ตอนที่ 24 ปรับความเข้าใจ
เย็นวันนี้ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนในจวนสกุลมู่ต่างรู้สึกว่าค่อนข้างอึดอัดกว่าปกติอยู่ไม่น้อย เนื่องจากคุณชายสามผู้ที่เคยร่าเริงกลับมิได้มาร่วมโต๊ะ เหลือเพียงองค์หญิงผู้เป็ฮูหยินสามที่นั่งหลังตรงไม่พูดจาเพียงผู้เดียว
“เหตุใดซานเอ๋อร์ถึงไม่มาร่วมโต๊ะเล่า”
“เรียนท่านแม่ ซานเอ๋อร์บอกว่ารู้สึกปวดหัว เลยอยากพักผ่อนเ้าค่ะ”
มู่ฮูหยินเป็ผู้ตอบคำถามของฮูหยินผู้เฒ่าแทน เพราะดูจากอาการของลูกสะใภ้คนเล็กของนางแล้ว ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากสนทนาถึงมู่จิ่นเหยียนมากเท่าใดนัก
“แต่ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ท่านหมอมาดูอาการแล้ว คงเป็เพราะว่า่นี้ซานเอ๋อร์ฝึกวรยุทธ์หนักเกินไป เมื่อตอนกลางวันก็กินไปเสียเยอะ เืลมก็เลยปั่นป่วนเ้าค่ะ”
“ข้าว่าแล้วเชียว อาจารย์หลี่รั้งรออยู่ที่เรือนคราใด สองคนศิษย์อาจารย์เป็ต้องบ้าฝึกยุทธ์พอๆ กัน เอาล่ะ อย่าลืมให้ใครเอาข้าวไปให้ซานเอ๋อร์ด้วยเล่า มา มา พวกเราก็มากินกันเถอะ”
“เ้าค่ะท่านแม่”
ทุกคนในจวนสกุลมู่รับประทานมื้อเย็นกันเป็ที่เรียบร้อยก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตนเอง แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ องค์หญิงผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยากลับไม่สนใจถามไถ่ถึงอาหารเย็นของมู่จิ่นเหยียนเลยสักคำ
หนำซ้ำยังเดินเลยเรือนของเขากลับไปเรือนหลังใหม่ของตนทันที
“มิรู้ว่าองค์หญิงทรงโมโหจิ่นเหยียนเื่ใด ั้แ่กินข้าวแล้วไม่พูดไม่จาสักคำ”
“เื่ของสามีภรรยาก็ต้องมีบ้างเ้าค่ะ ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็ห่วงหรอก คุณชายสามก็โตแล้วมิใช่เด็กๆ”
“เ้ายังไม่รู้อะไร จิ่นเหยียนเห็นแบบนี้หัวสมองข้างในว่างเปล่ายิ่งกว่าใคร ตอนนี้จะรู้ตัวหรือยังว่าองค์หญิงทรงโกรธอยู่”
“ฮะ ฮา ฮา ก็จริงของท่าน”
มู่ชิงซานพูดคุยกับอวี้ฮูหยิน ทั้งคู่ยังรู้สึกเป็ห่วงชีวิตการแต่งงานของน้องตนเองอยู่ไม่น้อย ดูจากท่าทางองค์หญิงที่อารมณ์ไม่ค่อยสงบนิ่งแล้ว เกรงว่าน้องของท่านแม่ทัพคงจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ได้ทำให้คนผู้หนึ่งโมโหเข้าให้แล้ว
ความไม่ใส่ใจภรรยาจะโทษมู่จิ่นเหยียนก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ต้องบอกว่ามู่จิ่นเหยียนเติบโตมาอย่างบุรุษ รายล้อมไปด้วยเหล่าทหาร ดังนั้นเื่เล็กน้อยที่สตรีในห้องหอคิดกัน อย่าคาดหวังว่ามู่จิ่นเหยียนจะคิดได้
ยิ่งเป็เื่อารมณ์ความรู้สึกด้วยแล้ว หากไม่บอกกล่าวให้ชัดเจนเกรงว่าผ่านไปสิบวัน จนคนที่โกรธหายโกรธเคือง ก็ยังไม่รู้ว่ามู่จิ่นเหยียนจะรู้ตัวแล้วหรือยัง ว่าตนคือสาเหตุ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่มู่ชิงซานได้แต่ภาวนาให้มู่จิ่นเหยียนรู้ตัวโดยเร็ว เขานั้นไม่ชอบบรรยากาศขององค์หญิงตอนโมโหเอาเสียเลย ช่างเหมือนกับผู้เป็พระบิดาไม่มีผิด
