บทที่ 20: พิมพ์เขียวแผ่นแรก (ผังเมือง)
สายลมยามบ่ายคล้อยพัดเอื่อยๆหอบเอาละอองความเย็นจากน้ำตกม่านไพลินมาปะทะใบหน้า แสงแดดสีทองของ่เย็น อาบไล้ไปทั่วลานกว้างบนเนินดินขับเน้นให้เห็นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนกอดอกนิ่งเงียบดวงตาของเขากวาดมองผลงานประติมากรรมแห่งการเอาชีวิตรอดที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยสองมือและหนึ่งมันสมอง
ตรงกลางพื้นที่ คือ ‘บ้านหินแกนกลางความร้อน’ ขนาดแปดคูณหกเมตรที่มีกำแพงหินแม่น้ำเรียงสลับรอยต่ออย่างประณีต หลังคาหินเรียงสวยงามปกป้องผู้พักพิงจากทุกสภาพอากาศ ต้นบลิสโอ๊คอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านถัดออกไปทางทิศเหนือค่อนไปทางทิศตะวันตกไกลๆ ใต้ร่มไม้ คือ ‘ส้วมหมักชีวภาพ’ ที่ออกแบบอย่างถูกสุขลักษณะไร้กลิ่นเหม็นและเป็มิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่โดดเด่นอยู่ เยื้องหน้าบ้าน คือ ‘อ่างหินรับน้ำ’ ที่มีกระแสน้ำใสสะอาดไหลรินลงมาจากระบบประปาไม้ไผ่แรงโน้มถ่วงเกิดเป็เสียงน้ำกระทบหินที่ไพเราะราวกับเครื่องดนตรีธรรมชาติ
บ้าน สุขาภิบาลและระบบประปา... ปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษยชาติถูกเติมเต็มจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
“นี่มันยิ่งกว่าความฝันของสถาปนิกสายสโลว์ไลฟ์ซะอีก...”อีไลอัสพึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มอิ่มเอมใจปรากฏบนใบหน้า “แต่ในฐานะคนทำงานสายออกแบบ... การต้องมานั่งขีดๆ เขียนๆ แปลนบ้านลงบนพื้นดินร่วนๆมันก็ดูจะขัดกับหลักสรีรศาสตร์ และปวดหลังเกินไปหน่อย”
เขาหันไปมองลูกบ้านตัวโตที่กำลังนอนเคี้ยวผลไม้ป่าอย่างสบายอารมณ์“บาร์นีย์!พ่อหนุ่มรถเครน มาช่วยงานฉันตรงนี้หน่อย ขอท่อนไม้กระดานแบนๆที่เหลือจากการทำชั้นลอยสักสองสามแผ่น แล้วก็เอาท่อนซุงขนาดกลางมาให้ฉันท่อนนึงด้วย”
หมีั์อสูรลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่ายมันเดินอาดๆ ไปหยิบไม้กระดานและท่อนซุงมาวางแหมะไว้ตรงหน้าเ้านายตามคำสั่ง
อีไลอัสไม่รอช้าเขาเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] อีกครั้งนิ้วที่เรืองแสงสีทองลากผ่านท่อนไม้ จัดการตัดแต่งและประกอบชิ้นส่วนเ่าั้เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วเขาไม่ได้สร้างโต๊ะธรรมดาๆ แต่เขากำลังสร้าง ‘โต๊ะทำงานช่าง ’ “โต๊ะเขียนแบบที่ดีหน้าโต๊ะต้องมีความลาดเอียงประมาณ 15 องศา ” อีไลอัสอธิบายให้ฟินน์และบาร์นีย์ฟังขณะที่เขากำลังเชื่อมขาโต๊ะ “องศานี้จะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อคอและหลังเวลาที่เราต้องก้มหน้าทำงานนานๆและช่วยให้สายตามองเห็นสัดส่วนของแบบแปลนได้ตรงตามความเป็จริงไม่เกิดความผิดเพี้ยนทางทัศนมิติ ”
เพียงไม่กี่นาทีโต๊ะเขียนแบบไม้เนื้อแข็งที่แข็งแรงทนทานขนาดกว้างประมาณหนึ่งเมตรยี่สิบเิเก็ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้านหิน อีไลอัสเดินไปที่เตาผิง เขาคัดเลือกก้อนถ่านไม้ ที่ถูกเผาไหม้จนดำสนิทและเย็นตัวลงแล้วมาสองสามก้อนถ่านพวกนี้มีคุณสมบัติคล้ายแท่งคาร์บอนในดินสอดรอว์อิ้งชั้นดีมันให้สีดำสนิทและลากเส้นได้ลื่นไหลจากนั้นเขาก็หยิบแผ่นไม้สนสีอ่อนที่ถูกขัดจนเรียบเนียนที่สุดมาวางทาบลงบนหน้าโต๊ะเพื่อใช้แทนกระดาษวาดแบบ
สถาปนิกในร่างเด็กชายทิ้งตัวลงนั่งบนท่อนไม้ที่ใช้แทนเก้าอี้เขาจัดระเบียบท่านั่ง จับก้อนถ่านไม้ในมือให้กระชับ
ทันทีที่ปลายถ่านไม้จรดลงบนแผ่นกระดาน...แววตาของเด็กชายวัยสิบสองปีก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของเด็กน้อยผู้หลงทางในป่าและไม่ใช่แววตาของผู้ประสบภัยที่้าแค่ที่ซุกหัวนอนอีกต่อไป...แต่มันคือแววตาของ ‘นักผังเมือง ’ และ ‘วิศวกรผู้สร้างอารยธรรม’ แกรก... แกรก...
