สาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女)

    ตอนที่ 34 โกรธ

            เฉียวซีสวมกอดน้องชายของนางอย่างอ่อนโยนแล้วตบที่บ่าของเขาเบาๆ พลางปลอบโยนเขา “โอ๋ๆ ไม่มีอะไรแล้วข้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยไม่ใช่หรือ ทำให้พี่ชายได้สติก่อนดีกว่าพวกเราควรจะกลับได้แล้ว” ตอนนี้นางกังวลมากว่าพี่ชายของนางจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเขาตื่นขึ้นมาไม่สามารถพูดได้ว่าเขาจะไม่จัดการนางแต่อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้เสียใจกับการกระทำของตน

             

            นางมีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองและนางยังมีความสามารถที่จะปกป้องพวกเขาได้ แต่ตอนนี้นางไม่ต้องการเปิดเผยออกมาต่อหน้าพวกเขาจะกล่าวหานางอย่างไรก็ปล่อยไปเสียเถิดผู้ที่ควรยอมรับโทษอย่างนางจะไม่เลี่ยงความผิดแน่นอนเพียงแต่นางไม่รู้ว่าครั้งนี้นางตีเฉียวซงไปแรงแค่ไหน

             

            “ใช่แล้ว พี่ใหญ่... พี่รองพี่ใหญ่จะโกรธมากหรือไม่” เมื่อนึกถึงพี่ใหญ่ เขาก็หันกลับไปมองพี่รองอีกครั้งใบหน้าของเฉียวไป่เต็มไปด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าหากพี่ใหญ่ตื่นขึ้นมาจะเป็นเช่นไรแม้ว่าครั้งนี้พี่รองจะปลอดภัยกลับมา และไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อยแต่สิ่งที่นางทำลงไปก็ไม่ถูกต้อง

             

            หากพี่ใหญ่โกรธมากจริงๆครั้งนี้เขาคงจะพูดช่วยอะไรพี่รองไม่ได้ ต้องให้นางจดจำไว้สักหน่อยจะเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายไม่ได้

             

            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน คงจะโกรธกระมัง”เฉียวซีกล่าวไปด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่านางไม่รู้จริงๆ แต่อย่างไรเสียเขาน่าจะโกรธแค่ไม่รู้ว่าจะโกรธถึงเพียงใด

             

            “...” ตอนนี้ใบหน้าของเฉียวไป่แข็งทื่อไปในความทรงจำของเขาพี่ใหญ่ไม่เคยโกรธอะไรมากมายมาก่อนไม่สามารถจินตนาการถึงฉากโกรธได้เลยแม้แต่น้อย

             

            “ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ปลุกพี่ใหญ่ก่อนเถอะ”จะฆ่าจะแกงยังไงนางก็รับได้ทั้งหมด หากพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำนางก็จะรับเอาไว้จะไม่หนีจะไม่หลบทั้งสิ้น

             

            “ขอรับ”

             

            ไม่รู้ว่าเฉียวซีทำอะไรกับร่างกายของเฉียวซงผู้ที่ตอนแรกไม่ได้สติกลับฟื้นขึ้นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า ดวงตาทั้งคู่เปิดกว้างรู้สึกมึนงงอยู่บ้างเพียงครู่เดียว ไม่นานก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็วพวกเขากำลังถูกเหล่าอันธพาลสะกดรอยตาม เขาและน้องสาวกำลังโต้เถียงกันหลังจากนั้น... หลังจากนั้นก็รู้สึกเจ็บที่คอ แล้วก็หมดสติไป

             

            “เฉียวซีนับวันเจ้ายิ่งกำเริบเสิบสานมากไปทุกที เจ้ายังคิดว่าข้าเป็นพี่ของเจ้าอยู่ไหมเรื่องในบ้านเจ้าจะตัดสินใจข้าก็ไม่คัดค้าน เพราะข้ามองเห็นความสามารถของเจ้าแล้วข้าสู้เจ้าไม่ได้ แต่วันนี้เล่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้อันตรายถึงเพียงใดเจ้าเคยนึกถึงข้ากับน้องสามบ้างหรือไม่ บ้านหลังนี้มีเจ้าแค่คนเดียวเช่นนั้นหรือ”ครั้งนี้เฉียวซงโกรธเข้าจริงๆ แล้ว โกรธที่นางไม่เห็นหัวตัวเองเลยขอเพียงแค่ร่วมแรงร่วมใจกันชีวิตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ อะไรนั่นพวกเขาร่วมใจกันแล้วจริงหรือ น้องรองฟังคำเขาหรือ หึ ไม่เลยมีแต่จะเอาตัวเองเป็นหลัก

             

            “ข้า... ข้าผิดไปแล้ว” เฉียวซีก้มหน้าคว่ำปาก ท่าทางยินยอมให้ดุด่าว่ากล่าว

             