มู่จิ่นเหยียนบอกหานผู่ยกบะหมี่น้ำมาให้ตนที่เรือนพัก ยังมิได้มีท่าทีว่า้าเดินไปยังเรือนขององค์หญิงเพื่อง้องอน หรือไปอธิบายเื่ราวให้กระจ่าง แต่กลับกำลังลงมือกินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย
“คุณชาย องค์หญิงกินมื้อเย็นเสร็จก็กลับเรือนของนางไม่พูดไม่จาสักคำ ท่านไม่คิดไปหานางหน่อยหรือขอรับ”
“เ้าก็บอกอยู่ว่านางไม่พูดไม่จา แล้วหากข้าไปนางจะพูดกับข้างั้นเหรอ รอให้พรุ่งนี้เช้าให้นางสบายใจ อารมณ์ดีมากกว่านี้ก่อน อีกอย่างข้าก็ยังรู้สึกเพลียๆ ขอนอนต่ออีกสักหน่อย”
“งั้นตามใจท่านขอรับ”
ทั้งคืนมู่จิ่นเหยียนมิได้ไปหาจินอวิ๋นเซียนที่เรือนอย่างที่พูดเอาไว้จริง รอจนตอนเช้าที่ทั้งสองเจอหน้ากันที่โต๊ะอาหาร แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสนทนากันแม้แต่น้อย จนผู้เป็ย่าเห็นท่าทางของหลานแล้ว จึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทน
“ซานเอ๋อร์ เ้ารู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง”
“ข้าไม่เป็อะไรแล้วขอรับท่านย่า ท่านไม่ต้องเป็ห่วง”
มู่จิ่นเหยียนตอบกลับฮูหยินผู้เฒ่าด้วยรอยยิ้ม ที่คนเป็ย่าเห็นแล้วก็สบายใจ แต่ใครจะรู้ว่ารอยยิ้มที่ถูกปั้นแต่งนั้นกลับไม่ถูกใจภรรยาของตนที่นั่งอยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย
‘เกือบจะตายยังบอกว่าไม่เป็อะไร’ จินอวิ๋นเซียนได้แต่ลอบบ่นอยู่ภายในใจ นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสกุลมู่ถึงยอมปิดบังฮูหยินผู้เฒ่าเื่นี้ ราวกับถ้าหากบอกไปว่ามู่จิ่นเหยียนมิใช่มู่ชิงซาน จะเกิดเื่เลวร้ายขึ้นในจวนเสียอย่างนั้น
จินอวิ๋นเซียนเห็นใบหน้าไม่ทุกข์ร้อนของมู่จิ่นเหยียนก็ให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม คนอื่นเขาเป็ห่วงเ้าตัว ทุกคนต่างวิ่งวุ่นกันไปทั่วทั้งเรือน
แต่เ้าตัวกลับทำเหมือนตัวเองนอนหลับไปเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ปี่หวงห้ามมิให้นางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีก ยิ่งคิดจินอวิ๋นเซียนก็ยิ่งหงุดหงิดใจ
หลังจากจบมื้อเช้าคนในจวนสกุลมู่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน จินอวิ๋นเซียนมิได้รั้งรอมู่จิ่นเหยียน หลังจากกล่าวลาทุกคนแล้วก็รีบเดินไปยังเรือนพักของตนทันที
“ยังไม่หายโกรธข้าอีกหรือ”
มู่จิ่นเหยียนที่เดินตามมาข้างหลังเอ่ยถามถึง หลังจากเห็นว่าฮูหยินของตนนั้นเดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหันมาพูดคุยกัน
จินอวิ๋นเซียนได้ยินแล้วแต่กลับไม่พูดโต้ตอบ ยังคงเดินต่อไปยังเรือนของตน อันที่จริงนางไม่ได้โกรธมู่จิ่นเหยียน เพียงแต่รู้สึกไม่เข้าใจและไม่พอใจอยู่บ้าง อาการที่ออกมาจึงกลายเป็ไม่ยอมพูดจากัน
มู่จิ่นเหยียนก็ไม่กล่าวให้มากความ เดินตามนางไปจนถึงเรือนพักของนาง ชุนกงกงที่ยืนอยู่ด้วยรู้สึกหนักใจ มิรู้จะช่วยผู้ใดดี เื่ของสามีภรรยา ก็คงต้องให้คุยกันเอง
