ตอนที่ 29 ผลของการปรึกษาหารือ
“สหายลู่จิ่งหมิงกับสหายอู๋เจี่ยฟั่งความสัมพันธ์ของพวกคุณดีไหมคะ?”
“โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กเลยล่ะครับ”
“หากสองวันนี้ได้เจอสหายอู๋เจี่ยฟั่งอย่าลืมเตือนเขาหน่อยนะคะว่าตระกูลจวงทำคุณประโยชน์เอาไว้มาก”
ลู่จิ่งหมิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไรต่อหานชีเยวี่ยก็โบกมือลาไปเสียแล้วลู่จิ่งหมิงได้แต่มองตามร่างของหานชีเยวี่ยที่ค่อยๆ เดินไกลออกไป
ส่วนอู๋เจี่ยฟั่งที่อยู่ในเมืองก็จามออกมาสองครั้งติดๆโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาคิดว่าตัวเองคงทำงานหนักเกินไปจนเป็นหวัดเสียแล้ว
ถึงอย่างนั้นแม้จะสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นหวัด แต่อู๋เจี่ยฟั่งก็ยังคงยุ่งวุ่นวายกับงานอยู่ดี
เขาเพิ่งจะพบเบาะแสของขบวนการลักลอบค้ามนุษย์และกำลังเริ่มจัดการกับเรื่องนี้อยู่จู่ๆ ก็มาเจอเรื่องที่บ้านตระกูลจวงเข้าอีกทั้งยังมีเรื่องจับกุมตู้ฉาที่นำไปสู่เบาะแสของตัวการใหญ่
ทั้งสองเรื่องนี้อู๋เจี่ยฟั่งเป็นคนพบเบาะแสทั้งหมดถึงแม้จะเป็นแค่รองผู้กำกับสถานีตำรวจเล็กๆ คนหนึ่งแต่เขาก็แทบจะไม่ได้พักกันเลยทีเดียว ด้วยความที่เบื้องบนให้ความสำคัญกับคดีนี้มากทั้งอู๋เจี่ยฟั่งและตำรวจหนุ่มหลี่หยวนจึงถูกเรียกตัวไปร่วมสืบสวนคดีเป็นกรณีพิเศษยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถูกแบ่งให้ไปเข้าร่วมกับทีมสืบสวนอีกสองทีมอีกด้วย
กลับมาที่ลู่จิ่งหมิงเมื่อเห็นว่ามีหานชีเยวี่ยคอยดูแลคุณปู่คุณย่าแล้วเขาจึงไม่ได้รีบร้อนกลับไปซื้อของที่เมืองแต่ตัดสินใจอยู่ที่ชุมชนเป็นเพื่อนคุณปู่คุณย่าสักคืนคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนถวนเจี๋ยแห่งนี้รักและสามัคคีกันมาก เพียงเวลาแค่ครึ่งคืนใต้การนำของผู้นำชุมชน พวกเขาช่วยกันทำความสะอาดบ้านเก่าทรุดโทรมจนเข้าที่เข้าทาง
ถึงแม้จะยังไม่ถือว่าดีมากแต่อย่างน้อยก็พออยู่อาศัยได้แล้ว
ลู่จิ่งหมิงช่วยจัดข้าวของภายในบ้านต่อทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น
คุณปู่ลู่ได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย“ตอนแรกคิดว่าต่อให้ได้มาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้ ก็คงได้อยู่แต่ในโรงเลี้ยงสัตว์ใครจะไปคิดว่าจะได้มาอยู่ในบ้านแบบนี้”
บ้านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ลำพังห่างไกลผู้คนด้านหลังเป็นภูเขา อากาศบริสุทธิ์ สภาพแวดล้อมดีมาก แท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นเพราะคุณปู่มีทัศนคติที่ดีด้วยที่นี่ดีกว่าตอนอยู่ที่ไร่แค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง
ตอนที่พวกเขามาถึงไร่ใหม่ๆทั้งสองคนถูกจัดให้อยู่ในบ้านโพรงดินพวกเขาไม่คุ้นชินกับการอยู่ในบ้านโพรงดินที่ชื้นแฉะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างบ้านขึ้นมาครึ่งหลังได้ บ้านในเรือนนี้หลังคาได้รับการซ่อมแซมอย่างดี หน้าหน้าต่างและประตูก็แข็งแรงทนทาน
