ตอนที่ 28 กลั่นแกล้งรุนแรง
“ย๊าก..”
หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายเืขึ้นหน้า คมปราณกระบี่แดงฉานดุจโลหิตทอแสงสว่างวาบ เพียงชั่วพริบตาเดียวหยุนเสวี่ยเฟิงก็ทะยานเข้าถึงตัวกังหยง
“อ่อนหัด!” ชายวัยกลางคนแค่นเสียง มันหลบหลีกคมปราณกระบี่อย่างง่ายดาย หากผู้ใดได้สังเกตุจะพบว่า มันมิได้ใช้ซึ่งพลังิญญาแม้แต่น้อย
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อโจมตีพลาด มันก็พลิกกายพร้อมกับบิดวาดคมกระบี่ตามแรงเหวี่ยงก่อนหน้าเข้าหาชายวัยกลางคนอีกครั้ง ก่อเกิดเป็กระบวนท่าเพลงกระบี่อันรวดเร็ว!
ควับ ควับ!
แม้ว่าคมปราณกระบี่จะรวดเร็วเพียงใด แต่ชายตรงหน้าก็มิได้เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย ความรวดเร็วหาใช่สิ่งที่จะตัดสินทุกคมกระบี่ที่หยุนเสวี่ยเฟิงโบกวาดออกไปนั้น ชายวัยกลางคนเพียงบิดกายเล็กน้อยให้ผ่านหวุดหวิด แม้ว่าชายเสื้อคลุมเก่าเก็บของมันจะถูกตัดขาดไปบ้างก็ตาม
คมกระบี่สีโลหิตเมื่อมันพลาดเป้าหมายหลายครั้งหลายครา มันก็เริ่มทวีความรวดเร็วขึ้นอีก หยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้มันมิได้รับรู้สิ่งใดแล้ว ภายในห้วงความริดมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่คอยสั่งการร่างกายของมัน
‘จิตสังหาร!’ ชายวัยกลางคนครั้นเมื่อรับรู้ถึงจิตสังหารของชายหนุ่ม สีหน้าของมันพลันกลับกลายเป็เคร่งเครียด มันรีบหลบคมกระบี่ที่สี่สิบแปดก่อนจะดีดตัวถอยฉากออกมา
“สามัญจมดิน!” ชายวันกลางคนไม่รีรออันใดอีก มันเรียกใช้เคล็ดวิชาแปลกประหลาดทันที เมื่อสิ้นเสียงกล่างของมันหยุนเสวี่ยเฟิงที่พุ่งทะยานตามติดพลันหยุดชะงักค้างทันใด
‘เคล็ดวิชาในตอนนั้น!’ แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะขาดสติไปบ้าง แต่มันก็ยังคงไม่หมดสติ ความคิดอ่านในตอนนี้ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง ตัวมันในตอนนี้คล้ายจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงโดยทันใดเมื่อกังหยงได้เอ่ยกล่าว
“เคล็ดวิชาแปลกประหลาด..” หยุนเสวี่ยเฟิงเข่าอ่อนทรุดตัวลง มันปักกระบี่ลงพื้นคล้ายจะพยายามยันกายเอาไว้
“สิ้นฤทธิ์อย่างง่ายดาย หึหึ!” กังหยงกล่าวพร้อมกับค่อยๆเดินเข้าหาชายหนุ่ม ทว่าในขณะนั้นเอง หยุนเสวี่ยเฟิงพลันเอ่ยกล่าวบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
“เคล็ดวิชาแปลกประหลาด
ขาดซึ่งที่มาที่ไปมิได้ความ
ยามนี้ได้พบพานกับตัวเอง
กลับมิคู่ควรให้ข้าหวาดผวา
มันเป็สิ่งอันใด ถือดีอย่างไร
บังอาจตัดสินให้ข้าต้องก้มหัว!”
“ย๊าก..” หยุนเสวี่ยเฟิงอัญเชิญห้วงกวีแล้ว!
ดวงห้วงกวีสีแดงก่อกำเนิดเข้าวนเวียนรอบกายชายหนุ่ม มันค่อยๆลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างยากลำบาก ดวงตาของมันทอประกายสีแดงเจิดจ้าท่ามกลางความมืด หากมีผู้ใดดังเช่นกังหยงในตอนนี้ได้พบพาน อาจจะมองเห็นมัจจุราชในเงาของมัน
หยุนเสวี่ยเฟิงเร่งเร้าพลังิญญาให้สูงเกินระดับ แต่ตัวมันกลับพบว่าห้วงกวีขั้นที่หกมิได้เพิ่มระดับพลังิญญาของมันดังเช่นเคย ในขณะเดียวกันผลจากเคล็ดวิชาลึกลับของกังหยังกลับค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ เมื่อเรี่ยวแรงคล้ายจะกลับคืนมาแล้ว ประจวบเหมาะกับที่ชายวัยกลางคนสาวเท้าเข้ามาใกล้ตัวมัน มีหรือที่หนุ่มน้อยจะพลาดโอกาสเช่นนี้
“ภูติสายฟ้า!”
เปรี้ยง!
“อ๊าก..” กังหยงไม่ทันตั้งตัวใดๆ คลื่นกระแสสายฟ้าที่ถูกแผ่ออกมาได้แล่นผ่านร่างกายของมันอย่างง่ายดาย มันผงะถอยหลังออกไปเสียหลายก้าวเพื่อให้พ้นจากระยะโจมตีของเคล็ดวิชา
“เคล็ดวิชาอันใดกัน มิได้วิเศษวิโสอย่างที่ข้าคิด!” หยุยเสวี่ยเฟิงแค่นเสียง มันย่างสามขุมเข้าหากังหยงที่กลับกลายเป็ค่อยๆถอยหลัง กลิ้นสาบไหม้ลอยตามลมปะทะเข้ากับปลาบจมูก เห็นได้ชัดว่าชายวัยกลางคนผู้นี้กำลังจะเข้าตาจน
“ช้าก่อนพ่อหนุ่ม ข้าเพียงล้อเ้าเล่น..” ท่าทีกังหยงกลับกลายเป็โอนอ่อนทันใด มันยกมือที่คล้ายจะมีควันปกคลุมอันเกิดจากการมอดไหม้ขึ้นห้ามปราม
“ตาย..”
หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเย็น มันไม่คิดที่จะเชื่อคำใดๆอันกลอกกลิ้งอยู่แล้ว พัดหยุนเฟิงทอแสงสว่างวาบ ปราณกระบี่สีแดงยืดยาวออกมาพร้อมที่จะวาดคมเพื่อปลิดชีพบุคคลตรงหน้าในทันทีที่เข้าถึง
ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งใจเต้นครึกโครม ใบหน้ากังหยงเริ่มถอดสี ครั้นมันจะหนีก็มิอาจทำได้เสียแล้ว เงามัจจุราชในบัดนี้กำลังบดบังแสงจันทร์ที่กระทบลงบนในหน้าซีดเซียวของมัน ทว่าในขณะที่คมกระบี่แสงสีแดงกำลังถูกยกขึ้นนั่นเอง..
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงใสของหญิงสาวกระทบโสทประสาทหยุนเสวี่ยเฟิง พลันนั้นมือเรียวบางก็ได้ยื่นมารั้งท่อนแขนของมันไว้
“ซิ่วอิง?!” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะถูกเรียกสติจากหญิงสาว มันคำถามมากมายเริ่มปรากฏขึ้นมาในหัว
“คนผู้นี้คือผู้ว่าจ้างภารกิจเรา” หญิงสาวกล่าว แต่ชายหนุ่มบัดนี้กลับยิ่งฉงนใจหนักขึ้นไปอีก มันเบนสายตากลับไปหากังหยงอีกครั้งกลับพบว่า เซียวเฉิงเฟยได้เข้ามาเมื่อใดไม่อาจทราบ บัดนี้กำลังแผ่พลังปราณเข้ารักษากังหยงที่ใบหน้าซีดเซียว
“นี่เป็การจัดฉากเท่านั้น” หญิงสาวกล่าว แต่แทนที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะสงบสติอารมณ์ มันกลับคล้ายจะมีโทสะออกมาแทน
“พวกเ้าจัดฉากหรือ?! ข้าเกือบจะฆ่าคนเพราะพวกเ้าจัดฉาก!” หยุนเสวี่ยเฟิงครั้นจะว่ากล่าวอันใดต่อ มันกลับพูดไม่ออก ขายหนุ่มแค่นเสียงคราหนึ่งก่อนจะสะบัดแขนให้มือเรียวหลุดออก จากนั้นจึงหันกายเดินเข้าป่ามืดไป
“เสวี่ยเฟิง!” เป็หวังซิ่วอิงที่รีบตามหยุนเสวี่ยเฟิงหายไปอีกคน เซียวเฉิงเฟยที่เห็นดังนั้นมันก็ถอดถอนหายใจ แล้วกล่าวกับกังหยงว่า
“ข้าบอกท่านแล้ว ดูเหมือนว่าท่านจะล้อเล่นแรงเกินไป เ้าหน้าสาวมันหาใช่ผู้มีความคิดอ่านทันคนไม่”
“ขอบใจพ่อหนุ่ม ดูท่าแล้วการเดินทางครั้งนี้คงมีเื่ให้ข้าเล่นสนุกอีกเยอะแน่ๆ” กังหยงกล่าว ดูเหมือนว่าการที่มันเพิ่งจะผ่านความตายมาหยกๆนั้น มิได้ทำให้มันเข็ดหลาบแม้แต่น้อย
“แม๊ะห์” เฝิ่นเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลร้องขึ้น ความหมายของมันก็คือ ‘เ้าโง่หาเื่ใส่ตัว’ ก่อนที่มันจะเดินเข้าถ้ำน้อยไป
“มันว่ากระไร?” กังหยงกล่าวถามขณะมองตามเ้าหยางถัวสีชมพู
“มันคงบอกว่าจะไปนอนแล้ว” เซียวเฉิงเฟยตอบ
หยุนเสวี่ยเฟิงเดินมาถึงข้างแม่น้ำอันคุ้นเคย ก่อนจะเริ่มสูดลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว เหตุใดมันจึงต้องพบพานการกลั่นแกล้งเช่นนี้จากคนแปลกหน้ากัน?
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดเอื่อยเฉื่อย พร้อมกันนั้นเหล่าสัตว์ป่าก็ต่างส่งเสียงเป็ระยะ หยุนเสวี่ยเฟิงหลับตาเงี่ยหูฟังอยู่เนิ่นนาน ไม่รู้เพราะเหตุใดกัน การอยู่เงียบๆท่ามกลางป่าเขายามค่ำคืนจะพาให้จิตใจมันสงบลง
ทางด้านหวังซิ่วอิงที่ติดตามชายหนุ่มมา ครั้นเมื่อเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงหยุดยืนบนโขดหินข้างลำธารเพื่อสงบสติ นางก็รั้งรออยู่เสียเนิ่นนาน จนเมื่อแน่ใจแล้วว่าโทสะชายหนุ่มได้เย็นลงแล้ว นางจึงเดินเข้าไปหา
“ข้าหาได้กลั่นแกล้งเ้า เพียงแต่เป็ประสงค์ของผู้ว่าจ้างเท่านั้น”
“ซิ่วอิง?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายใเล็กน้อย มันมิได้ล่วงรู้เลยว่ามีผู้ติดตามมันมา ครั้นเมื่อพบว่าเป็หญิงสาว มันจึงกล่าวต่อว่า
“หากเป็เช่นนั้น ทำไมพวกเ้าจีงร่วมมือกันมัน เราใช่ว่าเป็สหายกันแล้วมิใช่..”
“ข้าขอโทษ!” หญิงสาวพลันกล่าวขัดขึ้นมาทันที พร้อมกันนั้นนางยังก้มหัวลงคล้ายจะเต็มใจที่จะขอการให้อภัย
“...”
เมื่อเห็นดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะตั้งตัวไม่ทัน มันยังอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น แต่ครั้นเมื่อรู้สึกตัว มันก็กล่าวว่า
“ถือว่าแล้วกันไปเถอะ แต่อย่าได้มีครั้งหน้าอีก” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็นั่งลงบนโขดหิน มันยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปหาชายวัยกลางคนในตอนนี้ หญิงสาวเมื่อเห็นดังนั้นนางก็นั่งลงด้านข้างเช่นกัน
เป็เวลาเนิ่นนานชายหญิงนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืน สายลำธารเอื่อยเฉือยสะท้อนแสงจันทร์กระทบกับใบหน้าหลายครั้งหลายครา
“เหตุใดเ้าจึงได้ร่วมมือในครั้งนี้?” หยุนเสวี่ยเฟิงตัดสินใจเอ่ยถาม ในความคิดของมันนั้น หากว่ากลุ่มนี้นำพามาซึ่งความยุ่งยากแก่มันเยี่ยงนี้ ชีวิตหลังจากนี้ของมันคงอยู่ไม่สุขเป็แน่แท้
“ที่ข้าขอโทษเ้า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ข้า้าเห็นความรู้สึกที่เ้ามีต่อกลุ่ม ในฐานะที่เ้าจะได้เป็ผู้อัญเชิญกวีในการประลอง ข้าย่อม้าความแน่ใจบางอย่าง”
“ความแน่ใจ?” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาสับสน เหตุการณ์เสี่ยงตายเมื่อคืนก่อน ใช่ว่าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อนางและเซียวเฉิงเฟยแล้วหรือ?
“ในขณะที่การประลองดำเนินไปนั้น เรามิอาจจะล่วงรู้ว่าคู่ต่อสู้จะใช้วิธีเช่นใด สิ่งที่ข้าเห็นมานักต่อนักก็คือการที่ผู้อัญเชิญกวีในแนวหลังได้ร่วมมือกับคู่ต่อสู้” หวังซิ่วอิงกล่าว ดวงตาของนางยังจ้องมองดวงจันทร์บนฝืนน้ำต่อไป
“เมื่อข้าตัดสินใจเข้ากลุ่มแล้ว ย่อมต้องสนับสนุนเต็มที่เมื่อถึงเวลานั้น หากว่าเ้าและเซียวเฉิงเฟยยังคงกระทำการทดสอบข้าเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ข้าเป็ฝ่ายหมดความอดทนเสียเอง”
หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็ลุกขึ้น ดูเหมือนว่ามันจะหมดข้อกังขาของมันแล้ว
“ข้าสัญญาว่าจะไม่กระทำเช่นนี้ต่อเ้าอีก” หญิงสาวกล่าวแล้วจึงลุกขึ้นเช่นกันแล้วกล่าวว่า
“กลับไปทำความเข้าใจกับผู้นั้นเถอะ”
หนุ่มสาวทั้งสองมิได้รีบเดินกลับไปยังหน้าถ้ำ สองเท้าทั้งคู่ยังเดินเอื่อยเฉื่อยคล้ายว่าจะประวิงเวลา ส่วนหนึ่งมาจากการที่หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงไม่อยากพบปะกังหยง มันจึงลากถ่วงเวลาเอาไว้เล็กน้อย มันหันไปมองหญิงสาวที่เดินใกล้มันแล้วกล่าวว่า
“เ้าใช่ว่าไม่ชอบการอยู่ใกล้บุรุษ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวท่ามกลางความเงียบขณะเดินกลับ หญิงสาวได้ยินดังนั้นใบหน้าขาวผ่องพลันแดงวูบ แต่ในความมืดเช่นนี้ชายหนุ่มกลับไม่เห็น
“ตอนข้าหมดสติ เ้าเข้ามาโอบกอดข้า!” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็หยิกต้นแขนชายหนุ่มก่อนที่นางจะสาวเท้าเดินนำหน้ามันไป
“อูย.. ที่เ้ากลั่นแกล้งข้า ถือว่าหายกันก็แล้วกัน” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม พร้อมกันนั้นมันก็รีบเดินตามหลังหญิงสาวไป
หนุ่มสาวใช้เวลาเดินไม่นานนักก็มาถึงบริเวณหน้าถ้ำของเ้าหยางถัว กระโจมสองหลังที่เซียวเฉิงเฟยได้ซื้อมาตอนเย็นถูกตั้งขึ้นไม่ห่างจากกองไฟเท่าใดนัก ครั้นเมื่อเห็นหนุ่มสาวเดินออกมาจากป่าด้านข้าง กังหยงที่บัดนี้ได้รับการรักษาาแแล้วก็ยิ้มทักทายพร้อมกับโลกมือให้ชายหนุ่ม
“หึ!” หยุนเสวี่ยเฟิงแค่นเสียงพลางหลบสายตา มันมิได้อยากข้องแวะกับคนเช่นนี้แม้แต่น้อย แต่หญิงสาวกลับฉุดลากแขนของมันให้มานั่งรอบกองไฟ
“เซียวเฉิงเฟยและเฝิ่นเฟิงอยู่ที่ใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่างถามเสียงเรียบ
“เ้าหนุ่มนั่นเข้านอนแล้ว ดูเหมือนมันจะรักษาข้าจนเหนื่อย” กังหยงกล่าวพลางชี้ไปยังกระโจมที่อยู่ไม่ไกลนัก
“เ้าสนทนากับผู้ว่าจ้างเถอะ ข้าจะเข้านอน” ว่าแล้วหวังซิ่วอิงก็เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงสองบุรุษที่นั่งเงียบจ้องมองกองไฟ
“เ้าคงมิรู้ ข้าเป็ผู้อัญเชิญห้วงกวี แต่หาได้เป็ผู้ใช้พลังิญญาไม่” อยู่ๆกังหยงก็กล่าวออกมา มันโยนหัวมันเผาที่เพิ่งสุกให้หยุนเสวี่ยเฟิง แต่เ้าหนุ่มน้อยกลับเฉยเมยทำให้หัวมันเผาตกลงลนพื้นหญ้า
“เหตุใดจึงได้วางแผนกระทำเช่นนั้น ดูเหมือนท่านกำลังรนหาที่ตาย” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว คำพูดจาของมันมิได้ถนอมน้ำใจเลยแม้แต่น้อย จะมีใครบ้างเล่าที่จะยังญาติดีกับผู้ที่กลั่นแกล้ง
“หากว่าข้าไม่ทดสอบเช่นนั้น ข้าจะไว้วางใจให้เ้าส่งของบางอย่างให้ข้าได้อย่างไร?”
“ส่งของ? ใช่ว่าท่านว่าจ้างให้ส่งหีบเงินหรอกหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตาฉายแววสงสัย
“ในโลกนี้ย่อมมีชั้นเชิงในการกระทำ หากว่าข้าส่งหีบเงิน มันจะดึงดูดเพียงกลุ่มโจรป่าทั่วไป แต่หากว่าข้าลงรายละเอียดในภารกิจว่าส่งสิ่งมีค่าที่เหนือล้ำไปกว่านั้น มันจะดึงดูดสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า” กังหยงหรี่ตากล่าว หยุนเสวี่ยเฟิงก็รับรู้ได้ในทันที เพียงแค่โจรป่าทั้วไปในตอนนี้ย่อมไม่คณามือของมัน อย่างมากระดับของพวกมันคงไม่เกินยี่สิบเท่านั้น แต่หากว่ามันต้องปะทะกับผู้ฝึกิญญาระดับที่สูงกว่ามันแล้ว ทักอย่างจะพลิกผันจากหน้ามือเป็ฝ่าเท้าทันที
“ท่าน้าส่งสิ่งใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาจริงจัง การทดสอบเมื่อครู่ มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปพึงกระทำ สิ่งนั้นย่อมมีค่าสำหรับมันแน่นอน
“สิ่งมีค่านั้นก็คือ...” กังหยงกล่าวเว้นไประยะหนึ่ง มันล้วงเข้าไปในแขนเสื้อคล้ายกำลังควานหาของบางอย่าง หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ถอดถอนหายใจกับท่าทีลีลาของมัน
“ของมีค่านั้นก็คือสิ่งนี้” ว่าแล้วกังหยงก็กางมือทั้งสองออกมา แต่ในมือของมันกลับไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
“ท่านคิดจะล้อข้าเล่นอีกหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วกระตุก มันลุกขึ้นยืนค้ำหัวชายวัยกลางคน
“สิ่งที่ข้าจะให้พวกเ้านำพาไป คือตัวข้าเอง” กังหยงกล่าว
“ดูจากสภาพท่าน คงไม่มีผู้ใดคิดจะดักปล้น แม้แต่โจรป่าเองอาจจะมอบเงินให้ท่านเพราะความเวทนาด้วยซ้ำ.. ข้าไปนอนล่ะ!”
แม้ว่าจะได้สนทนาไม่กี่ประโยค แค่คล้านว่าคนผู้นี้จะก่อกวนหยุนเสวี่ยเฟิงเสียจนมันต้องลุกหนี กังหยงที่เห็นดังนั้นก็กล่าวตามหลังว่า
“ข้ายินดีรับเ้าเป็ศิษย์เพียงผู้เดียว หากว่าเ้าสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับห้วงกวี”
ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงพลันชะงักเท้า มันหันกลับไปสนนาชายวัยกลางคนก่อนจะกล่าวว่า
“ใช่ว่าโลกใบนี้มีเพียงท่านที่ข้าต้องก้มหัวเป็อาจารย์” แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะให้ความสนกับความลับในห้วงกวี แต่ชายตรงหน้าผู้นี้ จะให้มันยอมรับเป็อาจารย์โดยง่ายได้อย่างไร เมื่อคิดได้เล่นนั้นมันก็หันกายกลับไปยังหนึ่งในกระโจม
“พ่อหนุ่ม..”
“ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัว!” หยุนเสวี่ยเฟิงโบกมือก่อนจะเลิกผ้าคลุมกระโจมขึ้นเล็กน้อยแล้วมุดเข้าไปนอน
“ถือว่าเ้าไม่รั้งฟังข้าเอง” กังหยงยิ้มกล่าว จากนั้นมันจึงเอนกายลงนอนข้างกองไฟ การนอนกลางดินกินกลางทรายนี้คล้ายว่าจะเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของมันไปเสียแล้ว
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเข้ากระโจมมา สิ่งแรกที่มันได้รับรู้ได้คือกลิ่นหอมตลบอบอวล แม้ว่ามันจะรู้สึกคุ้นจมูกอยู่บ้าง แต่เนื่องด้วยอาการหัวเสียจากกังหยง มันจึงไม่สนใจสิ่งใด ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนโดยหันหลังให้กับร่างในผ้าห่มที่นอนคลุมโปง
“ไม่ยักรู้ว่าเ้าใช้เครื่องหอมคล้ายหญิงสาว.. บอกไว้ก่อนว่าข้าเป็ชายทั้งแท่ง” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว หลังจากนั้นมันก็หลับไปในทันที
แน่นอนว่าค่ำคืนต้องผันผ่านไปอีกครั้ง ผู้คนใช่ว่าจะต้องหลงอยู่ในนิทราตลอดไป เมื่อร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง มันลุกขึ้นหาววอดยาวนานก่อนจะหันไปมองผู้ที่อยู่ในกระโจมเดี๋ยวกับมัน
“ข้าตื่นสายหรือ?” เมื่อพบว่าเซียวเฉิงเฟยมิได้อยู่ในกระโจมแล้วมันก็เปิดกระโจมออกมายืนด้านนอก ประจวบเหมาะกันกับที่เ้าหน้าแก่กว่าวัยเซียวเฉิงเฟยเปิดผ้าคลุมกระโจมด้านข้างออกมาเล่นกัน หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นดังนั้นมันก็ใจหายวูบ
“เ้าเข้าไปในกระโจมของนางทำไม?!” หยุนเสวี่ยเฟิงฉงนใจ ใช่ว่าเ้าหน้าแก่กว่าวัยกลัวเกรงหญิงสาวหรอกหรือ เหตุใดมันจึงเข้าไปในที่ส่วนตัวของนาง
แต่ทางด้านเซียวเฉิงเฟยที่มันเพิ่งจะตื่นนอน เมื่อได้ยินหยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถาม มันก็ตอบพลางหาวออกมาว่า
“ข้านอนในนี้ั้แ่เมื่อคืน..”
‘แล้วเมื่อคืนข้าหลับนอนกับผู้ใด?!’ หยุนเสวี่ยเฟิงตกตะลึงใบหน้าซีดเผือด หากว่าเ้าหน้าแก่กว่าวัยได้นอนกระโจมด้านข้าง เช่นนั้นแล้วผู้ที่มันหลับนอนด้วยเมื่อคืนก่อนนั้น..
‘หรือว่า...’ หยุนเสวี่ยเฟิงหลั่งเหงื่อโทรมกาย มันเหลือบมองไปรอบๆก่อนจะพบเข้ากับดวงตาคมกริบสีชมพูกำลังจ้องมาทางมัน
“แหะๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง มันพยักหน้าลงพร้อมกับจะกล่าวว่า ‘ข้าขออภัย’ แต่หญิงสาวใบหน้าบูดบึ้งกลับขมวดคิ้วชูนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก
หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็เข้าใจได้ในทันที หากว่ามันกล่าวสิ่งใดอีก เ้าปากสว่างเซียวเฉิงเฟยจะต้องสืบความต่อแน่นอน ทางด้านกังหยงที่ได้สังเกตุพฤติกรรมหนุ่มสาวก็ยิ้มเยาะเบาๆ
‘ว่าที่ศิษย์ของข้านั้นร้ายไม่เบา’
“หวังซิ่วอิง เมื่อคืนเ้าได้หลับนอนที่ใด?” เซียวเฉิงเฟยกล่าวถาม เมื่อมันพบว่าเป็หยุนเสวี่ยเฟิงที่นอนในกระโจมด้านข้าง แล้วหญิงสาวเล่า? สตรีทุกนางย่อม้าพื้นที่ส่วนตัว
หวังซิ่วอิงมิได้กล่าวอันใด นางชี้ไปยังถ้ำของเ้าของเ้าหยางถัว เฝิ่นเฟิงที่เห็นดังนั้นก็ร้องท้วงออกมา
“แม๊ะห์!” ความหมายของมันจะบอกว่า ‘ข้านอนผู้เดียวในถ้ำ’
“อ้อ..เป็เช่นนั้น นี่เ้าหน้าสาว! แม้ว่าใบหน้าของเ้าจะมีเค้าโครงหญิงสาว แต่เ้าก็ยังเป็ชาย หากว่าเ้าชอบกระโจมนั้น ก็สมควรแบ่งปันให้นางได้หลับนอนร่วม..”
