผู้นี้เหตุใดเขาจึงเรียกขานนางว่า ‘จื่อโยว’อย่างสนิทสนม
ในหัวของเสิ่นจื่อโยวเต็มไปด้วยความมืดดำ
เซวียนหยวนโม่ราวกับไม่เห็นอาการที่นิ่งงันไปชั่วครู่ของเสิ่นจื่อโยวเขายังคงกล่าวต่อไป “ข้าสามารถมอบบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกดอกนี้ให้แก่เ้าได้สำหรับเงื่อนไขนั้น...เ้าแต่งงานกับข้าเป็อย่างไร”
เสิ่นจื่อโยว “...?!!!”
นางมองเซวียนหยวนโม่อย่างตื่นตะลึงหัวสมองพลันชะงักค้าง
“ท่าน...ท่านว่าอะไรนะ...
“สมรสกับข้า เป็ชายาเอกของข้าเป็อย่างไรส่วนบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกดอกนี้ก็ถือเป็หนึ่งในสินสอดของเ้า”
องค์ชายเจ็ดเท้าคาง มุมปากยกหยักสีหน้าเกียจคร้าน
ระหว่างที่เซวียนหยวนโม่กับเสิ่นจื่อโยวสนทนากันพวกเขาไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงกลุ่มคนด้วยเหตุนี้คนที่ยืนอยู่ข้างกายพวกเขาจึงได้ยินบทสนทนาเหล่านี้
เดิมพวกเขาคิดว่าราตรีนี้พวกเขาได้รับรู้‘เื่ที่สร้างความตกตะลึง’ มากเพียงพอแล้วคาดไม่ถึงว่าจะยังมีภาคต่อ
พวกเขาต่างรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนถูกปั่นป่วนจนใกล้ด้านชาแล้ว
บางทีในยามนี้หากมีผู้ใดบอกกล่าวกับพวกเขาว่าแท้จริงแล้วเสิ่นจื่อโยวเป็โฉมงามอันดับหนึ่งพวกเขาก็อาจจะไม่รู้สึกประหลาดใจแล้ว
แน่นอนว่าเื่เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้น
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวกระตุกอย่างไม่อาจสะกดกลั้นนางกล่าว “องค์ชายเจ็ด เื่ขำขันพรรค์นี้ไม่น่าขันสักนิด”
“เ้ารู้สึกว่าข้ากำลังล้อเล่นหรือ” องค์ชายเจ็ดย้อนถามน้ำเสียงระคนด้วยแววจริงจัง
“เช่นนั้นหม่อมฉันคงทำได้เพียงกล่าวว่า...ขอบพระทัยองค์ชายเจ็ดที่มองเห็นคุณค่าของหม่อมฉันแต่เสิ่นจื่อโยวชาติภพนี้ไม่ขอแต่งเข้าสู่ราชวงศ์เพราะนี่ไม่ใช่ชีวิตที่หม่อมฉันปรารถนา” เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยแววตาหนักแน่น
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายแล้ว”องค์ชายเจ็ดรำพึงด้วยเสียงแ่เบา ฟังไม่ออกถึงนัยลึกซึ้งในประโยค“ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็จะไม่สร้างความลำบากให้แก่เ้าบงกชผลึกวารีแห่งขั้วโลกดอกนี้ข้าจะเป็ผู้เก็บรักษาไว้ก่อน”
“ขอบพระทัยองค์ชายเจ็ดเพคะ”เสิ่นจื่อโยวประสานมือคารวะ
เซวียนหยวนโม่เลิกคิ้วรอยโค้งบริเวณมุมปากกดลึกขึ้นหลายส่วน
เ้าแตงโง่น้อยผลนี้ฟังไม่ออกถึงนัยของคำว่าเก็บไว้‘ก่อน’ ช้าเร็วมันจะต้องถูกส่งออกไป...
ทว่าถ้อยคำพรรค์นี้เขาไม่มีทางเอ่ยเตือนฝ่ายตรงข้าม
• • •
เสิ่นจื่อโยวปฏิเสธองค์ชายเจ็ดอย่างสุภาพครั้นนางหมุนตัวกลับก็คิดถึงเดิมพันระหว่างนางกับเสิ่นเชียนซีขึ้นมา
นางกวาดสายตามองเข้าไปในกลุ่มคนเพียงปราดตามองก็พบกับเสิ่นเชียนซีที่กำลังดึงแขนของเสิ่นอี้กวงอย่างกระวนกะวายรีบร้อนจะจากไป
ชัดเจนว่าเสิ่นเชียนซีกำลังกลัวมากนางกลัวว่าจะต้องปฏิบัติตามเดิมพันที่วางไว้ดังนั้นนางจึงอาศัยจังหวะที่เสิ่นจื่อโยวไม่ทันสังเกตคิดจากไปก่อน
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วเยื้องก้าวไปหาเนิบช้า
“เสิ่นเชียนซี เ้าลืมอะไรไปหรือไม่” เสิ่นจื่อโยวเอ่ยถามเสียงเนิบ
ั์ตาของเสิ่นเชียนซีฉายประกายตื่นตระหนกนางรีบกล่าวปฏิเสธ “อะไรคือลืมไม่ลืม ข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังพูดถึงเื่อะไร!”