ผู้นำชุมชนบอกว่า หากไม่ซ่อมให้แข็งแรงเกิดมีสัตว์ร้ายบนเขาลงมาทำร้ายคนขึ้นมา ชุมชนก็อาจเดือดร้อนได้แถมยังทำให้การประเมินชุมชนต้นแบบของพวกเขาล่าช้าถึงแม้ว่าปู่ย่าจะรู้สึกว่าเหตุผลนี้ค่อนข้างแปลกๆ แต่ไม่ว่าจะแปลกหรือไม่ในฐานะผู้ที่ได้รับประโยชน์ พวกเขาก็ต้องขอบคุณผู้นำชุมชนอยู่ดี
ตกเย็นหานชีเยวี่ยกลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับลู่จิ่งหมิงรวมถึงเรื่องของคนแก่ที่เข้ามาอยู่ใหม่ทั้งสองให้คนในบ้านฟังคร่าวๆจากนั้นจึงเล่าเรื่องที่เธอรับปากจะช่วยดูแลปู่ย่าทั้งสองของลู่จิ่งหมิงให้คนที่บ้านฟัง
พอได้ยินแบบนั้น ย่าเฒ่าหานถึงกับสะดุ้งตกใจ“อาเยวี่ย หลานทำแบบนี้ไม่ได้นะ ลองคิดดูสิว่าคนพวกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ถ้าไปดูแลพวกเขาแล้วเกิดมีคนเห็นเข้าล่ะก็ ครอบครัวเราแย่แน่”
“ใช่แล้ว ชีเยวี่ยการที่เรามีจิตใจเมตตานั้นเป็นเรื่องดี แต่อย่าทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนสิ”พี่ใหญ่และพี่รองก็รีบห้ามปรามน้องสาวไม่ให้ตาบอดมองไม่เห็นผลที่จะตามมา
ในเมื่อที่บ้านมีคนอยู่กันตั้งเยอะแยะถ้าถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วยจะทำยังไง?
หานชีเยวี่ยรู้ว่าทุกคนในครอบครัวเป็นห่วงแต่เธอก็รู้ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้เป็นอย่างดี
อีกแค่ปีหรือสองปีข้างหน้าเรื่องพวกนี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแม้ในตอนนี้เองสถานการณ์ก็แตกต่างจากเมื่อก่อนมากแล้ว
“ย่าคะ พ่อ ลุงตอนนี้ข้างนอกไม่เหมือนเดิมต่อไปแล้วการที่พวกเขาทั้งสองสามารถย้ายออกจากไร่มาอยู่ที่ชุมชนของเราได้นั่นก็อธิบายได้ชัดเจนแล้วนี่คะ ยิ่งไปกว่านั้น สหายลู่ให้ค่าตอบแทนหนูแล้วด้วยหนูไม่ได้เข้าไปในบ้าน แค่เอาของไปวางไว้แถวๆ นั้นตอนขึ้นเขาลงเขาเท่านั้นเองค่ะ”หานชีเยวี่ยพยายามโน้มน้าวทุกคนในครอบครัว
เมื่อเกลี้ยกล่อมทุกคนได้แล้วหานชีเยวี่ยก็พูดต่อว่า คืนนี้คุณปู่คุณย่าทั้งสองน่าจะยังไม่ได้กินข้าวเธอจะเอาข้าวปลาอาหารไปให้พวกเขาก่อนย่าเฒ่าหานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า“ที่บ้านยังมีมันฝรั่งเหลืออยู่นิดหน่อย หลานเอาไปด้วยแล้วกันนะ ฟักทองก็เอาไปลูกหนึ่งธัญพืชที่บ้านก็เหลือน้อยแล้ว เอาไปกินแก้ขัดก่อนสักสองจิน ส่วนอย่างอื่นก็ดูๆเอาแล้วกันว่าพอจะให้อะไรเขาได้บ้าง”
หานชีเยวี่ยนึกไม่ถึงว่าย่าของตัวเองจะเป็นคนใจกว้างถึงเพียงนี้“ขอบคุณค่ะย่า! ”
“ย่าของหลานเขาไม่ใช่คนหัวแข็งหรอกนะในเมื่อรับปากรับคำแล้ว ก็ไม่ขี้เหนียว แต่เวลาไปให้ระวังหน่อยอย่าให้ถูกใครเห็นเข้าเชียว” ย่าเฒ่าหานยังคงกำชับด้วยความเป็นห่วง
หานชีเยวี่ยพยักหน้ารับ “จ้ะย่าย่าวางใจได้เลยจ้ะ หนูรู้ว่าต้องทำตัวยังไง”
หานชีเยวี่ยแบกกระบุงใบโตที่เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆโดยมีหานลู่หยางคอยเดินเป็นเพื่อนไปยังบ้านหลังเก่าที่เชิงเขา เธอเคาะประตูเบาๆเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของชายชราด้านในก็ดังขึ้น
“ใครน่ะ! ”
ในเวลานี้ทั้งสามคนที่อยู่ในบ้านต่างก็มีสีหน้าตึงเครียดคุณย่าพยายามผลักลู่จิ่งหมิงให้หลบไปที่มุมห้องพวกเขาเพิ่งจะมาถึงชุมชนถวนเจี๋ยแห่งนี้ ยังไม่รู้จักใครเลยทำไมถึงมีคนมาหาถึงที่นี่?
