แค่คำพูดไม่กี่คำแต่กลับทำให้นางหน้าชาจนแข็งค้างอีกแล้วหรือกับความสงสัยที่นางมีต่อคนผู้นี้ เขารู้จักนาง? รู้อดีตของนาง? ทั้งยังออกปากห้ามนางฆ่าคนโดยไม่คิดเผื่อว่าคำพูดนี้จะถึงหูนางหรือไม่ไม่เช่นนั้นเขาก็จงใจบอกตรงๆ ว่ารู้เื้ัของนางอย่างกระจ่างชัด
ยามที่พบกันครั้งแรกกระทั่งได้เอ่ยปากพูดคุยถึงรู้ว่าคนผู้นี้มีบางอย่างที่คล้ายนางตอนนั้นนางไม่วางใจคุณชายผู้นี้อย่างไร ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็เช่นเดิมมีแต่จะยิ่งสงสัยในตัวเขามากขึ้นไปอีกหากไม่รีบกำจัดเห็นทีเขาจะกลายเป็หอกข้างแคร่ขวางทางนางในอนาคตอย่างแน่นอน
ถึงอีกฝ่ายจะแสดงชัดว่าดีต่อนางแต่คนประเภทนี้ต่อให้ดึงตัวมาเป็พวกได้ก็ต้องแลกด้วยผลประโยชน์ที่อีกฝ่าย้าสักวันหากนางหมดประโยชน์ขึ้นมาย่อมคิดกำจัดทิ้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่หลอกใช้ตอนที่อยู่ในบ่อนก็เห็นแล้วว่าเขามองแผนการของนางออก
รู้จักนางกระจ่างแจ้งดุจอยู่กลางฝ่ามือเขาเสียด้วยซ้ำไม่ว่าอย่างไรก็ให้รู้สึกน่าสงสัย
"คุณหนูขอรับ"เฉิงอิ้นเห็นหลินหลานหรูเงียบไปทั้งยังกัดนิ้วขมวดคิ้วราวคิดบางอย่างไม่ตกจึงเอ่ยเรียก กระนั้นนางก็ยังไม่ได้ยินผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้นมาอย่างแคลงใจ
"เ้าเคยได้ยินเื่แบบอาวุธปืนในกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซียที่เข้าเมืองมาเมื่อหลายวันก่อนหรือไม่"
เฉิงอิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบ"ไม่มีขอรับ แต่ข้าพอคุ้นหูอยู่บ้างถึงจะไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่แบบอาวุธปืนที่คุณหนูพูดถึงหรือไม่ ทว่า่ที่ท่องยุทธภพข้าพอทราบมาบ้างว่ามีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งใช้แบบอาวุธพิสดารในการหาเงินทำกำไรและใช้เป็สินน้ำใจลอบติดต่อกับตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจเพื่อเบิกเส้นทางการทำการค้าในเมืองนั้นๆ ได้อย่างราบรื่น"
"เช่นนั้นเป็ไปได้หรือไม่ที่เย่าเสวี่ยเฟิ่งจะรู้จักอาวุธชนิดนี้เช่นกัน"
เฉิงอิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อยคุณหนูสงสัยอะไรในตัวคุณชายเย่าเช่นนั้นหรือ "อาจเป็ไปได้ขอรับในเจ้อเจียงสกุลเย่าเป็สกุลที่มีอำนาจมากสุดกลุ่มพ่อค้าจากต่างแดนจึงให้ความสนใจเป็อันดับต้นๆ ในการผูกมิตรเพื่อหาเส้นสายไว้เอื้อผลประโยชน์ในทางการค้ายิ่งเป็อาวุธเกี่ยวกับายิ่งไม่มีทางพลาด คุณชายเย่าถูกเลี้ยงดูมาในจวนแม่ทัพหากรู้เื่แบบอาวุธก็ไม่ถือเป็เื่แปลก"
"เช่นนั้นรึ แต่ถ้าหากไม่ใช่เล่าหากเขาไม่ได้รู้จากกลุ่มพ่อค้าแต่รู้มาด้วยความทรงจำของตัวเอง"พอนึกถึงเื่นี้ ในใจนางอดจะหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้จึงเผลอกำผ้าห่มที่ห่อลำตัวแน่นขึ้นกว่าเดิม
หากเย่าเสวี่ยเฟิ่งมาเกิดใหม่เช่นนางเหมือนกันทั้งยังมีความทรงจำทุกอย่างครบถ้วนคาดเดาได้ว่าชาติก่อนเขาต้องรู้จักนางเป็อย่างดีแน่เพียงแต่นางนึกไม่ออกว่าในชาตินั้นเคยรู้จักเขาหรือไม่
หากไม่ใช่ก็แล้วไปเถอะนางจะคิดว่าเขาเป็เด็กอัจฉริยะคนหนึ่งที่อ่านคนเก่ง และเป็คนมีมนุษยสัมพันธ์ดีจึงคิดพยายามเข้าใกล้นางแต่ถ้าหากใช่อย่างแรกขึ้นมานั่นก็อีกเื่ เป็อีกเื่ที่นางจะปล่อยไปไม่ได้!