เสียงถ่านไม้ขีดเขียนลงบนแผ่นไม้กระดานดังเป็จังหวะสม่ำเสมออีไลอัสไม่ได้เริ่มจากการวาดรูปบ้าน หรือรูปอาคาร แต่เขาเริ่มต้นจากการวาด ‘เส้นชั้นความสูง ’ เพื่อจำลองสภาพภูมิประเทศ ของพื้นที่เนินดินและลำธารน้ำตกม่านไพลินลงไปบนกระดาน
“พื้นฐานของการผังเมืองที่ดีไม่ใช่การะเิูเาเผากระท่อมเพื่อปรับที่ดินให้เรียบ แต่คือการออกแบบให้สอดคล้องและเคารพต่อบริบทของธรรมชาติ”
เขาวาดสัญลักษณ์หน้าผาหินทางทิศเหนือเขาลากเส้นโค้งที่พริ้วไหวลงมาซึ่งเป็จุดเริ่มต้นของน้ำตกม่านไพลินและแอ่งรับน้ำด้านล่างเขาใช้น้ำตกเป็จุดศูนย์กลางพื้นที่เขาลากเส้นต่อให้มวลน้ำไหลโอบล้อมไปทางทิศตะวันออก สายน้ำนี้จะทำหน้าที่เป็ปราการธรรมชาติที่กั้นระหว่างผืนป่าดิบกับโซนพื้นที่อยู่อาศัยของเขาและยังเป็แนวกันไฟชั้นยอดที่จะช่วยปกป้องสิ่งปลูกสร้างไม้จากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเส้นสายของลำธารที่ไหลคดเคี้ยวลงมาทางทิศตะวันออกและระบุตำแหน่งของบ้านหินตั้งอยู่หน้าน้ำตก เยื้องไปทางทิศตะวันตก
“เ้านายวาดอะไรน่ะ?แผนที่ลายแทงสมบัติเหรอ?” ฟินน์ะโขึ้นมาเกาะขอบโต๊ะทำงานชะโงกหน้าดูแผ่นไม้ที่มีเส้นยึกยือเต็มไปหมด
“มันมีค่ามากกว่าสมบัติอีกไอ้หนู”อีไลอัสตอบโดยไม่ละสายตาจากกระดาน “นี่คือ ‘พิมพ์เขียวผังเมือง ’”
เด็กชายลากเส้นแบ่งอาณาเขตบนแผ่นไม้เป็บล็อกๆ อย่างเป็ระเบียบ
“ตอนที่ฉันสร้างบ้านหลังนี้ฉันคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้อยู่รอดไปวันๆ... แต่พอสร้างเสร็จ ฉันถึงได้ตระหนักว่ารัฐอิสระแห่งนี้มันจะไม่หยุดอยู่แค่คนหนึ่งคน หมีหนึ่งตัวและจิ้งจอกอีกหนึ่งตัวแน่ๆ ในอนาคต ป่าแห่งนี้อาจจะมีผู้อพยพ มีสัตว์อสูรตัวอื่นๆหรือมีคนที่้าความสงบหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่นี่”
อีไลอัสหันไปยิ้มให้ลูกบ้านทั้งสอง“ถ้าเราสร้างบ้านสะเปะสะปะนึกอยากจะตั้งตรงไหนก็ตั้งพอคนเยอะขึ้น มันจะกลายเป็สลัมที่แออัด จัดการขยะไม่ได้ และเกิดโรคระบาด ดังนั้นเราต้องทำสิ่งที่เรียกว่า ‘การจัดโซนนิ่ง ’”
อีไลอัสใช้ถ่านไม้ขีดวาดเส้นโค้งครึ่งวงกลมซ้อนกันหลายชั้นลงบนแผ่นไม้กระดานแบนเรียบที่เขาประยุกต์เป็กระดานร่างแบบ ชั่วคราวจากนั้นเขาใช้ผลเบอร์รี่ป่าสีส้มและสีน้ำเงินมาแต้มเป็สัญลักษณ์ลงบนจุดต่างๆอย่างตั้งใจ
"เอาล่ะ ทีมงานเฮเซลบรุค มาดูนี่"สถาปนิกในร่างเด็กชายเคาะปลายถ่านไม้ลงบนกระดานเรียกความสนใจจากฟินน์และบาร์นีย์"นี่ไม่ใช่แค่การวาดรูปเล่น แต่มันคือ 'ผังแม่บทเมืองวงแหวน' สำหรับรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคในอนาคต!"