            “หึ... เจ้าจะไปผิดอะไร เจ้าไม่ผิดบ้านนี้เจ้าเก่งที่สุด แล้วข้าเล่าเป็นอะไร จะมีหรือไม่มีข้าก็ไม่ได้ต่างกันสักนิด”เวลานี้เฉียวซงรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเล็กน้อย ใบหน้าของเขาดูซึมเซา

             

            หลังจากพูดจบเขาก็ลุกขึ้นและเดินไปทางหมู่บ้านเฉียวเพียงลำพัง

             

            ครั้งนี้เฉียวซีทำให้เฉียวซงโกรธมากจริงๆกระตุ้นความหวาดกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในใจของเขาให้พุ่งออกมาเขารู้สึกราวกับคนที่ไร้ชีวิต

             

            “พี่รอง พี่ใหญ่เขา...”เฉียวไป่รู้สึกกังวล ท่าทางของพี่ใหญ่ดูน่ากลัวมาก

             

            “โกรธมาก”โกรธจนเหมือนไม่ต้องการน้องสาวผู้นี้นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นพี่ใหญ่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงเพียงนี้ ไม่สิไม่ใช่เป็นฟืนเป็นไฟ นั่นเป็นเพียงการบอกความคิดภายในของเขาออกมาอย่างสงบเงียบ

             

            นางยอมให้เขาตะคอกใส่นางไม่ได้อยากให้เขาทำท่าทีสงบเงียบเช่นนี้ยิ่งสงบนิ่งยิ่งแสดงให้เห็นว่าในใจของเขาโศกเศร้ามากเพียงใดเช่นนี้จะยิ่งรับมือได้ยากแล้ว ดูเหมือนกับว่าพี่ใหญ่ต้องการตัดความสัมพันธ์กับนาง

             

            ไม่ว่านางจะคิดอะไรอยู่ในใจแต่การกระทำของนางก็ไม่ช้าเลยแม้แต่น้อย รีบจูงมือน้องชายตามไป

             

            ทั้งสามคน มีคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าอีกสองคนเดินตามอยู่ข้างหลัง ตลอดทางทั้งสามไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียวเมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉียวซงก็พุ่งเข้าไปในห้องทันที ไม่สนใจอีกสองคนที่อยู่ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย

             

            เวลานี้เฉียวซีก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรนางไม่เคยหลอกล่อให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้นมาก่อน ครั้งนี้นางถูกพี่ใหญ่โกรธมากจริงๆแล้ว ตลอดทางแม้จะมองเห็นนางก็ทำเป็นมองไม่เห็น สายตาเย็นชาเป็นที่สุด

             

            คืนนี้ดึกมากแล้ว ทำได้เพียงคิดหาหนทางและแก้ไขในวันพรุ่งนี้

             

            “ไปนอนเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”ลูบหัวน้องชายแล้วบอกให้เขากลับไปที่ห้อง

             

            “ก็ได้”ใบหน้าของเฉียวไป่ดูหมดอาลัยตายอยาก เขาหันกลับเข้าห้องไปประตูมักจะเปิดทันทีที่ผลัก แต่ครั้งนี้กลับผลักไม่ได้แล้ว “พี่รอง พี่ใหญ่ปิดประตูไม่ให้ข้าเข้าห้องแล้วข้าเข้าไปไม่ได้” ตอนนี้เขาอยากร้องไห้มาก เขาไม่ได้ทำให้พี่ใหญ่โกรธเหตุใดจึงไม่ให้เขาเข้าไปนอนในห้อง ฮือ... ทำไมเขาจึงน่าสงสารถึงเพียงนี้เป็นความผิดของพี่รองชัดๆ เหตุใดเขาจึงได้รับเคราะห์ไปด้วยเล่า

             

            “...” เปลือกตาของเฉียวซีกระตุกไปมาและมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในใจ แต่จะเป็นเช่นไรนั้นนางก็พูดไม่ถูก“ไปนอนห้องข้าก็ได้ เอาเช่นนี้ก่อนสักคืน” จะปล่อยให้น้องสามไม่ได้นอนก็คงไม่ได้จะแค่คืนเดียวหรือไม่ อย่างไรเสียก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

             

            “ไม่ดีหรอก”เขารู้ว่าชายหญิงอายุเจ็ดปีไม่ควรอยู่ด้วยกันการที่เขานอนร่วมเตียงเดียวกันกับพี่รองหากเรื่องนี้หลุดออกไปจะไม่จมน้ำลายชาวบ้านตายเลยหรือ

             

            “มีอะไรไม่ดีหรือหรือเจ้าจะไม่นอนเลยยันเช้า” เฉียวซีมองเขาอย่างอารมณ์ไม่ดี

             