คิดดังนั้นแล้วหลังจากที่องค์หญิงและราชบุตรอยู่ในเรือนกันสองคนเพียงลำพัง ตนจึงเป็ฝ่ายปิดประตูลง
“เ้าเข้ามาในเรือนนี้ทำไม”
“นี่ก็เรือนของข้าเช่นกัน ท่านเป็อะไร โกรธเื่ใดกันแน่”
“ข้าหรือจะกล้าโกรธเคืองคุณชายสาม”
“โกรธอยู่จริงๆ ด้วย”
“ไม่ได้โกรธ!!”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ส่ายหัว เอ็นดูให้กับความปากไม่ตรงกับใจขององค์หญิงน้อย ปากบอกไม่โกรธ แต่สายตากิริยาท่าทาง อีกทั้งคำพูดล้วนบ่งบอกออกมาหมดสิ้น
“อืมๆ ไม่โกรธก็ไม่โกรธ แต่จะไม่พูดกับข้าไปเช่นนี้อย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่มีเื่อะไรจะพูดกับเ้า”
“แต่ข้ามี!!”
“เื่อะไร”
“ท่านอยากฟังจริงหรือ”
“เหอะ!! ใครอยากฟัง เ้ามิได้บอกว่ามีเื่อยากจะพูดหรอกรึ”
“ถ้างั้นกระหม่อมจะเล่าเื่เมื่อสิบกว่าปีก่อนของจวนสกุลมู่ให้ฟัง”
มู่จิ่นเหยียนเห็นอาการของจินอวิ๋นเซียนเริ่มสงบลง เลยจูงมือพานางมานั่งที่ตั่งกลางห้อง ก่อนจะเล่าเื่ราวรายละเอียดของเหตุการณ์าเมื่อสิบกว่าปีก่อน
เหตุการณ์ที่ทำให้สกุลมู่เกิดการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำอันเ็ปของทุกคน โดยเฉพาะ ท่านย่าและท่านแม่ของมู่จิ่นเหยียน ผู้ที่ต้องเสียสามีและลูกไปพร้อมๆ กัน
เพียงแต่มู่ฮูหยินจิตใจของนางเข้มแข็ง เพราะว่ายังมีมู่ชิงซานและมู่จิ่นเหยียนให้นางต้องดูแลอยู่ นางจึงสามารถกัดฟันอดทน ก้าวข้ามความทุกข์ใจในวันวานเ่าั้ได้
แตกต่างจากฮูหยินผู้เฒ่าที่สูญเสียสามีที่ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคกันมาจนสร้างครอบครัวที่แข็งแรง แล้วยังต้องมาสูญเสียลูกชายอันเป็ที่รักในเวลาเดียวกัน เื่นี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าถึงขั้นล้มป่วยอยู่บนเตียง ไม่กินไม่นอนไปหลายเดือน เอาแต่พร่ำเพ้อถึงท่านแม่ทัพผู้เฒ่า
หลังจากนั้นเป็ต้นมาเื่ใดที่กระทบ กระเทือนจิตใจของฮูหยินผู้เฒ่า คนสกุลมู่ หรือแม้แต่ทหาร ขุนนางที่สนิททั้งหลาย ต่างพร้อมใจกันหลีกเลี่ยง
มู่จิ่นเหยียนเล่าเื่ราวของตนครั้งรู้ความ และเติบโตมาภายใต้เงาของพี่รอง ส่วนพี่รองเองก็เติบโตมาภายใต้เงาของพี่ใหญ่เช่นกัน เื่นี้อันที่จริงแล้วคนสกุลมู่ไม่มีผู้ใดกล่าวโทษฮูหยินผู้เฒ่าเลยสักคน
การก้าวข้ามความทุกข์ ความเ็ปในใจมิใช่ผู้ใดก็จะกระทำได้ภายในเวลาวันสองวัน
มารดาของตนถึงแม้จะไม่พูด แต่พวกเขาพี่น้องรู้ดีว่า นางมักจะแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องเก็บป้ายิญญาเสมอ รำลึกถึงท่านพ่อและพี่ใหญ่ที่จากไปในา
เพียงแต่ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าล้มป่วย มู่ชิงซานก็เพิ่งจะเริ่มเป็วัยหนุ่ม ส่วนมู่จิ่นเหยียนนั้นแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