ดวงตาของอีไลอัสเปล่งประกายเมื่อได้กลับมาสวมิญญานักผังเมืองอีกครั้งเขาชี้ไปที่จุดบนสุดของครึ่งวงกลม
"เราจะใช้แิการวางผังเมืองแบบรัศมี โดยมี น้ำตกม่านไพลิน เป็ 'จุดศูนย์กลาง ' ของเมืองเส้นโค้งแต่ละเส้นที่พวกแกเห็น คือวงแหวนที่แผ่ขยายออกไป โดยมีระยะห่างวงละ 100เมตร" อีไลอัสลากเส้นแบ่งกลุ่มวงแหวนออกเป็่ๆ"เราจะแบ่งพื้นที่ออกเป็ 3 โซนหลัก เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ"
เขาหยิบเบอร์รี่สีส้มบดขยี้เบาๆแล้วแต้มลงไปบนเส้นรอยต่อระหว่างโซนที่ 1 และ 2 "จุดสีส้มตรงนี้ คือที่ตั้งของ 'บ้านหิน'ของเรา มันตั้งอยู่บนทำเลทองพอดิบพอดีไม่ใกล้แหล่งน้ำจนเสี่ยงน้ำท่วม และไม่ไกลจนลำบากในการใช้ชีวิตมันคือศูนย์บัญชาการหลัก ของพวกเรา"
จากนั้นเขาใช้นิ้วที่เปื้อนน้ำเบอร์รี่สีน้ำเงิน ลากเป็เส้นคดเคี้ยวพาดผ่านวงแหวนต่างๆโอบล้อมไปทางด้านขวามือของแผนที่ "เส้นสีน้ำเงินนี่คือ 'ลำธาร' ที่แยกสายมาจากน้ำตก มันคือเส้นเืใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงเมืองของเราและด้วยทิศทางการไหลของมัน ฉันจึงได้กำหนด 'เขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน' ออกเป็ 3 ฝั่งหลักๆอย่างชัดเจน!"
อีไลอัสชี้ไปที่พื้นที่แต่ละฝั่งพร้อมอธิบายหลักการทางภูมิสถาปัตยกรรมที่อัดแน่นอยู่ในหัว:
“ โซนทิศตะวันออก - 'เขตที่พักอาศัย ” เขากำหนดตัวอักษร R ลงไปในวงกลม“พื้นที่ตรงนี้มีความลาดชันกำลังดี น้ำไม่ท่วมขัง และอยู่ ‘เหนือลม’ ทำให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเวลาเราจะสงวนพื้นที่เนินดินนี้ไว้สำหรับการสร้างบ้านพักอาศัยของประชากรในอนาคตถนนหลักจะต้องตัดผ่านตรงกลางเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบประปาส่วนกลางได้ง่าย”
จากนั้นเขาก็เลื่อนมือลงมาวาดกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบลุ่มทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้กับลำธาร และมีแสงแดดส่องถึงเต็มที่ตลอดทั้งวัน
“ โซนทิศใต้ - 'เขตเกษตรกรรม ” เขาเขียนตัวอักษรA ลงไป “ความมั่นคงทางอาหาร คือรากฐานของอธิปไตยถ้าเรามัวแต่พึ่งพาการล่าสัตว์หรือหาของป่าวันไหนพายุเข้าหรือมอนสเตอร์ดุร้ายอพยพมา เราก็จะอดตาย พื้นที่ราบตรงนี้ดินดีอุ้มน้ำได้ดี และอยู่ต่ำกว่าจุดรับน้ำประปาของเราทำให้เราสามารถต่อท่อทำระบบชลประทานแรงโน้มถ่วง ปล่อยน้ำเข้านาหรือแปลงผักได้โดยไม่ต้องเหนื่อยหาบน้ำเลย”
ฟินน์เอียงคอ “แปลงเกษตรเหรอ? ปลูกผักเนี่ยนะ? แต่ฉันเป็จิ้งจอกนักล่านะเ้านาย!แล้วฉันก็มีเวทมนตร์ยิงลูกไฟโจมตีด้วย! ถ้าหิวเราก็แค่ไปยิงลูกไฟใส่หมูป่าย่างกินสิทำไมต้องมาเหนื่อยปลูกผักใบเขียวแหวะๆ ด้วยล่ะ?”