            “เช่นนั้นก็ไม่เอา ข้าง่วงมากแล้ว”เปลือกตาของเขาใกล้จะปิดเต็มทีแล้ว จะไม่ให้เขานอนได้อย่างไร

             

            “เช่นนั้นก็รีบเข้าไปนอนเสีย”

             

            “อืม...”เขาเข้าไปในห้องพี่สาวอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะปีนขึ้นไปนอนบนเตียงของนาง

             

            เช้าวันรุ่งขึ้นเฉียวซีไปที่ครัวเพื่อทำอาหารตามปกติแต่เมื่อนางมาถึงในครัวนางก็พบว่าหม้อยังร้อนอยู่เห็นได้ชัดว่ามีคนทำอาหารเช้าไปแล้ว แต่นางไม่เห็นอาหารอยู่ในครัวแต่อย่างใด

             

            เปิดที่ที่ใช้เก็บข้าวสารดูทุกอย่างยังคงเหมือนกับเมื่อวาน ไม่มีร่องรอยการจับต้องเลยแม้แต่น้อยเฉียวซีขมวดคิ้วเข้าหากัน ในครอบครัวของนางมีเพียงสามคน นางกับน้องสามยังไม่ตื่นคนที่ทำข้าวเช้าจะเป็นใครนั้นไม่จำเป็นต้องคิด เช่นนั้นก็มีคำถามขึ้นมาพี่ชายใหญ่ของนางตื่นขึ้นมาแล้ว แต่กลับไม่ได้ทำอาหารเช้าให้นางและน้องสามและธัญพืชต่างๆ เหล่านั้นยังไม่ได้ถูกแตะต้อง เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เขากินคืออะไรกัน

             

            นี่เป็นลางว่าเขาอยากจะตัดขาดจากนางและน้องชายหรือแค่เพียงเพราะสิ่งที่นางทำลงไปเมื่อวาน เขาก็คิดจะตัดขาดจากพวกนางแล้วหรือเมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉียวซีก็เริ่มรู้สึกแย่มากทีเดียว รู้สึกปวดใจเป็นที่สุด

             

            ไม่ทำอาหารเช้าแล้วนางวิ่งไปที่ห้องของพี่ชายใหญ่ของพวกเขาโดยตรง ผลักประตูให้เปิด ข้างในว่างเปล่าไม่มีเงาของพี่ใหญ่เลย

             

            ลางสังหรณ์ไม่ดีเมื่อคืนเข้ามากระทบหัวใจของนางอีกครั้งความรู้สึกกระวนกระวายใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พี่ใหญ่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่นิดเดียวเขาจะไปที่ไหนได้

             

            นางวิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างเร่งรีบแล้วเขย่าคนที่กำลังหลับอยู่ให้ตื่น “น้องสาม ตื่นๆ พี่ใหญ่หายไปแล้ว”

             

            “อะไรนะ” เฉียวไป่ยังคงหลับใหลอยู่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินพี่สาวของเขาพูดว่าพี่ชายคนโตของเขาหายไปจึงเริ่มมีสติขึ้นมาทันที

             

            “ข้าจะไปตามหาพี่ใหญ่ เจ้ารออยู่ที่บ้านนะหากพี่ใหญ่กลับมา อย่าให้เขาหนีไปไหนเด็ดขาด” เฉียวซีรู้สึกเสียใจมากไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้จะร้ายแรงถึงเพียงนี้

             

            แต่ตอนนี้จะรู้สึกเสียใจไปก็ไร้ประโยชน์หาพี่ใหญ่ของนางให้เจอก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า

             

            หลังจากกำชับน้องสามสองสามประโยคเฉียวซีก็ไปตามหาบนภูเขาตามเส้นทางที่ทอดไปตามเชิงเขา

             

            เฉียวซีเดินไปด้วยตะโกนเรียกไปด้วยน่าเสียดายที่แม้ว่านางจะตะโกนอย่างไรก็ไม่มีการตอบกลับเลยแม้แต่น้อยหลังจากค้นหาในภูเขาได้ประมาณสองชั่วยาม ก็ยังคงหาไม่พบ

             

            หาจนทั้งเหนื่อยและหิว นั่งลงบนก้อนหินควบคุมตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แล้วคิดว่าพี่ชายคนโตน่าจะไปที่ใด

             

            ขณะที่คิดน้ำตาก็ไหลอาบลงมาราวกับน้ำไหลหลากยามเขื่อนแตกเมื่อปล่อยให้น้ำตาไหลก็ไม่อาจควบคุมเอาไว้ได้

             

            หลังจากกลับมาเมื่อคืนเฉียวซงไม่ได้นอนเลยในตอนเช้าเขาถ่างตาแพนด้า ไปที่ริมฝั่งแม่น้ำเพื่อหาผักป่ามาใส่ท้องจากนั้นก็วิ่งไปยังสถานที่ที่ฝังพ่อแม่ของเขาอย่างเงียบๆและคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพของพวกเขา แล้วพูดอะไรบางอย่างกับพวกเขาเฉียวซงคุกเข่านานกว่าสองชั่วยามเมื่อพบว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้วจึงเตรียมตัวกลับไป