ในเมื่อมีคนหนึ่งมาเกิดใหม่ก็ต้องมีอีกหลายๆคนที่มาเกิดใหม่ใช่หรือไม่ ชาติก่อนนางยังไม่รู้เลยว่าผู้ใดวางแผนบีบคั้นชีวิตนางกระทั่งทุกคนในครอบครัวยังตายไม่มีเหลือแล้วชาตินี้เล่านางจะตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นอีกหรือ แค่ครั้งเดียวก็พอแล้วกระมัง
หลินหลานหรูคิดได้ดังนั้นจึงสบตาเฉิงอิ้นอย่างจริงจังแววตานางที่เขาเห็นนั้นเต็มไปด้วยความตื่นกลัวแฝงอยู่ลึกๆ
"ฆ่าเขาซะ"
เฉิงอิ้นตกตะลึงมองหลินหลานหรูอย่างไม่เชื่อหูตัวเองราวกับจะถามให้ชัดว่านางไม่ได้พูดผิดไปใช่หรือไม่
หลินหลานหรูเองก็ไม่รอให้เฉิงอิ้นต้องสงสัยนานชั่วอึดใจต่อมาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"สังหารเย่าเสวี่ยเฟิ่งซะด้วยกำลังของเ้า รอบตัวคนผู้นี้มีกำลังทหารคอยคุ้มกันอยู่ข้าไม่รู้ว่ามีมากแค่ไหน ต่อให้เป็บุตรชายแม่ทัพแล้วอย่างไรเป็พระญาติกับฮองเฮาแล้วอย่างไร หากคนคนนี้คิดสมคบกับศัตรูแล้ววกกลับมาเล่นงานข้าถึงตอนนั้นข้าอาจรักษาชีวิตไว้ไม่ได้"
หลินหลานหรูยังคิดต่อในใจแม้แต่เฉิงอิ้นก็ไม่เว้น หากเมื่อใดที่เขาคิดหักหลังนางเมื่อนั้นนางเองที่จะเป็คนสังหารเขากับมือยิ่งจะทรมานเขาก่อนตายให้สาสมกับที่คิดทรยศความไว้ใจของนาง
ทว่าเฉิงอิ้นรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการสังหารเย่าเสวี่ยเฟิ่งแต่ก็ไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธคำสั่งนี้ของคุณหนู ยามนางระแวงสิ่งใดขึ้นมาไม่ว่าสิ่งนั้นจะสมเหตุสมผลให้ควรระแวงหรือไม่ นางมีแต่จะกำจัดทิ้งท่าเดียวไม่สนเื่ความถูกต้องใดทั้งสิ้น ไม่สนแม้กระทั่งความยุ่งยากที่อาจตามมา
ขอแค่คนผู้นั้นที่นางระแวงหายไปจากโลกนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็พอทราบว่านางไม่ได้ไว้ใจเขาถึงที่สุดดังนั้นจึงตอบรับคำไปด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ขอรับ"
"อ้อ...ตอนเ้าสังหารเขาก็เบามือหน่อยแล้วกันอย่างน้อยเขาก็เคยมีน้ำใจต่อข้า"
หือ? อะไรเรียกว่า 'เบามือ' ที่นาง้าสื่อจะฆ่าคนให้ตายยังต้องใช้คำว่าเบามืออีกหรือ "ได้ ขะ…ขอรับ"
...ต้องยอมรับว่าความสงสัยของหลินหลานหรูลึกเกินคนปกติบวกความหวาดระแวงที่นางจินตนาการเสริม จากคนธรรมดาอย่างเสวี่ยเฟิ่งสามารถกลายเป็มารปีศาจได้ในสายตานางนับว่าครั้งนี้คุณชายเย่าซวยแล้วที่คิดตีสนิทคุณหนูสกุลหลิน