อีไลอัสหัวเราะร่วนเอื้อมมือไปขยี้หัวนักรบเวทมนตร์ตัวจิ๋ว “ฉันรู้ว่าแกเก่งฟินน์แต่เราไม่สามารถกินแต่เนื้อสัตว์ย่างไฟทุกมื้อได้หรอกนะ ร่างกายเรา้าวิตามินไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรต และที่สำคัญ... ถ้าเราปลูกสมุนไพรเวทมนตร์หรือผลไม้ป่าหายากได้เอง เราก็จะมีวัตถุดิบเอาไว้แลกเปลี่ยนหรือเอาไว้ทำเมนูเคลือบน้ำผึ้งอร่อยๆ ให้บาร์นีย์กินไงล่ะ”
พอได้ยินคำว่า ‘เคลือบน้ำผึ้ง’ บาร์นีย์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็หูผึ่งทันที มันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง“ปลูก... ผลไม้... เคลือบน้ำผึ้ง... บาร์นีย์ชอบ...ปลูกเยอะๆ เลย...!”
“เห็นไหมประชากรเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการทำเกษตร” อีไลอัสขยิบตาให้ฟินน์ก่อนจะหันกลับมาที่กระดานเขียนแบบอีกครั้ง คราวนี้เขาชี้ไปที่พื้นที่ทางทิศตะวันตกซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบ้านหินพอสมควร อยู่ ‘ใต้ลม’ และใกล้กับแนวป่าทึบ
“และโซนสุดท้าย...โซนทิศตะวันตก - 'เขตอุตสาหกรรม ” เขาเขียนตัวอักษร I ลงไปอย่างหนักแน่น “ที่นี่จะเป็ที่ตั้งของโรงหลอมโลหะโรงเลื่อยไม้ เครื่องปั้นดินเผา หรือแม้แต่โรงฆ่าสัตว์ในอนาคตเหตุผลที่มันต้องอยู่ตรงนี้ เพราะมันอยู่ใต้ลม! ควันไฟ เสียงดังรบกวนหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ จะถูกลมพัดออกไปทางป่าชั้นกลางไม่ย้อนกลับมารบกวนโซนที่อยู่อาศัยเด็ดขาด และมันอยู่ท้ายน้ำ ทำให้ของเสียจากอุตสาหกรรมไม่ไหลมาปนเปื้อนแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของเราด้วย”
อีไลอัสใช้ปลายถ่านไม้จิ้มลงไปที่จุดสีน้ำเงินตรงกึ่งกลางกระดานร่างแบบ
"นอกจากการแบ่งพื้นที่ตามทิศทางแล้วในฐานะนักผังเมือง เราต้องคำนึงถึง 'ระยะความห่างจากศูนย์กลาง'ด้วย" อีไลอัสเริ่มอธิบายแววตาของเขาฉายประกายความเป็มืออาชีพ "ฉันกำหนดให้ 'จุดศูนย์กรัม ' คือใจกลางของน้ำตกม่านไพลินจากนั้นก็ตีเส้นวงแหวนแผ่ขยายออกไปวงละ 100 เมตรแบ่งอาณาเขตออกเป็ 4 โซนหลักตามรัศมีความลึก...ลองดูนี่นะ"
เขาใช้นิ้วชี้ลากวนเป็วงกลมทีละชั้น
"โซนที่ 1(ระยะ 0 - 100 เมตร): ระยะไข่แดง " อีไลอัสชี้ไปที่วงแหวนชั้นในสุด"นี่คือพื้นที่วงในสุด เริ่มจากแอ่งน้ำตก แผ่ออกมาจนถึงจุดขอบ 100 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่คือผืนน้ำและ 'พื้นที่กันชน 'เพื่อป้องกันน้ำหลาก บ้านหินของเราตั้งอยู่ตรงเส้นรอยต่อ 100เมตรพอดิบพอดี นี่คือศูนย์บัญชาการหลักที่ปลอดภัยที่สุดและรับความเย็นจากน้ำตกได้ดีที่สุดโดยไม่ชื้นจนเกินไป"
