เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 34 หัวอกเดียวกัน

    บทที่ 34 หัวอกเดียวกัน

     

                   “ไปเอามาให้ข้าอีก!” เสียงสั่งของอ๋องที่มีอำนาจที่สุดในเมืองหลวงสั่งลูกน้องด้วยความไม่ได้ดั่งใจ

     

                   ...ข้าไม่เคยคิดถึงท่านอีกเลย

     

                   คำพูดของสตรีผู้หนึ่งยังคงดังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จบไม่สิ้นไหนจะพระราชโองการให้นางติดตามไปบำเพ็ญกับไทเฮาที่อารามหลวงทางตะวันตกนั่นอีก!

     

                   นี่นางปฏิเสธเขาแล้วยังจะหนีไปในที่ที่เขาไม่มีทางเห็นนางอีกหรือ!

     

                   นางใจร้ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?

     

                   ความเสียใจจากการถูกปฏิเสธมันก็มากพออยู่แล้วแต่ทำแบบนี้จะต่างอะไรกับการที่เขาถูกทิ้ง!

     

                   มือหนายกไหสุรารินใส่จอกแล้วยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว

     

                   ตั้งแต่ที่ถูกจ้าวซินเยว่ปฏิเสธหลังจากหมดธุระในฐานะขุนนาง ชินอ๋องก็ตรงกลับบ้านและขังตัวเองอยู่ในเรือนของตนหนักเข้าก็เอาแต่ดื่มกลายเป็นคนที่ไม่ทำอะไร วันๆ เอาแต่เมาสุรา

     

                   ในวันที่ไม่มีธุระไปที่ใดก็เอาแต่ดื่มสุราจนกลายเป็นภาพที่คนในจวนอ๋องต่างก็เจ็บปวด เช่นวันนี้ที่ฝนข้างนอกตกลงมาอย่างหนักทำให้ออกไปที่ค่ายไม่ได้ชินอ๋องที่ว่างงานก็เอาแต่ดื่มสุราตั้งแต่หัววัน

     

                   เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าลูกชายของเขากำลังเรียนศิลปะกับจ้าวอี้หยางอยู่ในเรือนข้างเคียง

     

                   ในห้องรับรองเรือนรองของจวนอ๋องที่ซื่อจือกำลังเรียนศิลปะกับอาจารย์จ้าวแม้ฝนจะตก แต่ก็ไม่ได้ตกลงมาหนักพอที่จะกลบเสียงความวุ่นวายในเรือนของท่านอ๋องได้

     

                   จ้าวอี้หยางที่ได้ยินเสียงนั้นบางเบาขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับมองลูกศิษย์ตัวเล็กอย่างเป็นห่วงช่วงหลังๆ นี้ซื่อจือเองก็ไม่ร่าเริงเลย

     

                   แม้จะไม่พูดออกมาแต่การที่เด็กตัวเล็กๆ เจอบรรยากาศแบบนี้คงไม่ดีนัก

     

                   “ท่านอาจารย์จะไปที่ใด”อ๋องน้อยเงยถ้าถามจ้าวอี้หยางที่ลุกขึ้นหลังจากที่ได้ข่าวว่าอาจารย์จ้าวซินเยว่จะตามท่านย่าไป เขาก็รู้สึกเหงามาก ท่านพ่อเองก็เอาแต่เมาสุราจึงติดจ้าวอี้หยางกว่าเดิม

     

                   “ข้าจะไปคุยกับท่านอ๋องสักครู่อยู่รอที่นี่นะเจ้าคะ” จ้าวอี้หยางกล่าวจบก็ฝากบ่าวของตนเองสองสามคำก่อนจะเดินออก

     

                   ใบหน้าสวยมุ่งตรงไปยังเรือนที่อยู่ด้านหน้าที่ติดกันเห็นทหารกำลังพูดคุยและทหารสองคนที่กำลังนำเอาไหสุราเข้าไปยังห้องหนังสือจึงเดินตามไปทันที

     

                   และเมื่อทหารและบ่าวใช้เห็นจ้าวอี้หยางก็ก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความกังวลนางรู้ว่าพวกเขาคงไม่อยากให้ใครมาพบกับเจ้านายของตนในตอนนี้ตอนที่สภาพย่ำแย่ที่สุด

     

                   จ้าวอี้หยางไม่ใช่คุณหนูที่จะเกรงใจอะไรแบบนั้นนางเป็นห่วงซื่อจือและทนเห็นสภาพชินอ๋องไม่ไหวแล้ว จึงเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้น

     