คนแก่ทั้งสองกังวลว่าลู่จิ่งหมิงที่เพิ่งมาถึงจะถูกพบเข้า
ลู่จิ่งหมิงเองก็กังวลว่าคุณปู่คุณย่าเพิ่งมาถึงก็จะมีคนมาหาเรื่องแล้วอย่างนั้นเหรอ
เขาไม่ค่อยรู้เรื่องราวในชุมชนแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะหาวิธีพูดเกลี้ยกล่อมผู้นำชุมชนจนทำให้คุณปู่คุณย่าได้รับเงื่อนไขที่สะดวกสบายมากขึ้นแต่ใครจะรู้ว่าคนอื่นๆ ในชุมชนจะเป็นคนอย่างไร?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เพียงแต่คนที่อยู่ในไร่เท่านั้นที่ถูกกดขี่ข่มเหงจนถึงตายแม้แต่คนที่อยู่ในชุมชนบางแห่งก็ยังทนไม่ไหวจนต้องจากไปชาวบ้านในชุมชนบางแห่งก็โง่เขลาเบาปัญญา ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน
เขาไม่อยากให้คุณปู่คุณย่าต้องมาพบเจอกับเรื่องร้ายๆอีก
หานชีเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ ว่า“ฉันเองค่ะ สหายลู่จิ่งหมิงรู้จักฉัน” ทันทีที่ได้ยินเสียงของหานชีเยวี่ยลู่จิ่งหมิงก็รู้สึกโล่งใจ เขาไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากหานชีเยวี่ย “คุณปู่คุณย่า ผมฝากให้สหายท่านนี้ช่วยดูแลคุณปู่คุณย่าน่ะครับ” ลู่จิ่งหมิงพูดพลางเดินไปเปิดประตูเขามองออกไปนอกประตูอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมาก่อนจะปิดประตูลงอย่างโล่งใจ
“สหายลู่จิ่งหมิงวางใจเถอะค่ะพี่หกของฉันคอยดูต้นทางอยู่ข้างนอก ถ้ามีอะไรผิดปกติเขาจะส่งสัญญาณเตือนมาให้”
เมื่อลู่จิ่งหมิงได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าหานชีเยวี่ยได้ปรึกษาเรื่องนี้กับคนในครอบครัวแล้วการที่เธอปรากฏตัวขึ้นที่นี่ในตอนนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าทุกคนในครอบครัวของเธอเห็นด้วยแบบนี้ก็ยิ่งวางใจได้มากขึ้น
“สหายหานชีเยวี่ยหลังจากนี้ผมก็ขอฝากด้วยนะครับ”
“ฉันไม่กล้ารับประกันว่าจะดูแลพวกท่านได้ดีมากนักนะคะแต่ทำให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป ฉันพอทำได้ค่ะ”หานชีเยวี่ยพยักหน้ารับปาก และบอกข้อจำกัดของเธอออกไปอย่างตรงไปตรงมา
ลู่จิ่งหมิงไม่คิดว่าหานชีเยวี่ยจะรับปากเช่นนี้เขาจึงรู้สึกโล่งใจมาก ทั้งยังรู้สึกขอบคุณหานชีเยวี่ยมากขึ้นไปอีกดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาจะเป็นหนี้บุญคุณของหานชีเยวี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
เดิมทีเป็นแค่ชีวิตของเขาคนเดียวแต่ตอนนี้กลายเป็นสามชีวิตแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตของคุณปู่คุณย่าทั้งสองคนในอนาคตก็ต้องฝากไว้กับหานชีเยวี่ยเช่นกัน
คุณปู่กับคุณย่าไม่รู้ว่าหลานชายรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไรจึงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่หลานชายจะมีคนรู้จักในที่ที่ห่างไกลเช่นนี้
แต่อย่างไรก็ตามการมีคนดูแลย่อมดีกว่าไม่มีอย่างแน่นอน พวกเขาทั้งสองอายุมากขึ้นทุกวันตอนนี้ก็อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต พวกเขาเตรียมใจที่จะฝังร่างไว้ที่ต่างถิ่นแล้ว
“สหายชีเยวี่ยทำไมถึงมาเอาป่านนี้ล่ะครับ” ตอนนี้ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว
“ฉันคิดว่าคุณปู่คุณย่าท่านเพิ่งมาถึงที่นี่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย คงจะยังไม่ได้กินข้าวเย็นแน่ๆ เลยเอาของกินมาให้ค่ะพอดีว่าที่บ้านฉันไม่ได้ร่ำรวยอะไร ของพวกนี้เอาไว้กินแก้ขัดไปก่อนนะคะ”
หานชีเยวี่ยหยิบของในกระบุงออกมาทีละอย่าง