บทที่ 19 ความลับถูกเปิดเผย
“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ ศิษย์น้องซูฝาน”
“ศิษย์น้องซูช่างสง่างามและทรงพลังยิ่งนัก”
“ศิษย์น้อง เ้าพอจะเปิดเผยได้หรือไม่เคล็ดลับที่เ้าบ่มเพาะนั้นคืออะไร? เหตุใดจึงทำให้เ้าทะลวงด่านได้ถึงสองขั้นในเวลาเพียงครึ่งเดือน?”
เมื่อเซวียฉางซานและสวี่ซานอินจากไป เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบข้างก็เริ่มคึกคัก พวกเขาล้อมรอบซูฝานจนแน่นขนัด ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
ทุกคนต่างแสดงท่าทีประจบประแจง
“เคล็ดลับงั้นรึ?” ซูฝานแยกเขี้ยวยิ้ม กล่าวด้วยท่าทางที่น่าจะโดนต่อยเข้าให้สักที “แน่นอนว่าต้องมีพร์ในการบำเพ็ญเพียรที่เหนือกว่าผู้อื่น ไม่เช่นนั้นต่อให้พยายามแค่ไหนก็สูญเปล่า”
ทุกคนต่างทำหน้าดำทะมึน
‘เ้าที่เป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า กล่าวถึงพร์ในการบำเพ็ญเพียรบ่อย ๆ ได้เยี่ยงไรกัน?’
“หากกล่าวถึงเื่พร์ ผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้ ล้วนเหนือกว่าเ้าถึงร้อยเท่าทั้งสิ้น”
“ร่างิญญาไร้ค่าก็คือของเสียงั้นรึ?”
ความคิดของพวกเ้าช่างคับแคบเหลือเกิน
จงดูข้าให้ดี ข้าคือปรมาจารย์อัจฉริยะที่พวกเ้าไม่มีวันตามทัน อุวะฮ่า ๆ” ซูฝานหัวเราะลั่น
ทุกคนต่างเส้นเืปูดโปน อยากจะซัดไอ้คนหน้าด้านคนนี้สักยก มันช่างไร้ยางอายเหลือเกิน ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ เพราะเหลิ่งเยว่ยืนอยู่ข้าง ๆ
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่สิบผู้นี้ เป็ผู้ฝึกตนขอบเขตขยายเส้นลมปราณ เพียงนางผู้เดียวก็สามารถกวาดล้างทุกคนในที่นี้ได้
ทว่าคนอื่นไม่กล้า แต่เหลิ่งเยว่กล้า
เมื่อเห็นซูฝานเริ่มลืมตน นางจึงยกมือขึ้นทันที ตบเข้าที่หน้าผากของซูฝานอย่างแรง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเจ็บนะ”
ซูฝานลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
เหลิ่งเยว่ชายตามองเขาอย่างเหยียด ๆ ก่อนจะเดินตรงไปหาชายอ้วนผู้นั้น
“นางมารชั่วร้าย” ซูฝานพึมพำ
ซูฝานพึมพำด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะก้มลงมองแผลที่ไหล่
โอสถฟื้นาแนี้ช่างวิเศษนัก แผลใหญ่ขนาดนี้ บัดนี้เืหยุดไหลแล้ว แต่กว่าจะหายสนิทคงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน
“เ้าคือจ้าวอวี่สินะ!”
“รอดูเถอะ สักวันข้าต้องสังหารเ้าให้ได้”
ซูฝานเงยหน้ามองไปที่ยอดเขาที่หนึ่ง แววตาวาบขึ้นด้วยประกายเย็นเยียบ ก่อนจะรีบไล่ตามเหลิ่งเยว่ไป
ชายร่างท้วมที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะพนันมองเหลิ่งเยว่ด้วยความเกรงกลัว ก่อนจะยิ้มประจบว่า “ศิษย์พี่ ศิลาิญญาเตรียมพร้อมแล้ว หนึ่งต่อสิบ รวมทั้งหมดหนึ่งแสน ท่านช่วยนับดูด้วย”
ทุกคนพากันมามุงดูกองศิลาิญญาที่กองสูงราวกับูเาลูกน้อย ๆ ต่างรู้สึกทั้งอิจฉาและริษยา
‘ช่างไม่มีสายตาในการมองคนเอาเสียเลย’
‘ก่อนหน้านี้ควรจะเดิมพันข้างซูฝาน เสี่ยงเอาความร่ำรวยจากความอันตราย’
อย่างเ้าอ้วนผู้นี้ แต่เดิมคิดว่าครั้งนี้มันเป็เ้ามือ คงจะเสียจนกางเกงในก็ไม่เหลือ แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าผลลัพธ์กลับได้กำไรมหาศาล
เว้นแต่เหลิ่งเยว่เท่านั้น ทุกคนต่างเดิมพันว่าสวีเจียวเจียวจะชนะ
ตอนนี้สวีเจียวเจียวพ่ายแพ้ให้กับซูฝาน ศิลาิญญาทั้งหมดจึงตกเป็ของชายอ้วนที่เป็เ้ามือ นับว่าร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
ซูฝานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ต่อไปหากมีการเดิมพันเช่นนี้อีก รู้แล้วใช่ไหมว่าควรเดิมพันอย่างไร!”