เสิ่นจื่อโยวหัวเราะเสียงเบานางกล่าว “ในเมื่อน้องเชียนซีลืมง่ายถึงเพียงนี้เช่นนั้นข้าก็จะช่วยเตือนความจำเ้าเป็อย่างไร หนึ่งชั่วยาม[1]ก่อนหน้านี้พวกเราได้ตกลงกันไว้ว่าหากผู้ใดแพ้ในการประลองครานี้จะต้องร้อง-เสียง-สุนัข!”
“เสิ่นจื่อโยว!”เสียงตะคอกอย่างเดือดดาลเสียงนี้มิใช่เสียงของเสิ่นเชียนซีแต่เป็เสียงของเสิ่นอี้กวงที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นเชียนซี
“อย่างไรหรือท่านพ่อท่านเองก็อยากช่วยน้องสาวเชียนซีบิดพลิ้วบัญชีนี้หรือ” เสิ่นจื่อโยวเอ่ยถามด้วยด้วยสายตาเ็า
“บิดพริ้วไม่บิดพริ้วอะไร!ถ้อยคำชั่วช้าพรรค์นี้เ้ายังกล่าวออกมาได้?! นี่คือน้องสาวของเ้าแต่เ้ากลับ้าให้นางร้องเสียงสุนัข?!”เสิ่นอี้กวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเข่นฟัน
“ข้อตกลงนี้เป็น้องสาวที่เสนอออกมาเองมิใช่ข้าเป็ผู้กำหนด”
“พอได้แล้ว!ไม่ว่าข้อตกลงนี้ใครจะเป็ผู้กำหนดแต่เื่นี้ก็ต้องจบลงเพียงเท่านี้!”เสิ่นอี้กวงแสดงท่าทีของบิดาผู้เข้มงวดออกมา เขาโต้เสิ่นจื่อโยวกลับไป
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกโค้งอย่างเ็าไฟโทสะพลุ่งพล่านในทรวงอก
“ท่านพ่อที่ท่านปฏิเสธการเดิมพันนี้เป็เพราะผู้ที่ต้องร้องเสียงสุนัขคือน้องสาวเชียนซี มิใช่ข้าใช่หรือไม่หากเป็ข้าที่พ่ายแพ้ในการประลองครานี้ท่านก็คงเปลี่ยนมาบีบบังคับให้ข้าร้องเสียงสุนัข?”
ั์ตาของเสิ่นอี้กวงฉายประกายวาวโรจน์เขากดเสียงต่ำ กัดฟันพูดกับเสิ่นจื่อโยว“ในกาลข้างหน้าเชียนซีจะต้องขึ้นเป็พระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาทจะให้นางเสียหน้าแม้เพียงเศษเสี้ยวมิได้!”
ประกายแห่งความโศกเศร้าเหยียดหยันวาบผ่านในหัวใจของเสิ่นจื่อโยว
เหอะ นี่ก็คือบิดาของนางในชาติภพนี้!
นางจ้องมองเสิ่นอี้กวงและเสิ่นเชียนซีอย่างแน่วแน่ก่อนกล่าว“ดี”
บนใบหน้าของเสิ่นเชียนซีปรากฏความยินดีนางลอบพรูลมหายใจ
เป็ไปอย่างที่คิดต้องให้ท่านพ่อออกหน้าจึงจะสำเร็จ
เสิ่นจื่อโยวประทับสีหน้าของนางไว้ในดวงตาอุณหภูมิในั์ตาเยียบเย็นขึ้นหลายส่วน
นางหมุนตัวกลับไปก้าวไปยังจุดศูนย์กลางของพระที่นั่งตรงบริเวณด้านล่างของที่ประทับราชวงศ์ทีละก้าว
ท่านใดนั้นนางก็คุกเข่าลงโขกศีรษะให้กับฮ่องเต้ก่อนกล่าว “ฝ่าา หม่อมฉันมีเื่ร้องขอเื่หนึ่งเพคะ”
“ว่ามาเถิด” ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์สำหรับบุตรสาวของตระกูลเสิ่นผู้นับว่าเป็คนที่มีความสามารถแต่ไม่แสดงออกแต่เมื่อผู้คนได้ประจักษ์กลับต้องตะลึงงันผู้นี้เขาเกิดความรู้สึกเมตตาต่อนางขึ้นหลายส่วน
เสิ่นจื่อโยวเงยศีรษะขึ้นเสียงสูงดังกังวาน แต่ละคำที่กล่าวดังชัดเจน“หม่อมฉันหวังว่าจะสามารถนำของรางวัลในมือมาแลกเปลี่ยนกับการบังคับให้เสิ่นเชียนซีปฏิบัติตามสัญญาเดิมพันระหว่างหม่อมฉันและนางเพคะ!”
“เสิ่นจื่อโยว!เ้าอย่าได้โอหังเกินไป!”
เสิ่นเชียนซีตวาดเสียงกร้าวด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านและใใบหน้าพลันซีดขาว
ที่แท้นางก็ยังลอบคิดเปิดเผยเื่นี้สู่ธารกำนัล
ยามนี้ประเสริฐนักทันทีที่เสิ่นจื่อโยวกล่าวขึ้นทุกคนในที่นี้ล้วนจดจำเื่ที่ว่าขึ้นมาได้แล้ว
[1] การนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 ชั่วยาม จะเทียบเท่าเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง