บทที่ 31 มอบตุ๊กตาดินปั้นให้เสด็จอา
เซวียนเหยียนฟู่หันสายตาไปก็เห็นอวิ๋นอินอินค่อย ๆ หยิบตุ๊กตาดินปั้นออกมาจากแขนเสื้อ มองดูเจ้าตัวที่น่ารักไร้เดียงสา สวมชุดสีดำ บนชุดยังมีมังกรตัวจิ๋วพาดผ่าน จนเซวียนเหยียนฟู่พลันเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นมา
เป็นอย่างที่คิด อวิ๋นอินอินยื่นตุ๊กตาดินปั้นมาเบื้องหน้า กล่าวอย่างภูมิใจว่า “เสด็จอาดูสิเพคะ ตุ๊กตาดินปั้นนี้เหมือนท่านหรือไม่?”
เซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้ว ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ รีบดึงสายตากลับมา เกรงว่าเจ้าตัวอัปลักษณ์นี้จะทำให้สายตาของตนแปดเปื้อน
“เสด็จอาไม่ชอบหรือเพคะ?” อวิ๋นอินอินถือตุ๊กตาดินปั้นไว้ในมือ “ทั้ง ๆ ที่เหมือนเสด็จอาขนาดนี้ ทั้งหล่อเหลาน่าหลงใหล ทั้งสูงส่งและสง่างามเลยนะเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่ที่มีสีหน้าไม่แยแสพลันเลิกคิ้ว ถือว่าสาวน้อยผู้นี้ยังพอมีสายตาอยู่บ้าง
“ข้ามอบให้เสด็จอาเพคะ”
อวิ๋นอินอินยัดตุ๊กตาดินปั้นเข้าไปในมือของเซวียนเหยียนฟู่ ไม่ให้โอกาสเขาปฏิเสธ พอลุกขึ้นได้ก็วิ่งออกไปทันที รอจนร่างผอมบางนั้นหายไปจากสายตา เซวียนเหยียนฟู่ก็ก้มหน้า หยิบตุ๊กตาดินปั้นขึ้นมาอย่างเบามือ วางไว้เบื้องหน้าอย่างพินิจ
มุมปากของเขา โค้งเป็นรอยยิ้มบางอย่างไม่รู้ตัว
“นายท่าน จัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อาต้าเดินเข้ามา ในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าของที่เจ้านายใส่เข้าไปในแขนเสื้อเมื่อครู่คือสิ่งใด?
“อืม ไปเถิด”
เซวียนเหยียนฟู่ลุกขึ้น สีหน้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็นเละเงียบขรึมดังเดิม หลังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ชะงักฝีเท้ากล่าวกับอาต้าว่า “เจ้าไปติดตามองค์หญิงเก้า รับรองความปลอดภัยของนาง”
“หา?” อาต้าประหลาดใจ แต่ก่อนที่เซวียนเหยียนฟู่จะหมดความอดทนเขาก็รีบพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะคุ้มครององค์หญิงเก้าจนกลับถึงตำหนักเย็นอย่างปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
พอเห็นอาต้าจากไปอย่างรวดเร็ว เซวียนเหยียนฟู่จึงได้กลับสู่ศาลาสวนสนอย่างสบายใจ
เมื่อกลับถึงตำหนักด้านใน เขาก็หยิบตุ๊กตาดินปั้นที่อัปลักษณ์ออกมา จากนั้นก็นำมาพินิจอย่างละเอียดอีกครั้ง หัวคิ้วของเซวียนเหยียนฟู่ยิ่งขมวดยิ่งแน่น สาวน้อยผู้นั้นคิดได้อย่างไรว่าเจ้าตุ๊กตาดินปั้นตัวนี้เหมือนตน?
เขาเดินไปเบื้องหน้าชั้นหนังสือ วางตุ๊กตาดินปั้นไว้ในตำแหน่งที่อยู่ในมุมมากที่สุด จากนั้นนำหนังสือเล่มหนึ่งมาบังไว้ เพื่อกันความรำคาญ
กลับมาถึงตำหนักเย็น อวิ๋นอินอินที่นอนอยู่บนเตียง หลายครั้งที่มีความสุขจนหัวเราะออกมา
“เหตุใดวันนี้อินอินจึงได้มีความสุขถึงเพียงนี้เล่า? มีเรื่องใดให้ดีใจหรือ?”
อวิ๋นอินอินอยากแบ่งปันเรื่องน่ายินดีของตนกับพระมเหสีจิ่งจนแทบรอไม่ไหว “เสด็จแม่ ข้าคิดว่าชีวิตของข้าจะเริ่มพลิกกระดานแล้วเพคะ”
“พลิกกระดานหรือ?”