"โซนที่ 2(ระยะ 100 - 200 เมตร):ระยะเศรษฐกิจและปากท้อง "เขาเลื่อนนิ้วออกมาที่วงแหวนถัดไป "ถัดจากบ้านเราลงมาพื้นที่ตรงนี้คือหัวใจหลักของการเอาชีวิตรอด แปลงผัก ตั้งอยู่ในโซนนี้ทั้งหมด!มันคือระยะเดินเท้าที่สะดวกสบาย ตื่นเช้ามาก็เดินลงไปรดน้ำผักได้ทันทีโซนนี้คือเส้นเืที่หล่อเลี้ยงพวกเราในปัจจุบัน"
"โซนที่ 3(ระยะ 200 - 300 เมตร):ระยะขยายเมืองและอุตสาหกรรม "สถาปนิกน้อยลากเส้นวงแหวนให้กว้างขึ้นอีก "เมื่อเรามีประชากรมากขึ้นหรือมีผู้อพยพเข้ามา โซนที่ 3 นี่แหละคือพื้นที่แห่งอนาคต!ฝั่งตะวันออกจะถูกแบ่งล็อกสำหรับสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัยส่วนฝั่งตะวันตกจะถูกเว้นไว้สร้างโรงเลื่อยไม้ หรือโรงหลอมโลหะในอนาคตกลิ่นและเสียงของอุตสาหกรรมในโซน 3 จะไม่มีทางเล็ดลอดเข้ามารบกวน'ไข่แดง' ของเมืองในโซน 1 ได้เลย"
"โซนที่ 4(ระยะ 300 - 400 เมตร ไปจนถึง 500 เมตร)" อีไลอัสใช้ถ่านไม้ฝนเส้นทึบหนาๆ ล้อมรอบขอบนอกสุดของแผนที่ผสมผสานกับแววตาที่ดุดันขึ้น "และวงแหวนชั้นนอกสุด...มันคือแนวรับสุดท้ายของรัฐอิสระเฮเซลบรุค ในระยะ 500 เมตร
อีไลอัสวางก้อนถ่านไม้ลงบนโต๊ะเขายกแผ่นกระดานไม้ที่บัดนี้เต็มไปด้วยเส้นขอบเขต แผนผังถนนและสัญลักษณ์การจัดโซนนิ่งที่ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมที่สุดตามหลักผังเมืองระดับโลกขึ้นมาดู
ลูกบ้านทั้งสองเบิกตากว้างจ้องมองกระดานร่างแบบอย่างตกตะลึงฟินน์ถึงกับอ้าปากค้าง หางฟูชี้ขึ้น ส่วนบาร์นีย์ก้มหน้าลงมองเส้นวงแหวนบนแผ่นไม้ด้วยสีหน้ามึนงงแต่แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อใจ"บอส... นี่บอสไม่ได้กำลังสร้างแค่ที่พักหลบภัย..." ฟินน์กลืนน้ำลายเอื๊อก"แต่บอสกำลังวางแปลนสร้าง 'มหานคร ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่ชัดๆ!"
"โฮ่ง!โคตรเท่เลยเ้านาย! ฉันขอเป็หัวหน้ายามเฝ้าประตูเมืองนะ!"ฟินน์ะโโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง
"โฮก... เดิน 500เมตร... แบกของ... บาร์นีย์... ขากล้ามขึ้นแน่ๆ..."หมีั์บ่นอุบอิบ แต่ก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของแผนการ
อีไลอัสกอดอกมองดูพิมพ์เขียวแห่งชีวิตด้วยความภาคภูมิใจ จากเพิงกิ่งไม้เล็กๆ สู่บ้านหินและกำลังจะก้าวข้ามไปสู่มหานครวงแหวน... อนาคตของเฮเซลบรุคถูกกำหนดทิศทางไว้อย่างชัดเจนและไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้อีกแล้ว!