                   ภาพของชินอ๋องที่เคยสงบและสูงส่งยามนี้ผมก็ปล่อย เสื้อผ้าก็ไม่เรียบร้อยเจ้าของห้องเงยหน้ามามองนางด้วยสายตาไม่สบอารมณ์นัก ทั้งที่มือยังถือจอกเหล้าอยู่

     

                   “ใครอนุญาตให้เข้ามา”เสียงเย็นเรียบถามอาจารย์ของลูกชายด้วยความไม่พอใจ นี่มันพื้นที่ส่วนตัวและอีกคนก็ไม่ได้แสดงมารยาทสักนิด

     

                   ส่วนจ้าวอี้หยางเห็นสภาพชินอ๋องก็สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเดินเข้าไปดึงจอกเหล้าในมือของผู้เป็นอ๋องท่ามกลางสายตาเบิกกว้างของเหล่าลูกน้อง

     

                   “จ้าวอี้หยางอย่าคิดว่าสนิทกับข้าแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้นะ เจ้าก็แค่อาจารย์ของลูกชายข้า!”

     

                   “รู้ตัวด้วยหรือเจ้าคะว่าท่านมีลูกชายอยู่!ดูสภาพยามนี้สิ ยังจะบอกว่าท่านคืออ๋องที่ใครต่อใครนับหน้าถือตาอีกหรือ”

     

                   “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร! เอาจอกมาให้ข้า” ร่างสูงตะโกนเต็มเสียงยืนเต็มความสูงข่มหญิงสาวตรงหน้าแม้จ้าวอี้หยางจะกลัวอยู่บ้างแต่ก็ต้องทำตัวใจดีสู้เสือร้ายตัวนี้

     

                   “ข้าหรือที่ไม่เข้าใจท่านต่างหากที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ต่อให้ท่านดื่มจนเมามายก็ไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจของใครได้หรอก!”จ้าวอี้หยางพูดจี้จุด ทำให้ชินอ๋องนึกโมโหสตรีผู้นี้ขึ้นมา

     

                   “แต่นางก็คนที่สำคัญกับข้าที่สุด!”

     

                   เพี๊ยะ!

     

                   มือบางของจ้าวอี้หยางตบลงที่ใบหน้าของชินอ๋องอย่างรุนแรงหลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบท่ามกลางความตกใจของคนในจวน แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาห้ามได้แต่มองอยู่หน้าห้องเท่านั้น

     

                   “เจ้าตบข้าหรือ!?” ใบหน้าของอ๋องที่หันตามแรงค่อยๆหันมามองหญิงสาวตรงหน้าที่น้ำตาคลอเต็มที่ มันแสดงถึงความโกรธออกมาอย่างชัดเจน

     

                   “ใช่! ข้าตบท่าน! ตบเพื่อเรียกสติ ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีท่านคนเดียวแต่ยังมีข้า มีลูกน้องข้างนอกที่ยังเป็นห่วงท่านและยังมีลูกชายที่เชิดชูท่านยิ่งกว่าใครหากจะทำตัวเมาสุราลืมวันลืมคืนเพราะผู้หญิงที่นางไม่ได้รักท่านอย่างที่ท่านคาดหวังเพียงคนเดียวท่านก็ไม่เหมาะจะเป็นเจ้านายใคร ยิ่งไม่เหมาะที่จะมาเป็นพ่อใครหรอก”จ้าวอี้หยางพลั่งพรูคำพูดออกมาทั้งหมด แม้ชินอ๋องจะหงุดหงิดแต่ก็ไม่อาจจะเถียงคำพูดพวกนั้นออกมาได้สักคำ เขามองเห็นลูกน้องที่มองเขาด้วยความเป็นห่วงหน้าประตูแล้วนึกถึงหน้าลูกก็รู้สึกระอายขึ้นมา

     

                   จ้าวอี้หยางเห็นท่าทางเหล่านั้นก็ทำใจเย็นลงก่อนจะหันหลังมองลูกน้องของชินอ๋องที่อยู่หน้าประตูที่เปิดอยู่นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากแขนเสื้อพร้อมกับยื่นให้

     

                   “ไปต้มยาตามเทียบนี้เป็นยาสร่างเมา ทางนี้ข้าจัดการเอง” บ่าวชายรับเทียบแล้วรีบเดินไปในทันทีพร้อมกับจ้าวอี้หยางที่หันมามองร่างสูงที่ยังยืนนิ่งนางตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้เพื่อพาให้อีกฝ่ายนั่งลงตรงที่นั่งโดยนางนั่งลงตรงข้าม

     

