มู่ไห่เฉินพยายามพาร่างกายที่บอบช้ำก้าวเดินไปยืนข้างศิษย์พี่ เบื้องหน้านั้นคือสำนักที่ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม เห็นเป็เป็ภาพที่ดูแล้วหดหู่ใจยิ่งนัก
ด้านนอกมีศิษย์ไม่กี่คนพยายามเก็บกวาดสำนัก ภาพกับคำพูดของศิษย์พี่พอนำมาประกอบกันแล้วมู่ไห่เฉินก็สามารถเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้โดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม
“ไม่มีผู้ใดสักคนรอดเลยหรือ”
มู่ไห่เฉินหันไปมองหน้าศิษย์พี่ ถามคำถามที่ที่เดาคำตอบได้อยู่แล้ว แต่ในใจก็แอบหวังว่าจะมีใครสักคนรอดเหมือนตนาได้บ้าง
ศิษย์พี่ไม่สบตาแต่ก็พอมองออกว่าแววตาของนางนั้นแดงก่ำ หยดน้ำใสตอนนี้นองอยู่เต็มดวงหน้า เหลือเพียงแค่ไหลรินลงมาบนแก้มเท่านั้น
ร่างมู่ไห่เฉินค่อย ๆ ฟุบลงข้างประตู ทุกอย่างตลอดหลายเดือนมานี่พังทลายลงเพียงค่ำคืนเดียว ทั้งอาจารย์ ลุงหลี่ และสหายในสำนัก
ทำไมกัน เหตุใดโชคชะตาถึงได้เล่นตลกถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ชีวิตในสำนักของมู่ไห่เฉินทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีแท้ ๆ
แล้วเหตุใดเล่าไป๋ซูหลิง ทั้ง ๆ ที่เป็สหายกันมาช้านาน เหตุใดนางถึงต้องทำเช่นนี้
ซูเหมยหลินปาดน้ำตาก่อนจะเดินเข้าไปพยุงมู่ไห่เฉินกลับเตียงอีกครั้ง
“เหตุใดเล่าศิษย์พี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ศิษย์พี่ยื่นบันทึกลับที่เหลือรอดเล่มหนึ่งของอาจารย์ในหอคัมภีร์มาให้มู่ไห่เฉิน
ในบันทึกระบุไว้ สำนักเจ็ดดาราสะท้านภพนั้น แต่เดิมผู้ก่อตั้งเป็หนึ่งในพรรคหมู่มารดาราดับแสง เขาและผู้ร่วมก่อนตั้งหลายคนทรยศพรรคและเข้าร่วมกับสำนักในยุทธภพ ครั้งนั้นทำให้พรรคหมู่มารดาราดับแสงล้มสลาย จนกระทั้งต่อมาถึงได้มีสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพขึ้นมา
มู่ไห่เฉินอ่านบันทึกนี้ฉบับนี้เสร็จก็เพียงพอให้ปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้ แท้จริงแล้วนี่เป็เพียงการแก้แค้นของพรรคหมู่มารดาราดับแสง พวกเขาแฝงตัวมาในสำนักมานานแล้ว ผู้าุโฉางฟงเองก็เป็หนึ่งในนั้น หากดูจากลมปราณที่เขาเรียนรู้ ผู้าุโไป๋ชวนกับไป๋ซูหลินเองก็เช่นกัน และคงมีคนอื่น ๆ ในสำนักอีกเป็แน่
การทำลายสำนักในค่ำคืนเดียวแท้จริงก็ไม่ได้ง่ายนัก พวกเขาต้องมีคนที่ค่อยซ่อนผู้คนจำนวนมากนี้ได้ ต้องอาศัยจังหวะที่สำนักนั้นอ่อนแอที่สุด อีกทั้งปลุกปั่นให้ภายในนั้นแตกแยก เื่การแย่งชิงอำนาจในสำนักแท้จริงแล้วเป็เพียงกลอุบาย แท้จริงพวกเขา้าทำลายล้างตัวสำนักทั้งหมด
พรรคมารนั้นวิธีการเหี้ยมโหด มู่ไห่เฉินก็เพิ่งเข้าใจลึกซึ้งก็วันนี้ ยามนี้เ็ปทั้งร่างกายและจิตใจช่างยากรับมือ
มู่ไห่เฉินหลังจากล้มลงนอนร่างกายที่อ่อนล้ากับสภาพจิตใจที่แตกสลายทำให้เขาหมดสติลงอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เป็วันถัดไป ตอนนี้าแนั้นก็ดีขึ้นมาบ้างแล้ว อย่างน้อยก็เพียงพอพยุงตัวเอง สามารถเดินทางไปพบหมอในเมืองได้