มันไม่ใช่แค่การวาดรูปขีดเขียนเล่นของเด็กสิบสองขวบแต่มันคือวิสัยทัศน์ ของมหาบุรุษผู้เตรียมพร้อมจะสร้างอาณาจักรมันคือประกาศนียบัตรแห่งการเริ่มต้นอารยธรรมใหม่ในดินแดนต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย
ภาพสลัมที่แออัดและเน่าเฟะในเมืองหลวงต่างๆ จะไม่มีวันเกิดขึ้นที่รัฐอิสระเฮเซลบรุคอย่างเด็ดขาด เพราะที่นี่...ทุกตารางนิ้วถูกคิดคำนวณมาอย่างดี เพื่อความเท่าเทียม ความยั่งยืนและความสงบสุขของผู้อยู่อาศัยทุกคน
“นี่มันยิ่งกว่าโปรเจกต์หมื่นล้านซะอีก...”อีไลอัสสูดลมหายใจลึก ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าความตื่นเต้นสูบฉีดไปทั่วทุกอณูของร่างกาย “การได้สร้างเมืองั้แ่เริ่มต้นจากผืนดินว่างเปล่า โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่มีงบประมาณมาตีกรอบ...มันคือความฝันสูงสุดของสถาปนิกทุกคน!”
เขาวางแผ่นพิมพ์เขียวแผ่นแรกของเมืองลงบนโต๊ะทำงานอย่างทะนุถนอมก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับลูกบ้านทั้งสองของเขา บาร์นีย์ หมีั์อสูรระดับ A ผู้ทรงพลัง และ ฟินน์จิ้งจอกอสูรระดับ C นักรบเวทมนตร์จมูกไวทั้งคู่นั่งจ้องมองนายของมันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและภักดี
แม้กระบอกเสียงของเฮเซลบรุคในตอนนี้จะมีเพียงหนึ่งเด็กหนึ่งหมี และหนึ่งจิ้งจอกแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่
อีไลอัสฉีกยิ้มกว้างรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความท้าทายและความมุ่งมั่น เขายกมือขึ้นท้าวสะเอวประกาศเจตนารมณ์ดังก้องไปทั่วลานหน้าบ้านหิน
“เอาล่ะทีมงานเฮเซลบรุค! ่เวลาแห่งการฮันนีมูนกับการสร้างบ้านหลังแรกได้จบลงแล้ว!พิมพ์เขียวพร้อมแล้ว เป้าหมายชัดเจนแล้ว!”
เด็กชายชี้มือไปยังพื้นที่ราบลุ่มทางทิศตะวันออกซึ่งตอนนี้ยังเต็มไปด้วยวัชพืชและพงหญ้ารกชัฏ
“พรุ่งนี้เช้าั้แ่พระอาทิตย์ขึ้น...เราจะเคลื่อนพลไปที่โซนเกษตรกรรม ! เราจะเริ่มบุกเบิกถางหญ้า พลิกหน้าดิน และเตรียมแปลงเกษตรแปลงแรกของหมู่บ้านเรา!”
ฟินน์ะโขึ้นไปเกาะหัวบาร์นีย์ชูตีนหน้าขึ้นฟ้า “โฮ่ง!ลุยเลยเ้านาย! ฉันจะเอาลูกไฟเผาหญ้าให้เรียบเลย!”
“แง่มๆ...พรุ่งนี้... บาร์นีย์... ขุดดิน... แลกกับน้ำผึ้งนะ...” บาร์นีย์คำรามในลำคอเบาๆด้วยความคาดหวังถึงเสบียงรสเลิศ
“แน่นอนค่าแรงจ่ายตรงเวลาและคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน!” อีไลอัสหัวเราะร่าเริงเสียงหัวเราะของเขาสะท้อนก้องไปกับเสียงน้ำตก “แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะทีมงาน...งานพลิกหน้าดินมันไม่ใช่เื่เล่นๆ...”
สายตาของสถาปนิกน้อยทอประกายความสนุกสนานและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“...พรุ่งนี้เตรียมตัวเหนื่อยสายตัวแทบขาดกันได้เลย!”
บทสรุปของ่เริ่มต้นแห่งการเอาชีวิตรอดได้ปิดฉากลงอย่างเป็ทางการรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคพร้อมแล้วที่จะเปิดประตูสู่บทใหม่...บทแห่งการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการวางรากฐานมหานครแห่งความสโลว์ไลฟ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!