เช้าวันนี้จิ่นฮวาตื่นขึ้นอย่างสดชื่น เมื่อได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนกลางคืนก่อนนอนนางจะนั่งสมาธิรวบรวมปราณเป็เวลาสองชั่วยาม ก่อนจะเข้านอนทุกวัน ตอนนี้พลังปราณของนางอยู่ขั้นก่อกำเนิดขั้นสองแล้ว
พลังปราณแต่ละระดับแบ่งเป็ขั้นใหญ่เริ่มจาก ระดับก่อกำเนิด ระดับรวมปราณ ระดับปฐี ระดับนภา ระดับราชัน ระดับจักรพรรดินอกจากนี้ยังมีระดับเซียนและระดับ์อีกด้วย แต่ใน่ห้าร้อยปีที่ผ่านมามีคนเพียงนับนิ้วได้ที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับเซียน และไม่มีผู้ใดขึ้นไปถึงระดับ์ได้เลย
ตำนานเล่าว่า ผู้บำเพ็ญเพียรถึงระดับ์ หากตัดผ่านด่านเคราะห์รับหนึ่งอัสนีบาตจากสรรค์จะก้าวผ่านความเป็มนุษย์ ได้ขึ้นสู่แดน์เพื่อเป็เทพเซียน
การจะฝึกฝนพลังธาตุได้นั้นต้องฝึกปราณจนถึงขั้นรวมปราณเสียก่อน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน เื่ปากท้องสำคัญกว่า
จิ่นฮวาพาน้องชายออกจากบ้านแต่เช้า เพื่อมุ่งหน้าไปที่ลำธาร ปลาที่จับได้เมื่อวานยังเหลืออีกหลายตัว จึงไม่ได้นำอวนมาดักปลาอีก วันนี้นางมาดูไซดักกุ้งต่างหาก
เมื่อยกขึ้นมาดูก็พบว่ามีกุ้งอยู่ในนั้นจริงๆ จิ่นฮวารีบเปิดฝาที่ด้านท้ายแล้วนำกุ้งออกมาใส่ตะกร้าไว้ นับๆ ดูมีกุ้งตัวโตถึงแปดตัว ธรรมชาติที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก ปลาและกุ้งในลำธารก็ล้วนตัวโต เนื้อแน่น
“พี่ใหญ่ นี่คือกุ้งหรือขอรับ มันอร่อยหรือไม่ ข้าไม่เคยกินเลย” กุ้งนั้นจับได้ยากกว่าปลา แม้แต่บ้านขุนนางร่ำรวยยังได้กินนานๆ ครั้ง ไม่แปลกที่จิ่นหยางจะไม่เคยกิน
“อร่อยสิ กุ้งแม่น้ำเผาตัวโตๆ ยิ่งถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ดด้วยนะ อร่อยมากๆ เลยล่ะ” จิ่นฮวาตอบน้องชายพร้อมทำหน้าเพ้อฝันถึงรสชาติ กุ้งเผาในภพก่อนที่นางเลยกิน
“ซีฟู้ด คืออะไรหรือขอรับ” จิ่นหยางถามอย่างสนใจเมื่อได้ยินคำศัพท์แปลกๆ จากพี่สาว
จิ่นฮวาจึงรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากไป รีบแก้ตัว “เอ่อ ไม่มีอะไร ข้าแค่พูดไปอย่างนั้น เอาเป็ว่า กุ้งเผาอร่อยมาก พี่จะทำให้เ้ากิน”
“ขอรับ ข้าจะช่วยท่านพี่ทำด้วย” จิ่นหยางได้ยินว่าพี่สาวจะทำของอร่อยให้กินก็รีบรับคำอย่างตื่นเต้น จนลืมสิ่งที่สงสัยเมื่อครู่ไปเสียสนิท
จิ่นฮวานำกุ้งที่ดักได้กลับไปทำกุ้งเผาให้ทุกคนในครอบครัวได้กิน แม้ไม่มีน้ำจิ้มแต่ทุกคนก็ยังบอกว่า อร่อยมาก กุ้งแม่น้ำสดๆ จากธรรมชาติ ทั้งเนื้อแน่นและหวานอร่อย โดยเฉพาะจิ่นหยาง เขาชอบรสชาติของกุ้งมากๆ
เมื่อทานเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานตนเอง จิ่นฮวาจึงขอบิดามารดา เข้าไปหาสมุนไพรในป่า ตอนแรกมารดาจะไม่อนุญาตเพราะเป็ห่วง แต่นางยืนยันว่านางแข็งแรงดีแล้ว และยังฝึกพลังปราณได้แล้วด้วย
นางให้เหตุผลว่า อีกสองเดือนข้างหน้าจิ่นหยางจะอายุครบ 3 ปีเต็มแล้ว การจะเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อปลุกพลังธาตุ ต้องใช้เงินจำนวนมาก นางมีความรู้เื่สมุนไพรอยู่บ้าง ถ้าโชคดีหาสมุนไพรไปขายได้ ครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก และนางรับปากจะระวังให้มาก มารดาจึงจำใจอนุญาตให้นางเข้าไปหาสมุนไพรในป่าได้
“ข้าไปแล้วจะรีบกลับเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ จิ่นหยางอยู่ช่วยงานท่านแม่นะ เดี๋ยวพี่กลับมา” นางเตรียมตะกร้าสะพายใส่หลังและเอ่ยลาทุกคน ครั้งนี้นางไม่พาน้องไปด้วยเพราะในป่าอันตราย น้องชายยังเด็กเกินไป