โครม!
พายุเพลิงสีขาวอยู่ๆก็พลันปรากฏขึ้น พัดเอาทั้งเซียวเฉิงเฟยทั้งกระโจมของมันปลิวว่อนไปไกลลิ่ว
“อ๊าก.. ข้าทำผิดอันใด..” เ้าหน้แก่กว่าวัยร้องเสียงหลง หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ยิ้มหน้าชา หากว่ามันปากสว่างแม้แต่น้อย สภาพของมันจะได้เป็เยี่ยงนี้แน่นอน
เื่ราวยามเช้าของกลุ่มจรจัดยังคงคล้ายวุ่ยวายดังเช่นวันก่อนหน้า และแม้ว่าความผิดพลาดใดๆในกลุ่มนี้จะรุนแรงเพียงใด แต่กลับมีบางอย่างที่ค่อยๆเติบโตขึ้นมาอีกเล็กน้อย นั่นคือความผูกพันฉันมิตรภาพ หากว่าเป็กลุ่มอื่นที่นำพาความยุ่งยากมาสู่สมาชิกแล้ว กลุ่มนั้นย่อมแตกพ่ายเป็แน่ แต่กับกลุ่มนี้คล้ายจะมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงเอาไว้ และยังเริ่มเหนียวแน่นขึ้นไปอีก
‘มันไม่เป็เหตุเป็ผล!’ คำกล่าวเดียวผุดขึ้นในใจกังหยง ครั้นเมื่อมันได้พินิจวิเคราะห์กลุ่มนี้ให้ถี่ถ้วน
“ท่าน้าให้พวกเราไปส่งท่านที่เมืองกวงิ?” เซียวเฉิงเฟยที่ยกตนเป็หัวหน้ากลุ่มเอาเองกล่าวขึ้น เรียกสติของกังหยงกลับคืนมาจากห้วงความคิด ในขณะนี้กลุ่มจรจัดได้ฤกษ์งามยามดีนั่งสนทนาเข้าเรืาองเข้าราวกันแล้ว
“ใช่ๆ ส่วนรางวัลภารกิจนั้นก็คือสิ่งนี้” กังหยงกล่าวตะกุกตะกักพลางหยิบม้วนคัมภีร์สีส้มอมเหลืองออกมา นั่นคือสิ่งที่กลุ่มจรจัดได้นำไปประมูลก่อนหน้า
“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดท่านจึงไปประมูลมันแล้วนำมาเป็รางวัลภารกิจ?” หยุนเสวี่ยเฟิงมีข้อกังขา แม้ว่าบัดนี้มันใจเย็นลงแล้ว แต่การกระทำของชายกลางคนผู้นี้ยังคงคล้ายจะไร้เหตุผล
“ข้าเพียงนึกสนุกเท่านั้น กลับกันพวกเ้าอาจจะคิดว่าเงิน9ทองที่ได้รับมาคือค่าจ้างก็ได้ ส่วนคัมภีร์ปราณนี้ค่อยนำไปประมูลที่เมืองกวงิอีกครั้ง” กังหยงตอบ
“เอาล่ะ เราตกลง!” หวังซิ่วอิงคิดหน้าคิดหลังแล้ว ด้วยภารกิจอันแสนจะง่าย แถมได้รับเงินรางวัล9เหรียญทองเทียบเท่ากับภารกิจระดับกลาง รวมทั้งคัมภีร์ปราณที่สามารถนำไปประมูลต่อได้อีก มีหรือที่จะต้องปฏิเสธ
“แต่ข้ามีข้อแม้หนึ่งอย่าง!” กังหยงชูนิ้วขึ้น หนุ่มสาวพลันขมวดคิ้ว หากว่าข้อเสนอนี้กลุ่มจรจัดไม่สามารถกระทำได้ก็คงต้องกลับเข้าเมืองไปหาภารกิจใหม่เสียให้เสียเวลาอีกครั้ง
“เชิญท่านบอกกล่าว” เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะรำคานท่าทีลีลาของกังหยงเล็กน้อย มันจึงกล่าวคาดคั้น
“ข้อแม้มีเพียง.. ตลอดการเดินทางนี้ หยุนเสวี่ยเฟิงเ้าต้องเป็ศิษย์ข้า”
สิ้นคำกล่าวของกังหยง หนุ่มสาวต่างมีสีหน้าที่แตกต่าง หยุนเสวี่ยเฟิงนั้นใบหน้ากลับบูดบึ้ง มันคิดว่าการเดินทางนี้จะอยู่ให้ห่างจากชายผู้นี้เสียด้วยซ้ำไป ส่วนกังหยงยังได้กล่าวเสริมอีกว่า