อยากให้นางไว้ใจหรือแต่นางไม่ใช่คนที่ผู้ใดตบเท้าเดินเข้ามาหา พอแสดงตนบอกว่าไว้ใจได้แล้วนางจะเชื่อ
ทว่าเวลาต่อมาหลินหลานหรูพลันใเสียงสะอึกของคนใกล้ตายคนเดียวในห้องจนร้องอุทานออกมาเสียงดัง ไม่วายกระเถิบถอยหลังไปจนชิดขอบเตียงด้านในสุด
เฉิงอิ้นมองอย่างฉงนยามนี้หลินหลานหรูเหมือนคนเสียสติ หวาดระแวงกระทั่งอะไรขยับเล็กๆ น้อยๆยังกลัวไปหมด ไม่รู้ว่าความกล้าในตอนถือมีดไล่ฟันผู้อื่นหายไปที่ใดแล้ว
ชายหน้าไฝคืนสติขึ้นมาครั้งหนึ่งจากนั้นก็งัวเงียแล้วหมดสติไปอีกครั้ง
หลินหลานหรูมองครึ่งคนครึ่งศพเอนหลังพิงโต๊ะเครื่องแป้งครู่หนึ่งก่อนปรับจังหวะหายใจเข้าออกให้คงที่ ตอนท้ายนางเลื่อนสายตาไปมองเงาคนบนกระจกสำริดเงาด้านในกระจกคือใบหน้าของนางเองซึ่งดูขาวซีดไร้สีเืจนน่าใเฉิงอิ้นก็คงสังเกตเห็น ถึงได้เอ่ยขอตัว แล้วบอกให้นางพักผ่อนทันที
เพียงแต่เขาเดินไปถึงแค่กลางห้องก็หันกลับมาถามนาง"ให้ข้าจัดการคนผู้นี้อย่างไรดีขอรับ"
หลินหลานหรูคลายผ้าห่มออกเล็กน้อยพอตั้งสติได้ก็ยืดตัวกะจะมองไปให้ถึงชายหน้าไฝนางมองไม่เห็นหน้าอกอีกฝ่ายขยับขึ้นลงตามแรงหายใจ คงจะใกล้ตายเต็มทีแล้วตอนแทงนางเลี่ยงจุดสำคัญ ว่าจะให้ตายช้าลงสักหน่อยแต่กลับหมดสนุกเพราะเฉิงอิ้นมาขวางเสียก่อน
"ในเมื่อคุณชายเย่าไม่้าให้ฆ่าคนผู้นี้ก็ทำตามเขาหน่อยเป็ไร ก่อนตายเขายังได้ช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งไว้พอไปถึงยมโลกคงไม่เลวร้ายเท่าไรนักหรอก"
กล่าวอีกว่า "รักษาแผลให้หายแล้วค่อยส่งให้พ่อค้าทาสจะอยู่หรือตายต่อจากนี้ก็เป็โชคชะตาของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับข้าแล้ว"
เฉิงอิ้นลากตัวนักเลงหน้าเืผู้นี้ออกไปทันทีบนพื้นห้องจึงมีแต่รอยคราบเืและกลิ่นคาวคลุ้งแสบจมูกข้างโต๊ะเครื่องแป้งยังมีกองเืขนาดใหญ่ซึมไปบนพื้นพรมปักลายเหลียนฮวา[1]ราคาแพง
กล่องเครื่องประดับแตกกระจายไปทั่วห้องส่วนเปลวเทียนเล่มเดียวในห้องชั้นนอกก็อ่อนแสงลงทุกทีและในที่สุดก็ดับไปทั้งห้องจึงตกอยู่ในความมืดในเวลาต่อมา
แม้แต่กระถางไฟสองกระถางยังมอดดับเหลือแต่เถ้าขาวๆไปนานแล้ว เมื่อลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจึงรู้สึกเย็นยะเยียบไปถึงกลางอก