มู่ไห่เฉินเดินไปรอบ ๆ เหมือนิญญาล่องลอยกำลังอยู่ในอากาศ อาคารที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน ทั้งทางเดินและผนังเต็มไปด้วยคราบเืไปทุกหลทุกแห่ง ทุกอย่างล้วนแสดงถึงหายนะครั้งใหญ่ที่พึงผ่านมา
ตอนนี้เหลือศิษย์ในสำนักไม่กี่สิบคนที่กลับมา ศิษย์บางคนเลือกจากไปหลายวันแล้ว บางคนก็ยังไม่รู้จะไปที่ใด หลังจากนี้คงไม่มีอีกแล้วสำนักที่เคยยิ่งใหญ่ จากนี้ไปคงเหลือเพียงชื่อที่ถูกทิ้งไว้ และคงจะลืมเลือนไปในสักวันหนึ่ง
ลานฝึกที่เคยใช้ ถนนที่เคยเดิน ต้นไม้ที่เคยนั่งกินข้าว พื้นหินที่เคยกวาดกับลุงหลี่ทุกเช้าวัน บันไดที่เคยวิ่งขึ้นลง ทุกอย่างล้วนเป็ความทรงจำที่งดงาม ตอนนี้ทุกอย่างนี้จะต้องทิ้งไว้ตรงนี้ ไม่มีอีกแล้วหลังจากนี้
มู่ไห่เฉินและศิษย์พี่เดินออกจากสำนัก แม้แต่กระท่อมลุงหลี่เอง มู่ไห่เฉินเองก็ยังไม่อยากกลับไปดู ทั้งสุขและเศร้ายามนี้ล้วนไม่อยากนึกถึงมัน าแนี้ยังสดใหม่มากนัก ยังไม่อยากหวลนึกถึงสิ่งใด
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสำนักไปตามถนนที่คดเคี้ยว ทั้งสองคนรู้ดีการเดินทางครั้งนี้ จะไม่มีทางจะได้หวลกลับมาอีกเป็ครั้งต่อไป แม้จะเศร้าเพียงใดก็ต้องยอมรับให้จงได้
ระหว่างทางทั้งสองก็ได้พูดคุยหลายเื่ มู่ไห่เฉินเล่าเหตุการณ์คืนนั้นอย่างละเอียด แม้จะหดหู่แค่ไหนแต่มันก็คือความจริง
ส่วนทางซูเหมยหลินนางมาถึงสำนักใน่สายของวัน ตอนที่นางมาถึงสำนักทุกอย่างนั้นก็สายเกินไปแล้ว ผู้คนล้มตายมากมาย กองไฟยังคงลุกโชนหลานที่ กลิ่นคาวเืแล้วเถ้าถ่านคละฟุ้งอยู่ในอากาศ
ตอนนั้นศิษย์หลายสิบคนพยายามหาคนรอดชีวิต ตอนนั้นเผอิญพบว่าเ้ายังมีชีพจรอยู่ ยังดีที่มีคนสกัดจุดห้ามเืไว้ อีกทั้งมีดที่ทิ้มแทงนั้นก็ไม่ถูกสำคัญ เพียงแต่เสียเืมากไปเสียหน่อย
ยามนั้นทั้งสำนักนอกจากเ้าก็ไม่มีผู้ใดเหลือรอด แม้ศิษย์ที่คิดหลบหนีก็ล้วนถูกพบเจอและถูกสังหารสิ้น
ภาพของไป๋ซูหลินที่น้ำตานองหน้าก่อนจากไป คำขอโทษของนางที่บอกกล่าวตอนนั้นวนกลับมาอีกครั้ง บางทีก็คิดว่า ที่มู่ไห่เฉินยังคงรอดถึงตอนนี้ก็เพราะนาง
มู่ไห่เฉินเข้าใจดีว่าที่นางทำไปเพราะความจำเป็ นางคงไม่มีเจตนาจะสังหารเขาจริง ๆ ทั้งสถานการณ์ตอนนั้น และมิตรภาพที่ผ่านมา ทุกอย่างล้วนบอกว่านางจำใจต้องทำ แต่ก็น่าโกรธแค้นนัก เื่เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ทั้งสองนั่งรถม้าผ่านหมู่บ้านตีนเขา น่าแปลกที่ครั้งนี้ไม่มีผู้คนให้ได้พบเห็น
หลังจากมู่ไห่เฉินถามศิษย์พี่ก็ทราบความจริงที่โหดร้าย ชาวบ้านที่ไม่รู้เื่รู้ราวพวกนี้ก็ล้วนถูกสังหารสิ้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้หญิงก็ไม่มีผู้ใดรอดแม้แต่เพียงผู้เดียว
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินรู้สึกเจ็บแค้นในอก คนพวกนี้โเี้เกินมนุษย์ไปมาก เื่เหล่านี้ไม่อาจจะให้อภัยกันได้