“และด้วยข้อแม้นี้ ข้ายังจะจ่ายค่าจ้างเพิ่มอีกสี่เหรียญทอง” กังหยงไม่ได้กล่าวปากเปล่า มันหยิบถุงเงินสี่ร้อยเหรียญเงินออกมาวางด้านหน้า
“รับเถอะ เพื่อกลุ่มของเรา” เซียวเฉิงเฟยตบบ่า แม้ว่าเื่เมื่อคืนจะทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงไม่พึงพอใจ แต่ด้วยรางวัลที่เย้ายวนใจแล้ว มีหรือที่เ้าหน้าแก่กว่าวัยจะปฏิเสธ
หยุนเสวี่ยเฟิงคิดหน้าคิดหลังอยู่นาน หวังซิ่วอิงคล้ายจะโอนอ่อนไปทางเงินรางวัลเช่นกัน นางจึงกล่าวว่า
“หากว่ากลุ่มเรามีเงินนี้ เพิ่มเข้ามาในกองกลาง จะทำให้มี9เหรียญทอง ค่าสมัครประลองนั้นหนึ่งคนต่อห้าเหรียญ เรายังต้องหาอีก16เหรียญเผื่ออีกคน ภารกิจที่เ้าได้เห็นมานั้น ระดับต่ำได้เงินเพียงไม่กี่เหรียญเงินเท่านั้น” หญิงสาวหาใช่คนที่เห็นแก่เงิน หากแต่เป็เพราะนางได้พินิจพิเคราะห์ให้ดีแล้ว จึงได้โน้มน้าวหยุนเสวี่ยเฟิงอีกคน
หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ฟังเหตุผลดังนั้นมันก็เริ่มวิเคราะห์ต่อ การที่มันได้มอบเงินส่วนตัวทั้งหมดให้กังหยงในวันก่อนหน้าแล้วต้องทำให้คนในกลุ่มต้องเจียดเงินตนเองให้มัน ทำให้ตัวมันมีความผิดอยู่บ้าง หากว่ามันไม่ทำสิ่งใดชดใช้คงไม่เป็การดีเท่าใดนัก
“ก็ได้! แต่เมื่อถึงเมืองกวงิ ข้ากับท่านทางใครทางมัน”
“ดี! ข้าเข้าใกล้ความฝันไปอีกก้าวแล้ว ย๊าฮู้!” เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะลุ้นตัวโก่ง เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงตอบรับมันก็ะโโลดเต้นในทันที
“ถ้าไม่มีอันใดต้องกล่าวแล้ว เช่นนั้นเราก็ออกเดินทาง!” หวังซิ่วอิงยิ้ม การรวมกลุ่มอันแปลกประหลาดนี้ภายภาคหน้าจะเป็เช่นใด สำหรับนางแล้วคงมีเื่ให้ปวดเคียรเวียนเกล้าเป็แน่แท้ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวได้คาดหวังไว้และความคาดหวังนั้นคล้ายจะพบกับแสงเล็กๆที่ปลายอุโมงค์
‘วาสนาของข้า ความโกรธแค้นและบทกวีปลดปล่อย.. ข้ายอมรับมัน’
จบตอน.
- จบเมืองเหว่ยแล้วนะจ๊ะ สถานีต่อไป..กวงิ
- เหง๊าเหงา ขอคอมเม้นต์โหน่ยย
จะว่าไปแล้ว ถึงตอนนี้ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าพื้นเพเื่จะเป็โลกที่คนเก่งๆเวลใกล้จะตันกันหมดแล้วแล้วนะ ส่วนใหญ่80-90 ตันที่90แหละ เ้าเสวี่ยน้อยจะได้โลดแล่นเหมือนเป็ไก่ในโลกนี้ ที่ทุกคนต่างฟาร์มกันจนเทพแล้ว แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่ามันมีแค่นี้นะ เดี๋ยวจะมีการอัพแพทช์อีก ส่วนตัวแพทช์แรกนี้จะเป็ยังไงก็รอชมกันนะ