ส่วนด้านนอกลมเริ่มกระโชกแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับอีกไม่ช้าจะเกิดพายุฝนห่าใหญ่ตามมา หลินหลานหรูยังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนั่งมองกิ่งไผ่นอกหน้าต่างไหวเอนตามแรงลม ใบไผ่เสียดสีกันจนเกิดเสียงซ่าซ่าผสานด้วยเสียงหวีดๆ เมื่อลมพัดผ่านช่องแคบของอาคารเรือน
พลันความรู้สึกเบาโหวงในใจตีตื้นขึ้นมาบรรยากาศเช่นนี้เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงมาทันใด
"วันที่ข้าตายลมก็พัดเช่นนี้เหมือนกัน ยังมีกลิ่นคาวเืแบบเดียวกันด้วย"
หลินหลานหรูกำผ้าห่มจิกรอบตัวพอทนไม่ไหวก็ทิ้งตัวลงนอนคลุมโปงบนเตียง กระนั้นก็ยังไม่พอนางรื้อเอาผ้าปูรองเตียงนุ่มๆ มาคลุมอีกชั้นจนมิดศีรษะภายในใจพร่ำบอกตัวเองซ้ำว่าไม่กลัว นางไม่กลัว แต่เสียงนั่นมาอีกแล้ว!
เสียงกระซิบเหตุใดต้องตามหลอกหลอนนางไม่เลิก เหตุใดไม่ไปให้พ้นๆ เสียที"ไปให้พ้นข้า!"
ภายในผ้าห่มแว่วเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาดังต่อเนื่องนานกว่าหลายชั่วยาม จวบจนฟ้าเกือบสว่างถึงได้เงียบไป...
"หึๆ เด็กน้อย" เสียงห้าวเฉกเช่นบุรุษของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นในความมืดอาศัยเสียงลมกระโชกกลบเสียงฝีเท้ายามย่องเข้ามาก่อนหน้านั้นชายหน้าไฝคือผู้บุกรุกไร้ฝีมือ ของจริงคือต่อจากนี้ต่างหาก
หลินหลานหรูหลับไปพร้อมกับความรู้สึกประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวหนาวไม่รับรู้ว่าภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาทีละก้าวกระทั่งเฉิงอิ้นยังไม่ทราบว่าคนผู้นี้แอบซุ่มอยู่เพื่อรอจังหวะลงมือนี่ไม่ใช่เล่นแล้ว
ผู้บุกรุกอำพรางใบหน้ามิดชิดก้าวมายังเตียงพลางล้วงอาวุธมีดจากฝักข้างเอวเตรียมพร้อมสังหารเป้าหมายตามคำว่าจ้าง ไม่รอช้าเงื้อมีดแทงลงกลางอก
ทันใดนั้น มือสังหารพลันชะงักเริ่มไม่แน่ใจว่ามีดสั้นในมือตนจะเจาะทะลุผ้าปูเตียงหนาๆ นี้ลงหรือไม่จึงหยุดคิดชั่วครู่ก่อนยื่นมือไปจับขอบผ้าปูเตียงอย่างระวัง
จากนั้นก็…ดึงออกเร็วไวแทงมีดลงเลย เอ๊ะ?
เดี๋ยวๆมีดกำลังจะฝังเนื้อจำต้องหยุดกะทันหัน มือสังหารเกือบหน้าทิ่ม เหตุใดไม่มีศีรษะ"เด็กน้อยผู้นี้ จะตายอยู่แล้วยังทำข้ามึน"
มือสังหารเปลี่ยนทิศจากหัวเตียงไปยังปลายเตียงก่อนเลิกผ้าห่มแล้วแทงมีดฉึก!