                   จากกลิ่นสุราที่คละคลุ้งก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นดื่มไปมากแค่ไหน

     

                   “จวนท่านอ่องไม่มีบ่าวหญิงเลยหรือ”จ้าวอี้หยางถามทหารข้างนอก

     

                   “ก็มีอยู่แต่ท่านอ๋องสั่งเอาไว้ว่าเรือนนี้ห้ามบ่าวสตรีเข้าเด็ดขาดเพราะกลัวว่าบ่าวพวกนั้นจะทำอะไรแปลกๆ” จ้าวอี้หยางพยักหน้ารับพร้อมกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ ที่มือของตน

     

                   “ข้ารักนางไม่แพ้เฉินจือหานแน่แต่ทำไมกัน...”

     

                   “มีแค่เรื่องนั้นเจ้าค่ะที่มันไม่เปลี่ยนแปลง” จ้าวอี้หยางพูดจบ ร่างสูงก็ขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าคมคายซบลงที่ไหล่บาง แม้จะไม่มีเสียงสะอื้นแต่จ้าวอี้หยางก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้

     

                   “เราไม่รู้เลยว่าคนที่เรารักจะรักเราหรือเปล่า ท่านยังดีที่จ้าวซินเยว่ยังหวังดีกับท่าน แต่ข้า บางทีที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้รับความหวังดีใดๆ มาจากอู่หนานฟางผู้นั้นเลยก็ได้”

     

                   นางเองก็พึ่งจะถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงทั้งอีกฝ่ายยังหลอกใช้นาง ทำไมนางจะไม่เข้าใจอีกฝ่ายแต่จะให้นางเสียใจกับสิ่งนั้นนางก็ไม่ขอเอาด้วย ชีวิตนางยังอีกยาวไกลมีอะไรให้ทำอีกมาก

     

                   ตราบใดที่นางยังมีนางยังมีชีวิตก็เชื่อว่าสักวัน นางคงจะได้เจอบุรุษที่นักนางจากใจ ที่จะทำให้นางไม่ต้องเสียใจอีก

     

                   เพราะหากไม่เชื่อแบบนั้นนางก็คงจะตายไปแล้วเช่นกัน

     

     

    ... ... ...

     

     

                   “นั่นคือสตรีตระกูลจ้าวหรือ”เสียงซุบซิบนินทาจากผู้คนรอบข้างกล่าวอย่างมิได้เกรงใจ จ้าวอี้หยางและบ่าวกำลังเดินอยู่ในตลาดเสียงของชาวบ้านก็ดังกระทบโสตประสาท

     

                   สตรีตระกูลจ้าวยามนี้กลายเป็นผู้หญิงที่น่าเวทนาไปแล้วสาเหตุก็เพราะเรื่องที่คนรักของคุณหนูจ้าวทั้งสองได้ตายจาก

     

                   คนยุคสมัยนี้ก็แปลกสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนจะคบใครออกนอกหน้าก็ต้องเป็นบุรุษที่มั่นใจว่าต้องแต่งงานด้วยและหากถูกถอนหมั้นหมาย หรือคนรักตายจาก เหตุผลก็มักจะชี้มาที่สตรีที่ทำให้บุรุษทั้งหลายเจอความฉิบหาย ทั้งที่หลายๆ ครั้งมันก็เกิดจากผู้ชายเอง

     

                   แน่นอนทั้งจ้าวซินเยว่และจ้าวอี้หยางย่อมหลีกหนีคำพูดเหล่านั้นไม่พ้น

     

                   หญิงสาวถอนหายใจพลางสังเกตสายตาของคนรอบข้างต่างก็มองนางอย่างตัดสินไปแล้วว่านางเป็นสตรีที่มีชะตาข่มบุรุษ

     

                   จ้าวซินเยว่ช่างโชคดีจริงๆที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ สำหรับนางอย่างน้อยอดีตคนรักผู้นั้นก็ยังใจร้ายกับนาง หลอกใช้และตายด้วยคำสั่งของฝ่าบาท แต่ข้าวซินเยว่นั้นแตกต่าง หากนางอยู่ไม่แน่ว่านางอาจจะถูกสาปแช่งไปแล้วก็ได้

     

                   “คุณหนูจ้าว”เสียงหวานของสตรีใบหน้าสวยติดรอยยิ้มเล็กน้อย หลิวลู่เสียนดังขึ้นจากข้างๆจ้าวอี้หยาง ทั้งสองคนล้วนแต่เป็นสตรีรุ่นเดียวกันจนก้มหัวให้กันเพียงเล็กน้อย