“ก็คือการพลิกดวงเพคะ”
“พลิกดวง?”
เห็นพระมเหสีจิ่งยังคงมีสีหน้างงงัน อวิ๋นอินอินกัดลิ้นทีหนึ่ง นางคงดีใจเกินไป ถึงกับลืมว่าคำพวกนี้ล้วนเป็นคำสมัยใหม่ คนโบราณพวกนี้ยังไม่รู้ว่านี่หมายความว่าอย่างไร ออกแรงคิดไปคิดมา ในที่สุดก็หาคำที่สามารถเข้าใจได้ออกมา
“ก็คือโชคดีแล้วเพคะ เสด็จแม่ โชคดีของพวกเรากำลังจะมาแล้ว”
เห็นสีหน้าของอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความยินดี แม้พระมเหสีจิ่งจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดบุตรสาวจึงกล่าวเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยิ้ม สำหรับนางแล้ว เห็นบุตรสาวแย้มยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นโชคดีเช่นกัน
วันถัดมา อวิ๋นอินอินที่เพิ่งตื่นก็ได้ยินเสียงของหลานเยว่
“เหตุใดหลานเยว่จึงมาตำหนักเย็นได้?” อวิ๋นอินอินลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงุนงง
“องค์หญิงเก้า ทรงตื่นแล้วหรือเพคะ!” สีหน้าของหลานเยว่ร่าเริงอย่างมาก พอเห็นอวิ๋นอินอินยังไม่สวมเสื้อผ้า นางก็ยิ่งยกยิ้มเบิกบานขึ้นไปอีก “มาเช้ามิสู้มาได้เวลาพอดี องค์หญิงเก้า รีบทอดพระเนตรสิเพคะ วันนี้จะทรงชุดกระโปรงตัวไหนดี?”
หลานเยว่กล่าวจบ อวิ๋นอินอินก็เห็นหงรื่อพานางกำนัลตัวน้อยหลายคนเดินเข้ามา ในมือของทุกคนล้วนประคองชุดใหม่คนละหนึ่งชุดและชุดเครื่องประดับ
หนึ่ง สอง สาม…
อวิ๋นอินอินนับจำนวนพลางนึกดีใจ สวรรค์! ทั้งหมดมีถึงแปดชุดพร้อมทั้งเครื่องประดับที่เข้าชุดกันด้วย
ฉากนี้ ทำให้คนที่โตมาจากครอบครัวมนุษย์เงินเดือนธรรมดาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแบบอวิ๋นอินอินตะลึงไปเลย
“หงรื่อ เสื้อผ้าพวกนี้มอบให้ข้าหรือ?”
“เพคะ หอภูษาสวรรค์ส่งมาวันนี้เพคะ เห็นว่าเมื่อคืนอาต้าไปสั่งการไว้ เหล่าอาจารย์พวกนั้นจึงเร่งทำกันตลอดคืน ถึงสามารถรับรองได้ว่าจะยามฟ้าสางจะสามารถส่งมายังตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ทันเพคะ”
อวิ๋นอินอินอ้าปากค้าง ตื่นเต้นจนมือจะสั่น
อาต้าไปสั่งการ นั่นไม่เท่ากับเป็นเสด็จอาสั่งการหรอกหรือ? เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ขาทองคำท่อนใหญ่ท่อนนี้ ตัวข้า… อวิ๋นอินอินเกาะไว้ได้แล้วจริง ๆ
“องค์หญิงเก้า รีบทรงเลือกสวมดูสักชุดสิเพคะ”
อวิ๋นอินอินยื่นมือออกไป “อย่างนั้นสวมชุดสีเขียวของท้องน้ำนั่นเถิด”
“เพคะ”
หลานเยว่และหงรื่อนำอาภรณ์มาสวมให้อวิ๋นอินอินอย่างประณีต จากนั้นก็ประคองนางไปนั่งหน้ากระจกทองเหลือง ช่วยนางเกล้าผมเป็นทรงจันทร์เหินอันประณีต จากนั้นสวมเครื่องประดับศีรษะ ในความสง่างามก็มิได้ทิ้งความน่ารักไปด้วย
อวิ๋นอินอินส่ายหัวให้กระจก มองซ้ายมองขวา จากนั้นลุกขึ้นหมุนตัวอย่างมีความสุข
“เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าสวยหรือไม่ งดงามมากหรือไม่”
หลานเยว่และหงรื่อหัวเราะและผงกศีรษะระรัว “งดงามเพคะ องค์หญิงเก้า พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมที่งดงามจริง ๆ เพคะ”
หงรื่อก็มองนางจนตะลึงไปแล้วเช่นกัน “องค์หญิงเก้า พระพักตร์ของพระองค์มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างแล้ว ยามนี้ดูไปก็ไม่ผอมแล้วเพคะ พอได้แต่งกาย ก็งดงาม… พระองค์ทรงเสวยให้มากอีกเล็กน้อย เชื่อว่าอีกไม่นาน พระองค์จะงดงามยิ่งกว่าองค์หญิงใหญ่เสียอีกเพคะ”
สวยกว่าอวิ๋นพิ่นถิงอีก? อวิ๋นอินอินเอียงคองุนงง แบบนั้นนางไม่โตไปเป็นพวกสาวงามแห่งความหายนะหรอกหรือ?