พลันมีผู้ขัดขวาง
มือสังหารดึงมีดกลับก่อนจับพลิกมือปริศนาให้หลุดจากแขนตนหญิงสาวผู้มาใหม่ไม่รอช้าซัดฝ่ามือเข้าสู้ ดึงอีกฝ่ายให้ถอยห่างจากเตียงจากนั้นทั้งคู่ก็ต่อสู้กัน…ออกมือ…วาดเท้า…ตวัดซ้าย…ซัดกลางอก สลับกันพลาดท่าฉากกั้นห้อง ผนัง โต๊ะ ชั้นหนังสือพังไปเป็แทบ
มือสังหารคาดการณ์ว่ารับมือต่อไม่ไหวจึงหลบหนีออกทางประตู
ผู้มาใหม่ที่ต่อสู้กับมือสังหารเมื่อครู่คือหญิงสาวจากสำนักคุ้มภัยหนานเหรินหนึ่งชั่วยามก่อนนางได้รับคำสั่งจากเฉิงอิ้นให้มาทำความสะอาดภายในเรือนก่อนฟ้าสางไม่คาดว่าจะพบมือสังหาร…
ด้านนอกฟ้าสว่างแล้วนางมองคุณหนูที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างลังเลจากนั้นก็ตัดสินใจวิ่งตามมือสังหารออกไป
เช้ามืดของวันเดียวกันมีลมพัดกระโชกแรงอย่างต่อเนื่องเหล่าทหารทั้งในและนอกเมืองถูกเรียกรวมตัวกันอย่างกะทันหันทั้งยังเพิ่มเวรยามรอบจวนสกุลเฉาอย่างแ่า ทหารแต่ละนายต่างถ่างตาไม่กะพริบไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่แต่อย่างใด
ยืนทำสีหน้าเคร่งขรึมป้องกันศัตรูต่อให้เป็ยุงก็ตบไม่เลี้ยง บินมากี่ตัวตายดับอนาถ
"เ้าจะตบยุงแล้วกองรวมกันทำไม"ทหารนายหนึ่งมองเพื่อนร่วมอาชีพตบยุงแล้ววางกองบนใบไม้ พอมองดูยุงเยอะๆเช่นนั้นแล้ว รู้สึก...บอกไม่ถูก มันคันคะเยอขึ้นมาในใจ ขัดหูขัดตายิ่ง
พอคนตบยุงได้ยินสหายเอ่ยถามจึงลุกขึ้นยืนตอบด้วยน้ำเสียงแค้นเคืองพร้อมยกมือทำท่าประกอบ "เ้าดูเ้าเห็นจมูกบวมปูดของข้าหรือไม่ นี่ไม่ใช่ยุงรึ ตบให้ตายกองๆกันไว้เช่นนี้จะได้เผาทีเดียวไม่ให้เหลือซาก …มันสะใจดี!เ้าไม่ลองดูบ้างเล่า"
คนถูกถามตอบไปแล้วแต่คนถูกถามกลับคืนนี่สิ ส่ายศีรษะบอกปฏิเสธทันควัน แค่นึกก็ขนลุกแล้ว
"เ้าตบไปคนเดียวเถอะ ข้ายังอยากกลับเมืองหลวงไปหาลูกและภรรยาอยู่ไม่อยากประมาทจนตัวตาย"
"เ้าคิดมากไป นี่ก็ใกล้เช้าแล้วหัวขโมยที่ใดจะโง่แอบเข้าจวน เ้าก็อย่า..." ทหารนายนั้นพูดยังไม่ทันจบดีก็ชักดาบข้างเอวตั้งท่าป้องกันศัตรู ะโเสียงดังออกไปในความมืดเบื้องหน้า"เป็ผู้ใด!"
ทหารหกนายหน้าประตูจวนสกุลเฉายามนี้ตื่นตัวตามๆกัน มองจ้องไปยังความมืดตาไม่กะพริบ ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังคงเงียบเชียบกระทั่งลมกระโชกพัดเอาใบไม้ปลิวมาครั้งหนึ่ง ร่างทหารหกนายพลันล้มลงบนพื้นดับดิ้นกันทุกคน
ครั้นสายลมสงบ ใบไม้หยุดสั่นไหวเบื้องหน้าศพทหารค่อยปรากฏชายตาบอดพร้อมกระบี่สังหารในมือซ่อนกายไปกับเงามืดยามราตรี
เฉิงอิ้นทะยานตัวข้ามกำแพงจวนเกิดเสียงกระบี่ฟันเนื้อในฉับเดียวดังขึ้นอีกห้าหกครั้งความเร็วที่ใช้สังหารประหนึ่งสายลมแปดทิศพิโรธ
ภายในจวนสกุลเฉาเกิดการต่อสู้กันอึกทึกด้วยว่าทหารเกือบห้าสิบนายกระจายกำลังรอบจวนเฉิงอิ้นขมวดคิ้วให้กับความยุ่งยากนี้เล็กน้อย เดิมทีก็ไม่คิดจะลอบสังหารคนเงียบๆเพราะอยากทดสอบกำลังทหารของอีกฝ่ายที่สุดแล้วจึงวาดกระบี่ในมือปลิดชีวิตทหารนายแล้วนายเล่าด้วยพละกำลังเหลือเฟือ...