นางคือสะใภ้เพียงคนเดียวในสกุลมู่จึงจำเป็ต้องยืนหยัดลุกขึ้นสู้ ประคองจิตใจคนสกุลมู่ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ดูแลเลี้ยงลูกทั้งสอง จนกระทั่งมู่ชิงซานได้เป็แม่ทัพ ตบแต่งภรรยาสกุลอวี้ ที่นับว่าเป็สกุลที่เฉลียวฉลาด กิริยามารยาทงดงาม
หลังจากนั้นงานในจวนสกุลมู่จึงมอบให้อวี้ฮูหยินเป็ผู้ดูแล มู่ฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้พักผ่อนอย่างเช่นทุกวันนี้
ชีวิตของคนในสกุลมู่กว่าจะสงบสุขอย่างเช่นที่เห็น หลายคนต้องผ่านความทุกข์อยากมาเช่นกัน ดังนั้นที่ตนเล่าเื่นี้ให้จินอวิ๋นเซียนฟัง เพียงเพื่อให้นางมองข้ามเื่ความเ็ปทางกายที่ตนได้รับ
และไม่อยากให้นางกล่าวโทษท่านย่า หรือกล่าวโทษใคร แม้นางจะไม่พูดแต่ในสายตาของคนนอกย่อมมองเห็นเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว
“ที่ข้าเล่าให้ท่านฟัง เพราะว่าอยากให้ท่านเห็นว่าทุกคนล้วนมีเื่ที่ต้องลำบากทุกข์ใจกันทั้งนั้น เื่ที่ข้าเจ็บป่วยครั้งนี้ จะโทษท่านย่าก็ไม่ถูก”
“ข้ามิได้จะโทษท่านย่า เพียงแต่ไม่เข้าใจ เหตุใดถึงไม่ยอมบอกว่าเ้ากินไม่ได้ แพ้ถั่วลิสงขนาดนี้ยังฝืนกินมันลงไปอีก”
“ท่านไม่เห็นแววตาแห่งความยินดีของท่านย่าหรือ น้อยครั้งที่ข้าจะเห็นท่านย่ามีความสุขเช่นนี้ ตอนที่ท่านพี่ได้ตำแหน่งแม่ทัพ ท่านย่ายังไม่มีความสุขเช่นนี้เลย”
แน่นอนว่ามู่จิ่นเหยียนรู้ดีว่า ตำแหน่งแม่ทัพนั้นสกุลมู่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใด มิแปลกหากฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้รู้สึกยินดีกับตำแหน่งนั้น แต่ความปลื้มปรีติยินดี กลับปรากฏในวันแต่งงานของพี่รอง วันที่เสี่ยวเป่าถือกำเนิด และอีกครั้งคือวันที่นางรู้ว่ามู่จิ่นเหยียนแต่งงาน
ราวกับว่าความสุขเล็กๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้มีมาให้พบบ่อยนัก มู่จิ่นเหยียนที่เห็นรอยยิ้มที่เจือแววความยินดีที่ล้นปรี่ออกมา มีหรือที่เขาจะปฏิเสธความหวังดีของผู้เป็ย่าได้
จินอวิ๋นเซียนได้ยินเื่ราวโดยละเอียดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใด มู่จิ่นเหยียนจึงตัดสินใจกลืนขนมชิ้นนั้นลงไป
“ต่อไปห้ามเ้ากินอีกแล้วเข้าใจหรือไม่”
“ท่านเป็ห่วงข้าหรือ”
“ใช่!!! ข้าเป็ภรรยาของเ้าจะเป็ห่วงเ้าไม่ได้หรืออย่างไร”
จินอวิ๋นเซียนตวาดกลับมู่จิ่นเหยียนทันที รู้ทั้งรู้ว่านางเป็ห่วง คนตรงหน้ากลับยังมีหน้ามาถามคำถามนี้กับนางด้วยสายตาล้อเลียนอีก
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
อยู่ๆ มู่จิ่นเหยียนก็สุภาพขึ้นมา จนองค์หญิงเหวินเต๋อทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน จึงได้แต่ส่งเสียงเหอะในลำคอ แต่ใบหน้ากลับซ่อนรอยยิ้มไว้บนริมฝีปาก หากไม่สังเกตดีๆ ก็คงจะมองไม่เห็น
“เหอะ”
“ถ้าหายโกรธข้าแล้ว เรามาพูดคุยเื่ของเราอีกเหมือนกัน”
“ใครบอกว่ามีแค่เื่นี้ที่ข้าไม่พอใจ”
“หา!! ยังมีอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง เขานั่งเล่าเื่ราวต่างๆ ยกชาจิบแก้คอแห้งไปไม่รู้เท่าไหร่ นึกว่าจะจบเื่ทุกอย่างแล้ว แต่เหตุใดองค์หญิงน้อยของตนจึงบอกว่ายังไม่จบกันเล่า