             

            เนื่องจากเขาคุกเข่านานเกินไปขาและเข่าของเขาจึงชาและวิธีการลุกขึ้นโดยตรงเช่นนี้ทำให้เขาล้มลงกับพื้น โชคดีที่เขาคุกเข่าอยู่แม้จะหกล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก กว่าอาการชาจะหายไป ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่

             

            เมื่อเฉียวซีกลับไปที่บ้านเฉียวซงยังไม่กลับมา คราวนี้เฉียวซีไม่มีเรี่ยวแรงแล้วและนางก็เริ่มไตร่ตรองว่านางผิดไปจริงๆ หรือ

             

            นางผิดไปหรือ ผิดแต่ก็ไม่ผิดแต่ก็ยังผิดเพราะคนอื่นไม่รู้ว่านางมีความสามารถมากเพียงใด แต่ที่นางไม่ผิดก็เพราะนางมีความสามารถมากเช่นกันนางตั้งใจดี แต่นางลืมพิจารณาว่าพวกพี่ชายของนางจะรับได้หรือไม่ พละกำลังของเด็กๆไม่เคยมีมากไปกว่าผู้ใหญ่ในความคิดของพวกเขานางสามารถถูกบีบให้ตายได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

             

            เฮ้อ... เฮ้อ... เฮ้ออออเฉียวซีนั่งถอนหายใจอยู่ในลานบ้าน ภูเขากว้างใหญ่ถึงเพียงนั้นหากพี่ใหญ่ต้องการซ่อนตัวจริงๆ นางจะหาพบได้อย่างไร

             

            “พี่รอง ไม่ไปตามหาพี่ใหญ่แล้วหรือ”เฉียวไป่นั่งลงข้างๆ นาง สีหน้าของเขาดูซึมเซาเป็นอย่างยิ่งท่าทางดูหมดอาลัยในชีวิต

             

            “จะหาอย่างไรกัน ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหนแล้ว”นางยอมให้พี่ใหญ่ตะคอกตวาดใส่นาง ไม่อยากให้เขาหายไปเงียบๆ เช่นนี้พี่ใหญ่อยากจะทิ้งพวกเขาไปแล้วจริงๆ หรือ จะใจร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือแม้แต่โอกาสแก้ตัวก็จะไม่ให้นางเลยหรือ เช่นนี้ดูไม่ใช่ลักษณะนิสัยของพี่ใหญ่เลย

             

            “หรือว่าพี่ใหญ่จะไม่ต้องการข้ากับท่านแล้วจริงๆ”เฉียวไป่ทำหน้ามุ่ยและเอ่ยพร้อมน้ำตา

             

            “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร บางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้”

             

            “ไม่เอา ข้ายังต้องการพี่ใหญ่อยู่ พี่รองพวกเราไปตามหาพี่ใหญ่อีกทีได้ไหม”

             

            “ข้าก็อยากไป แต่ปัญหาคือจะไปหาที่ไหน”ถ้ามีเป้าหมายสักที่หนึ่ง เช่นนั้นจะทำให้อะไรง่ายขึ้นมาแต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีเบาะแสอะไรเลย

             

            “พี่รองพี่ใหญ่จะไปหาท่านพ่อกับท่านแม่หรือไม่” พวกเขาไม่มีญาติสนิทเลยสถานที่ที่พี่ใหญ่น่าจะไปมีเพียงที่นั่นเท่านั้น

             

            “สุสาน โอ๊ยยยย ทำไมข้าจึงคิดไม่ถึงกันนะ”นางก่อเรื่อง ไม่ฟังความพี่ใหญ่พี่ใหญ่จะต้องไปสารภาพผิดที่หลุมศพของพ่อกับแม่แน่ๆหรือบางทีก็อาจจะไปฟ้องพ่อกับแม่ก็เป็นได้ “ไป พวกเราหาพี่ใหญ่ที่สุสานตอนนี้เลย”เมื่อรู้ว่าจะไปที่ใด ทั้งสองพี่น้องก็มีกำลังวังชาขึ้นมาพวกเขามุ่งหน้าไปยังสุสานในทันที

             

            เมื่อเฉียวไป่และเฉียวซีมาถึงสุสานก็เห็นพี่ใหญ่ของพวกเขาล้มอยู่บนพื้น สองพี่น้องหันมองตากันก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปหาเฉียวซง ทั้งวิ่ง ทั้งตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่ใหญ่ท่านเป็นอะไรไปหรือ”

    คล้ายกับเรื่องสาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女) ที่คุณอ่าน