ยามนี้ภายในเรือนทางทิศเหนือของจวนสกุลเฉามีคนสองผู้กับเทียนหนึ่งเล่มจุดสว่างข้างโต๊ะอักษร ใจคนผู้หนึ่งสงบนิ่งดังสายน้ำส่วนคนอีกผู้ร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่
"คุณชายขอรับ"ฉางิเอ่ยเร่งอย่างกระวนกระวายผ่านไปหลายเค่อแล้วคุณชายยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
เสวี่ยเฟิ่งกำลังเขียนจดหมายสองฉบับเปลวเทียนข้างโต๊ะสั่นไหวตามแรงลม ทำให้ภายในห้องเกิดเงามืดไหวไปมามองดูแล้วคล้ายคนกำลังวิ่งอยู่ด้านนอกเรือนใจคนเดิมก็ร้อนรนอยู่แล้วยิ่งทำให้อยู่ไม่สุขขึ้นไปอีก
ฉางิขยับใกล้เข้ามาคุกเข่าเอ่ยเร่งคุณชายเป็ครั้งที่สอง "คุณชาย รีบไปกันเถิดขอรับ"
เสวี่ยเฟิ่งได้ยินเสียงคมเหล็กปะทะกันดังใกล้เข้ามาแล้วนับว่าพี่ชายตาบอดท่านนี้ยังออมมือให้เขาอยู่มาก ไปมาอย่างเปิดเผยคิดเตือนให้รู้ล่วงหน้า ทว่าบุกมาอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ช่างไม่กลัวลมพัดเอาเสียงลอยไปถึงหูเพื่อนบ้านสักนิดเหมือนกันทั้งนายทั้งผู้ติดตาม
วรยุทธ์ของชายตาบอดผู้นี้ร้ายกาจเพียงใดพวกเขาสองคนล้วนประจักษ์ดีหลายวันที่เฝ้าสังเกตคุณหนูหลิน พอจะรู้จักนิสัยของนางมาบ้างแต่ไม่คิดว่านางจะหวาดระแวงได้น่ากลัวถึงขั้นนี้ จะเล่นแรงเกินไปหน่อยหรือไม่
"คุณชาย" ฉางิเริ่มไม่ไหวไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้คุณชายตกอยู่ในอันตรายได้
"รออีกเดี๋ยว" เสวี่ยเฟิ่งตวัดพู่กันในมือเร็วขึ้นเมื่อมองใกล้ๆ เขาไม่ได้กำลังเขียน แต่วาดภาพบางอย่างอยู่ ลายเส้นอัปลักษณ์มาก
หลังเขียนทุกอย่างเสร็จสรรพซ่อนฉบับหนึ่งไว้ในหีบเหล็กสำหรับเื่ไม่คาดฝัน อย่างเช่นเขาหายตัวไปหรือที่ร้ายแรงกว่าคือเขาไม่รอดถึงรุ่งสางของวันนี้ ส่วนอีกฉบับใช้ที่ทับกระดาษหัวเสือทับจดหมายบนโต๊ะไว้อีกต่อเอ่ยเรียกฉางิแล้วหลบหายออกจากเรือน
ทหารกว่ายี่สิบนายนอนตายกันเกลื่อนกลาดวรยุทธ์ชายตาบอดถึงขั้นใดกัน ที่เห็นเหมือนจะใช้ไปแค่สองส่วน น่ากลัวเกินไปหรือไม่คุณหนูหลินไปขุดคนเช่นนี้มาจากที่ใด
ทุกครั้งที่ฟาดกระบี่รับมือทหารจะแม่นยำและรุนแรงเสมอคนเห็นยังต้องอึ้งมองกันตาค้าง เชื่อแล้วละว่าไม่ได้ตาบอด