     

                   “คุณหนูหลิวออกมาจากเรือนได้แล้วหรือ”จ้าวอี้หยางทักทายด้วยรอยยิ้มแต่คำพูดนั้นไม่ได้เป็นมิตรอย่างที่แสดง

     

                   สาเหตุมาจากการที่หลิวลู่เสียนที่เคยแสดงออกว่ารักชอบแม่ทัพมากมายจำเป็นต้องแสดงความเสียใจกับการจากไป

     

            นอกจากนี้ในงานไว้อาลัย นางก็ร้องไห้หนักยิ่งกว่าจ้าวซินเยว่ที่เป็นสตรีตัวจริงของแม่ทัพและนางก็ไม่ออกมาจากเรือนอีก

             

                   “ข้าอยากออกมาเดินเล่นบ้างแต่กลับได้ยินคำพูดไม่ดีเกี่ยวกับท่านและน้องสาว ข้าเลยเป็นห่วง”หลิวลู่เสียนแสดงสีหน้าเห็นใจพร้อมกับพูดที่แสดงความเห็นใจ

     

                   “ขอบคุณหนูหนูหลิวที่เป็นห่วง”จ้าวอี้หยางยกยิ้มไม่ถึงดวงตาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเพื่อรักษามารยาทเท่านั้นก่อนจะหันหลังหมายจะเดินจากไป

     

                   “คุณหนูเล็กจ้าวก็แย่จริงๆหนีอายตามไทเฮาไป ทิ้งให้คุณหนูใหญ่อยู่คนเดียว” บ่าวของตระกูลหลิวพูดขึ้น ร่างบางคนเป็นพี่สาวร่วมตระกูลหยุดนิ่งก่อนจะหันมามองบ่าวขั้นหนึ่งที่ทำหน้าไม่รู้ทุกข์ร้อน

     

                   “คำเชิญของท่านแม่เป็นเจ้าจะปฏิเสธได้หรือ หรือเจ้าเสียดายที่เจ้านายของตนเองไม่ได้รับคำเชิญ”เสียงเรียบของใครบางคนเดินออกมาจากร้านที่พวกนางสนทนาอยู่ตามมาด้วยร่างสูงในชุดสีเข้มกับเด็กเล็กที่จูงอยู่

     

                   “ท่านอาจารย์”เสียงเล็กๆ เรียกจ้าวอี้หยางพร้อมกับก้มหัวทักทายเล็กน้อย

     

                   ส่วนอีกสองคนต่างยืนเงียบก้มหน้าไม่ตอบอะไร

     

                   “จ้าวซินเยว่ไปปรนนิบัติไทเฮาล้วนแต่เป็นความเอาแต่ใจของไทเฮา แต่กลับถูกมองว่าหนีอาย คนที่ควรจะอาย คือคนที่เอาแต่ซ้ำเติมคนที่สูญเสียมากกว่า”ชินอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ มองสองนายบ่าวที่เอาแต่ก้มหน้าพร้อมกับกวาดสายตามองชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้น

     

                   “คุณหนูจ้าวบังเอิญจริงๆ ข้าจะพาลูกชายไปเลือกซื้ออุปกรณ์วาดเขียนพอดีช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่” ชินอ๋องไม่ได้รอให้ใครพูดอะไรแล้วหันไปมองจ้าวอี้หยางที่ยืนเงียบ

     

                   “เจ้าค่ะ”หญิงสาวรับคำอย่างไม่ค่อยแน่ใจคิดว่าชินอ๋องคงแค่อยากพานางออกจากที่แห่งนี้เท่านั้นแต่ก็ยอมเดินตามไปพร้อมกับชินอ๋อง

     

                   จนสุดท้ายชินอ๋องก็ไม่ได้มาซื้อหาของให้ลูกชายแต่อย่างใดชายหนุ่มลากหญิงสาวขึ้นรถม้าแล้วพามาส่งที่จวนสกุลจ้าวและยังขอเข้าไปพูดคุยกับจ้าวอี้หยางด้านในเรือนเจ้าของเรือนก็เลยต้องรับแขกอย่างช่วยไม่ได้

     

                   ทั้งสองคนเดินมานั่งที่นั่งด้านหลังเรือนโดยที่ซื่อจือน้อยออกเดินเล่นรอบๆพร้อมกับสาวใช้ของจ้าวอี้หยางและทหารของชินอ๋องทิ้งให้เจ้านายทั้งสองคนนั่งด้วยกันอย่างเงียบเชียบ

     

                   แม้สาวใช้จะเอาชามาวางไว้ก็รู้สึกเกร็งจนต้องเดินออกไป

     