ทั้งสองเดินทางมาจนถึงเมือง และตอนนี้มู่ไห่เฉินก็ถึงมือหมอจริง ๆ เสียที แผลตอนนี้ยังคงมีเืไหลซึมออกมา ใบหน้าขาวซีด ร่างกายอ่อนแอ สภาพนี้ทำให้ซูเหมยหลินนั้นเป็ห่วงไม่น้อยเลย แม้นางไม่แสดงออกมากนัก แต่ในใจกลับวิตกกังวลเป็อย่างมาก
แต่ละวันที่ผ่านพ้นไป มู่ไห่เฉินโชคดีที่ร่างกายและจิตใจค่อย ๆ ดีขึ้นมาทีละน้อย จนกระทั้งครบเดือนร่างกายของเขาก็แทบจะหายดีเป็ปกติแล้ว
ซูเหมยหลินนางจะเดินทางกลับสำนักหออวี้หลิน นางชักชวนอยากให้มู่ไห่เฉินติดตามไปด้วย และนางเองนั้นพูดดักทางมู่ไห่เฉินไว้ หากถ้าคิดจะแก้แค้นก็ให้ลืมเื่นั้นเสีย กำลังพวกเขาตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะทำเื่เช่นนั้นได้ รักษาชีวิตที่เหลือเอาไว้ให้ดี หากอาจารย์ยังอยู่ ท่านเองก็คงจะพูดเช่นนี้
มู่ไห่เฉินรับปากว่าจะติดตามศิษย์พี่ไปด้วย แม้ในใจจะยินดี ทว่าก็มีบางอย่างที่กวนใจอยู่
หลายวันต่อมาก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องออกเดินทาง ทั้งสองนั่งรถม้าออกจากประตูเมืองและมุ่งหน้าสู่สำนักหออวี้หลิน
มู่ไห่เฉินแม้ดีใจที่ยังมีศิษย์พี่อยู่ข้างกาย แม้ผ่านความเ็ปมาหนักหนา นางก็ยังคงความเป็นางไว้ได้เสมอ
รถม้าวิ่งผ่านสองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่าไม้และทุ่งหญ้า เสียงล้อรถม้าบดไปกับพื้นถนนดิน จังหวะของการเดินทางนั้นช่างสงบสุขอะไรเช่นนี้
“ศิษย์พี่ มีเมืองไหนที่ครึกครื้นน่าสนใจบ้าง”
มู่ไห่เฉินตั้งคำถามด้วยความอยากรู้
“เมืองอู่หลิน เดินทางลงไปทางใต้ไม่กี่วันก็น่าจะไปถึง หากเ้าอยากไปแยกข้างหน้านี้เราคงต้องอำลากันตรงนั้น”
ซูเหมยหลินกล่าวเหมือนรู้ความในใจของมู่ไห่เฉิน ส่วนทางมู่ไห่เฉินแม้ไม่ได้กล่าวแต่ก็เหมือนถูกจับทางได้แล้วว่าตนเองนั้นจะออกเดินทางไกล
“ข้าอยากจะออกไปท่องโลกกว้าง ขอบคุณศิษย์พี่ที่เข้าใจ”
“ไปเถอะ ชีวิตของเ้า เหมาะสมแล้วที่เ้าจะต้องค้นหามันด้วยตนเอง ศิษย์พี่เ้าคนนี้จะอยู่ที่สำนักหออวี้หลินรอต้อนรับเ้าเสมอ”
สิ้นประโยคนางจัดคอเสื้อให้มู่ไห่เฉิน ทิ้งท้ายด้วยบอกให้กินข้าวให้ครบสามมื้อ ดูแลตัวเองให้ดี ยุทธภพของนอกนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค วันข้างหน้าต้องคิดมากให้มากก่อนจะทำอะไร
รถม้าหยุดลงตรงทางแยก มู่ไห่เฉินะโลงรถม้า ก่อนโค้งคำนับศิษย์พี่อย่างน้อมน้อม
นางยิ้มให้ก่อนหยิบถุงเงินแล้วโยนให้มู่ไห่เฉินรับไว้ สายตานางบ่งบอกชัดเจนว่ารับเงินนี้ไว้ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด
มู่ไห่เฉินจำใจรับถุงเงินนี้ไว้ก่อนจะกล่าวอำลาศิษย์พี่
“ศิษย์พี่ท่านถนอมตัวเองด้วย”
“เ้าก็เช่นกัน”
รอยยิ้มศิษย์พี่ค่อย ๆ ห่างออกไป มู่ไห่เฉินทำได้เพียงโบกมือลาด้วยรอยยิ้มและน้ำตา
เขาหันไปตามถนนทอดยาวสู่ทางทิศใต้ หลังจากนี้มู่ไห่เฉินแห่งสำนักเจ็ดดาราได้ตายไปแล้วในค่ำคืนนั้น จากนี้ไปจะเป็ชีวิตของมู่ไห่เฉินที่เขาปรารถนาอยากให้เป็ ไม่มีการผูกมัด ออกท่องทั่วหล้า พบเจอผู้คน ชมวิวทิวทัศน์ตระการตา