เสวี่ยเฟิ่งขนลุกเกรียวยามเห็นกระบี่ในมือเฉิงอิ้นฟันฉับได้อย่างหนักหน่วงขาไม่ขยับเพราะตะลึงจนลืมว่าต้องหนี เป็ฉางิคว้าตัวคุณชายดึงลงจากกำแพงหลบออกไปทางถนนหลังจวนอย่างเงียบเชียบก่อนปีนป่ายวิ่งลัดเลาะไปบนหลังคาเรือนผู้อื่น
เฉิงอิ้นพังประตูเรือนเข้ามาอย่างรวดเร็วบนตัวของเขาสะอาดสะอ้าน ไม่มีร่องรอยเืสักหยดของทหารให้เห็นกวาดตามองสำรวจภายในห้อง มีเพียงเทียนไขเล่มเดียวจุดสว่างอยู่ข้างโต๊ะอักษรเล่มนี้คงเพิ่งถูกจุด ตัวคนเองก็เพิ่งจะจากไปไม่นานเช่นกัน
เฉิงอิ้นกวาดตามองอีกรอบก่อนหยุดลงที่โต๊ะอักษร ปลายพู่กันยังไม่แห้งสนิทดี หมึกบนแท่นก็ยังเปียกอยู่
บนโต๊ะยังมีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนบนซองกระดาษว่า 'สกุลเย่า เจ้อเจียง' หรือเ้าของจดหมาย้าให้จดหมายฉบับนี่ถึงมือเ้าบ้านสกุลเย่าเช่นนั้นคงปล่อยไปไม่ได้
การเป็ศัตรูกับคนทั้งกองทัพไม่ใช่เื่ดีจึงพับเก็บจดหมายที่ค่อนข้างหนักนี้ไว้ในอกเสื้อจากนั้นก็ปัดเทียนไขเล่มเดียวนี้ร่วงลงบนโต๊ะกระดาษกับกองหนังสือหลายเล่มบนนั้นเป็เชื้อไฟอย่างดีไม่นานไฟก็ลุกลามขยายเป็วงกว้าง เฉิงอิ้นจึงได้หมุนเท้าเดินออกจากเรือนแล้วตามสองนายบ่าวที่คิดหลบหนีไป
เพื่อจบเื่นี้เขาจำเป็ต้องสังหารตามคำสั่ง
บนถนนทางทิศตะวันตกของเมืองเสวี่ยเฟิ่งพร้อมฉางิคาดไว้แล้วก่อนมุ่งมาทางนี้ ด้านหน้าอีกประมาณหนึ่งลี้(ห้าร้อยเมตร) ก็ถึงประตูเมือง อาศัยทหารเฝ้าประตูเมืองช่วยสกัดคนไว้คงพอต่อลมหายใจได้อีกหน่อยกระมัง
ทั้งคู่เห็นแล้วว่าประตูเมืองอยู่ตรงหน้าทว่าทหารหายไปที่ใดหมดเล่า มองสำรวจดูอีกที ที่นอนดำๆ ข้างกำแพงไม่ใช่ทหารหรือ
ฉางิลอบกลืนน้ำลายสะกิดแขนคุณชายให้มองไปทางประตูเหล็กหนาหนัก ด้านในประตูเมืองนั้นมีเงามืดของกำแพงพาดทับคนผู้หนึ่งกำลังยืนถือกระบี่ไป๋เหอพลางกอดอก พิงหลังกับผนังกำแพงด้านในช่องประตูท่าทางราวกับกำลังรอคนมาถึง
…ท่านจะมาเร็วอะไรเยี่ยงนี้
เสวี่ยเฟิ่งเห็นแล้วเช่นกันร่างกายจึงแข็งทื่อโดยไม่ต้องพยายาม แม้แต่เสียงยังหาไม่เจอยามนี้เขาควรทำสิ่งใดเพื่อให้มีชีวิตรอด หนี? หรือจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดไม่ว่าทางไหนล้วนแต่มีจุดจบที่เลวร้ายทั้งสิ้น
________________________________
[1] เหลียนฮวา หรือ ดอกบัว