                   “ท่านอ๋องมีอะไรจะคุยกับข้าหรือไม่เจ้าคะ” จ้าวอี้หยางเริ่มบทสนทนาก่อน

     

                   “อ่าข้าจะมาขอโทษ และขอบคุณคุณหนูในวันนั้น ที่มาเตือนสติข้า” ชายหนุ่มพูดไปมองก็หันไปมองลูกชายที่กำลังเดินเล่นอย่างร่าเริงกับสถานที่ใหม่

     

                   จ้าวอี้หยางรู้ว่ามันหมายถึงเรื่องในวันฝนตกวันนั้นที่นางตบหน้าชินอ๋องในจวน

     

                   “ข้าเองก็ต้องขอโทษท่านด้วยที่ล่วงเกินท่านเช่นนั้น”เพราะหลังจากวันนั้น จ้าวอี้หยางก็ไม่ได้ไปที่จวนของชินอ๋องอีกเพราะนางกลัวและอีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งคนมาเชิญนางด้วย

     

                   “ไม่เป็นไรหรอกบุรุษเช่นข้า โดนตบเรียกสติบ้างก็ไม่เป็นไร” ชินอ๋องหัวเราะแห้งๆแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอีกฝ่ายเลยแต่ที่หลายวันมานี้ไม่ได้ให้คนมาเชิญนางมาสอนลูกชายก็เพราะว่าตัวเขาไม่รู้ว่าต้องทำหน้าอย่างไรตอนเจอนาง

     

                   เพราะเขายังนึกถึงหลังจากนั้นที่ตนเองทำตัวราวกับเด็กน้อยแค่ไหน

     

                   จ้าวอี้หยางยกยิ้มให้กับคำกล่าวของชินอ๋องนางคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว พวกนางต่างก็เจ็บปวดด้วยกันทุกคนแต่หากจะจมอยู่กับมันต่อไป แล้วจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร

     

                   “ท่านอ๋องน่ะเป็นบุรุษที่สตรีทั่วทั้งแคว้นอยากจะแต่งงานด้วย ช่างจ้าวซินเยว่ไปเถอะไว้ข้าจะหาคุณหนูที่นิสัยดีๆ มาแนะนำท่านนะเจ้าคะ”จ้าวอี้หยางกล่าวหยอกล้อบุรุษตรงหน้าด้วยรอยยิ้มตามประสาของนาง

     

                   “ข้าไม่ได้อยากได้สตรีที่นิสัยดีอย่างเดียวต้องรักลูกชายข้าแล้วเข้ากับเขาได้ด้วย”ชินอ๋องพูดไปพลางก็มองลูกชายตัวน้อยที่หัวเราะกับบ่าวของจ้าวอี้หยางไปพลางจนหญิงสาวต้องมองตาม

     

                   “ลูกชายท่านน่ารักขนาดนี้ใครได้เข้าใกล้ก็หลงทั้งนั้น” จ้าวอี้หยางเสริมด้วยรอยยิ้ม

     

                   “ไม่มีใครหวังดีกับเขาเท่าพวกเจ้าสองพี่สองแล้วล่ะสตรีที่เข้ามาต่างก็แสร้งทำเป็นเอ็นดู ไม่มีใครทำให้ข้าแน่ใจได้เลยว่าหากแต่งพวกนางเข้ามาแล้วลูกข้าจะยังปลอดภัย”จ้าวอี้หยางมองชินอ่องด้วยความเห็นใจ

     

                   ตำแหน่งซื่อจือในฐานะลูกชายของชินอ๋องนั้นหอมหวานซื่อจือตัวน้อยยามนี้ก็ไม่มีทั้งมารดา ยิ่งบ้านเดิมไม่ได้แข็งแกร่งไม่มีอะไรการันตีความปลอดภัยได้เลย

     

                   “เป็นท่านนี่ลำบากจริงๆเลยนะเจ้าคะ” เสียงหวานพูด

     

                   “ข้าคิดว่าหลังจากที่องค์รัชทายาทขึ้นบัลลังก์ ทุกอย่างลงตัว ข้าคงลาออกจากราชการ ฐานันดรแล้วไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่สงบ ไร้ยศฐา เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง”ชินอ๋องพูดด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างสงบ

     

                   “ข้าเองก็ฝันว่าอยากอยู่อย่างเรียบง่ายที่เมืองเว่ยเช่นกันเราสองคนนี่ อาภัพเสียจริง”

     

                   “ฮ่ะๆๆๆ”

     

     

    #####