หากให้ตนเดา ก็คงจะเป็เื่คำว่า ‘คนอื่น’ เป็แน่ อันที่จริงตนเองก็ไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังเื่ที่เป็หญิง แต่เพียงยังหาโอกาสบอกไม่ได้เท่านั้น อีกอย่างมู่จิ่นเหยียนเองก็ยังไม่รู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร คราวที่หลันฮวารู้ว่าตนเป็สตรี ก็ตอนนั้นใครใช้ให้ตนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดื่มสุราจนเมามาย นางเลยฉวยโอกาสนั้นถึงเนื้อถึงตัวตนเอง
“หรือว่าท่านหมายถึงเื่ที่ท่านไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าข้า”
มู่จิ่นเหยียนมิได้อ้อมค้อมอย่างที่ควรจะทำ เขาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาทัน คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของจินอวิ๋นเซียนที่เดิมเคยสดใสกับถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงระเรื่อจากความเขินอาย
“ทำไมฟังเ้าพูด ถึงดูเหมือนว่าข้าเป็พวกเ้าชู้มากราคะนะ”
“หรือไม่จริงเล่า แค่ท่านมิได้เป็คนเปลื้องผ้าข้า ท่านก็โมโห”
ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น มู่จิ่นเหยียนยังโน้มหน้าเข้าไปใกล้จินอวิ๋นเซียนอีกต่างหาก ทำให้ตอนนี้หน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น
“แล้ว..แล้ว…แล้วทำไมข้าถึงจะเป็คนเปลี่ยนให้เ้าไม่ได้ …ในเมื่อ..เออ..เออ..”
“หืม…เออ..อะไร”
“ก็ในเมื่อข้าแต่งงานเป็ฮูหยินของเ้าแล้ว”
จินอวิ๋นเซียนกล่าวคำนั้นออกมาในที่สุด ความรู้สึกของนางด้านหนึ่งก็เหมือนจะไม่ถูกต้อง นางเป็สตรีในห้องหอเหตุใดต้องรู้สึกโมโหฉุนเฉียวกับเื่ที่ไม่ได้เป็คนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สามีตนเองด้วย ราวกับตัวของนางอยากจะทำเื่แบบนั้นเสียยิ่งกระไร
“เอาไว้ ตอนข้ามีสติครบถ้วนแล้วท่านค่อยมาเปลื้องผ้าข้าดีกว่า รับรองสนุกกว่ากันเยอะ ฮะ ฮา ฮา”
มู่จิ่นเหยียนยังไม่หยุดหยอกล้อจินอวิ๋นเซียน ตอนนี้นางรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวเสียจนอยากได้น้ำเย็นจัดมาลดเพื่อดับร้อน
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกกระชุ่มกระชวยจิตใจ ก็ยังหัวเราะใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม นั่งจิบชาอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับคำพูดที่ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกเขินอายแม้แต่น้อย
‘อันที่จริงแล้ว นางอยู่ในร่างสตรีนี่ก็ดีไม่น้อย’ มู่จิ่นเหยียนที่ชอบฉวยโอกาสหยอกเย้านางในร่างของสตรี รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก หากจินอวิ๋นเซียนอยู่ในร่างของบุรุษ คล้ายจะมีรังสีประหลาดที่ทำให้ตนรู้สึกกริ่งเกรง จนมิกล้าหยอกล้อ แต่กลับมิได้รู้สึกเช่นนั้นยามที่นางอยู่ในร่างของสตรีเลยแม้แต่น้อย