ในเวลานั้นเอง พระมเหสีจิ่งที่รออยู่ด้านนอกมาตลอดก็เลิกม่านประตูเข้ามา มองดูอวิ๋นอินอินที่ราวกับดอกไม้แรกแย้มยามต้องน้ำค้าง ก็อดที่จะคัดจมูก[1]*ไม่ได้
หากมิใช่เพราะตน อินอินก็คงจะเป็นตี๋กงจู่ที่เปล่งประกายเจิดจรัส ไม่ต้องทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจและการเย้ยหยันพร้อมกับนางมานานหลายปีเช่นนี้
“เสด็จแม่ ข้าสวมอาภรณ์ที่สวยงามถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านยังทรงไม่มีความสุขอีกเพคะ?”
“มีความสุขสิ แม่รู้อยู่ตลอดว่าอินอินของแม่นั้นงดงามที่สุด” พระมเหสีจิ่งกล่าว ยื่นมือที่แสนอ่อนโยนไปลูบใบหน้าด้านข้างของอวิ๋นอินอินอย่างรักใคร่
อวิ๋นอินอินยิ่งยิ้มกว้างดีใจมากกว่าเดิม ตั้งแต่นางเดินทางข้ามมิติมา ทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ
และหลังจากนี้ มันจะยิ่งดีขึ้น ยิ่งดีขึ้น
“ไปเถิด ข้าจะไปให้เสด็จอาทรงทอดพระเนตร” ตอนนี้อวิ๋นอินอินแทบรอไม่ไหวแล้ว
นางจะให้เสด็จอาผู้หล่อเหลาเห็นว่า การที่ลงทุนกับนาง หลานสาวคนนี้ ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน
ระหว่างทางไปตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง อาภรณ์ที่งดงามและเหล่านางกำนัลหลายคนที่ติดตามอวิ๋นอินอิน ก็ถูกอวิ๋นสีหมิ่นและอวิ๋นเหยาเหยาเห็นเข้าแล้ว อวิ๋นสีหมิ่นดึงอวิ๋นเหยาเหยาเข้าไปหลบอยู่ที่ด้านหลังของหิน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอวิ๋นอินอิน
“เจ้าลากข้าทำไมกัน? นี่แค่พบอวิ๋นอินอิน เจ้าก็หวาดกลัวแล้วอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นเหยาเหยาผลักมือของอวิ๋นสีหมิ่นออก เหลือบมองนางด้วยสีหน้าดูแคลน
อวิ๋นสีหมิ่นก็มองอวิ๋นเหยาเหยาด้วยสีหน้าที่มองคนปัญญาอ่อน
“เจ้ารู้สิ่งใดกัน? เจ้าไม่เห็นอาภรณ์บนร่างของอวิ๋นอินอินกับนางกำนัลที่ด้านหลังนางหรือ?”
“ก็เห็นแล้วน่ะสิ แล้วอย่างไร?”
ก็เป็นเพราะได้เห็นแล้ว ในใจของอวิ๋นเหยาเหยาจึงได้อัดอั้น นังปัญญาอ่อนที่เป็นราวมดปลวกในอดีตกลับมีวันที่เจิดจรัสเช่นนี้ได้
“อันใดคือ แล้วอย่างไร?” อวิ๋นสีหมิ่นขยับไปอยู่ข้างกายอวิ๋นเหยาเหยา กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าลืมคำพูดก่อนหน้านี้ของพระสนมเหมยแล้วหรือ ยามนี้อวิ๋นอินอินเป็นเช่นนี้ แปลว่านางได้รับความโปรดปรานจากเสด็จอาอย่างแท้จริงแล้ว เจ้ายังกล้าไปหาเรื่องนางอีกหรือ?”
“หึ ข้าไม่กล้าหาเรื่องหรอก แต่ว่าองค์หญิงใหญ่จะไม่กล้าหาเรื่องอย่างนั้นหรือ?”
[1] คัดจมูก ในที่นี้หมายถึง อาการคัดจมูกที่เกิดจากการอยากร้องไห้