“ระวังตัวด้วยนะลูก” กู้ชิงชิงมองส่งลูกสาวอย่างเป็ห่วง
จิ่นฮวาเดินเข้าเขตป่าชั้นนอกก็พบว่ามีร่องรอยการเดินป่าของชาวบ้านให้เห็นอยู่ไม่น้อย นางจึงเบาใจ แล้วสำรวจป่าไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่ชาวบ้านใช้กันประจำ
นางพบผักป่า เห็ดป่า และสมุนไพรจำนวนมาก เพราะป่าแห่งนี้สมบูรณ์อย่างมาก ชาวบ้านที่นี่จึงมีรายได้จากการหาสมุนไพร ทำให้ไม่ลำบากกันมากนัก
‘สมุนไพรในเขตป่าชั้นนอกแม้จะมีมากแต่ก็ไม่ได้อายุเยอะนัก สมุนไพรอายุห้าสิบปีขึ้นไป ถึงมีก็คงเหลือไม่ถึงข้าหรอก’ จิ่นฮวา เลือกเก็บสมุนไพรที่พบใส่ไว้ในตะกร้าพลางบ่นกับตัวเอง
‘หรือจะลองเข้าไปลึกกว่านี้ดู ท่านเทพบอกว่า ตราบใดที่เราไม่เข้าไปรบกวนเทพัที่อยู่ในป่าชั้นใน ก็ไม่มีอันตรายนี่นา’ จิ่นฮวาคิดทบทวน แล้วจึงหยุดเก็บสมุนไพรแถวนี้ และมุ่งหน้าเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ระยะทางที่เดินมาถือว่าไกลพอสมควร เพราะป่าหมอกอาถรรพ์แห่งนี้ กว้างใหญ่มาก
ยิ่งเข้าใกล้ป่าชั้นกลางนางพบเห็นสัตว์ป่าตัวใหญ่มากขึ้น ทีแรกนางก็กลัว แต่พวกมัน เพียงมองมาที่นางอย่างสงสัย แต่ก็ไม่มีสัตว์ตัวใดเข้ามาทำร้ายนาง จิ่นฮวาจึงใจชื้นขึ้นมาบ้าง ‘ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านเทพพฤกษา ผู้หล่อเหลาและใจดี’ นางนึกขอบคุณจากใจจริง ถ้าไม่มีพรจากท่านเทพคุ้มครองนางคงโดนสัตว์ป่าพวกนั้นลากไปกินนานแล้ว
เมื่อรู้สึกมั่นใจแล้วว่าไม่มีอันตราย นางจึงหยุดพัก เก็บผลไม้ป่ามากินเพื่อเติมพลัง ข้างหน้าใกล้ถึงป่าชั้นกลางแล้ว มองไปจากตรงที่นางอยู่ ก็เริ่มมีหมอกจางๆ ให้เห็นแล้ว ‘นั่นคือหมอกที่กั้นเขตแดนสินะ’ จิ่นฮวานึกในใจ
‘ท่านเทพบอกว่า หมอกนี่จะกลั้นไม่ให้สัตว์อสูรที่อยู่ข้างในข้ามออกมาได้ สัตว์อสูรหรือ? จะหน้าตาเป็ยังไงนะ ขึ้นชื่อว่าสัตว์อสูรต้องดุร้ายกว่าสัตว์ป่าธรรมดาแน่ๆ หวังว่าเราจะไม่ถูกจับไปกินซะก่อน’ จิ่นฮวาคิดแล้วก็ขนลุก
เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้วจิ่นฮวาก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง ยิ่งเข้าใกล้เขตป่าขั้นกลางมาเท่าไร หมอกก็เริ่มหนาทึบมากขึ้น จนมองเห็นทางได้แค่ระยะหนึ่งเมตรเท่านั้น บางครั้งบางยังได้ยินเสียงสัตว์ป่าคำราม ดังแว่วมาอีกด้วย
จิ่นฮวารีบเดินเพื่อให้พ้นจากหมอกหนาโดยไว เดินมาได้ประมาณหนึ่งก้านธูป หมอกก็เริ่มเบาบางลง เมื่อนางเดินออกมาพ้นจากหมอกที่ปิดกั้นการมองเห็น นางก็ต้องเบิกตากว้าง ป่าชั้นกลางอุดมสมบูรณ์กว่าป่าชั้นนอกอย่างมาก ต้นไม้ใบหญ้าต้นใหญ่กว่าด้านนอกถึงสามเท่า มีดอกไม้ใบไม้ประดับประดาเต็มผืนป่า ดั่งสรวง์ที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ เมื่อมองดีๆ จะพบสมุนไพรมากมาย ที่มีอายุเป็ร้อยปีขึ้นไป ‘นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ’ จิ่นฮวาสำรวจสมุนไพรอย่างตื่นเต้น
เดินสำรวจมาได้ไม่นาน นางก็พบเข้ากับกวางสีทองตัวโต แต่ที่หน้าตื่นตะลึงกว่านั้น เ้ากวางนั่นที่พวงหางกลับมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ เปลวไฟสีส้มสุกใส ไหววูบตามจังหวะก้าวเดินของเ้ากวาง แลดูงดงามแต่แฝงด้วยอันตราย มันหันมาจ้องจิ่นฮวา นางยืนแข็งค้างแทบกลั้นหายใจ แต่แล้วเ้ากวางอัคคีก็เลิกสนใจนางแล้วเดินจากไป จิ่นฮวาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฟู่ เกือบไปแล้ว จิ่นฮวาเอ๋อ”
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจิ่นฮวาจึงเริ่มสำรวจป่าต่อไปอย่างระมัดระวัง