ทุกคนต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มขื่น
ต่อไปคงไม่มีโอกาสดีเช่นนี้อีกแล้ว เพราะทุกคนต่างรู้ถึงความสามารถของซูฝานไปแล้ว
เหลิ่งเยว่ก็มิได้นับจำนวน เก็บใส่ถุงเก็บของทันที
ศิลาิญญาจำนวนหนึ่งแสนก้อนมิใช่จำนวนน้อย หากจะนับทีละก้อน คงต้องนับกันจนดึกดื่น
เื่จำนวนเงินนั้น เหลิ่งเยว่ยังมั่นใจอยู่ว่าชายอ้วนตรงหน้าคงไม่กล้าหลอกนาง
ซูฝานมองชายอ้วนแล้วยิ้มกว้างพลางเอ่ย “ข้าช่วยเ้าชนะได้มากมายขนาดนี้ เ้าก็น่าจะแบ่งให้ข้าบ้างสิ”
“ไม่ได้ ๆ”
“ครั้งนี้ข้าเป็เ้ามือเปิดโต๊ะพนัน ข้าก็ต้องแบกรับความเสี่ยงด้วย”
ชายผู้นั้นรีบส่ายหน้าไปมา ราวกับคนตระหนี่ที่หวงสมบัติ
หากซูฝานแพ้พนัน อย่างที่ทุกคนกล่าวกัน เขาก็ไม่มีทางชดใช้ได้ คงต้องหนีหายไปในยามราตรี
“จิตใจคับแคบ” ซูฝานแสดงสีหน้าดูแคลน
ชายอ้วนมิได้สนใจอะไรทั้งสิ้น นำถุงเก็บของออกมาแล้วยัดโต๊ะพนันเข้าไปข้างใน จากนั้นก็รีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
มีคำกล่าวที่ว่า อย่าอวดความมั่งมี
ครั้งนี้ได้กำไรมากมายเช่นนี้ ต้องรีบจากไปโดยเร็ว มิเช่นนั้นหากถูกผู้ที่ไม่หวังดีจับตามองเอาไว้คงไม่ดีแน่
เหลิ่งเยว่หันไปมองซูฝาน กล่าวว่า “พวกเรากลับกันเถอะ!”
“ขอรับ” ซูฝานพยักหน้า
ความรู้สึกถึงอันตรายถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
‘สุดท้ายแล้ว มารเฒ่านั่นจะจัดการกับข้าอย่างไรกันแน่’
เหลิ่งเยว่หยิบตราสัตว์ิญญาออกมา จากนั้นเสียงร้องแหลมสูงก็ดังขึ้น เหยี่ยวขนาดมหึมาที่มีอัสนีสีม่วงพัวพันทั่วร่างกางปีกทะยานออกมา
ขนาดร่างของมันใหญ่ถึงสิบกว่าจั้ง ดวงตาที่ใหญ่กว่าหินโม่ของมันคมกล้าอย่าที่สุด
“เหยี่ยวอัสนี!”
“นี่คือสัตว์ขี่ของพี่ศิษย์เหลิ่งเยว่หรือ?”
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“เหยี่ยวอัสนีนั้นเหนือชั้นกว่าวิหคเพลิงมากนัก ว่ากันว่าเร็วดั่งอัสนี สามารถเดินทางได้พันลี้ในหนึ่งวัน”
“และยังไม่หมดเพียงเท่านี้”
“เหยี่ยวอัสนีที่เติบโตเต็มวัยแล้ว จะมีพลังถึงขอบเขตขยายเส้นลมปราณขั้นบริบูรณ์!”
ผู้คนพากันซุบซิบ ความเกรงขามที่มีต่อเหลิ่งเยว่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน
เหลิ่งเยว่คว้าตัวซูฝานไว้แน่น แล้วะโขึ้นไปบนหลังของเหยี่ยวอัสนี เหยี่ยวอัสนีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ก่อนจะหายลับไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
......
เมื่อเห็นซูฝานก้มหน้านิ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดจาสักคำตลอดทาง สีหน้าของเหลิ่งเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความสงสัยออกมา
‘ไฉนจู่ ๆ ถึงเงียบเช่นนี้?’
‘ไม่เหมือนลักษณะนิสัยของเ้าเด็กเวรผู้นี้เลย’
ซูฝานรวบรวมความกล้า เงยหน้ามองเหลิ่งเยว่ แล้วถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านพาข้าออกจากสำนักได้หรือไม่?”
“ออกจากสำนักหรือ?”
เหลิ่งเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ถูกต้อง”
ซูฝานพยักหน้า ทำหน้าเศร้าพลางกล่าว “มารเฒ่านั่นจะต้องฆ่าข้าแน่ ข้าต้องรีบหนีไปโดยเร็ว”
เมื่อได้ยินวาทะนี้ หลิ่งเยว่ก็อดขำไม่ได้
‘เ้าหนูคนนี้เป็โรคหวาดระแวงหรืออย่างไร’
“ก็ไม่ได้อยู่ดี หากปล่อยข้าไป มารเฒ่าผู้นั้นจะต้องมาเอาความกับท่านแน่ ข้ามิอาจปล่อยให้ท่านต้องถูกลงทัณฑ์เพราะข้า
ใช่ วีรบุรุษต้องกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา!”
ซูฝานกำมือแน่น สายตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ท่าทางราวกับพร้อมจะสละชีวิตเพื่อความถูกต้อง
เหลิ่งเยว่ถึงกับกล่าวไม่ออก ‘ยังอวดอ้างว่าเป็วีรบุรุษอีก เ้าก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้นแหละ’
......
ยอดเขาที่สิบ
ณ ยอดเขาภายในถ้ำพำนัก
ซูฝานถูกสวี่ซานอินจ้องมองด้วยสายตาดุดัน
เหลิ่งเยว่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
“ผู้าุโ ท่านจ้องมองศิษย์เช่นนี้ด้วยเหตุใด ศิษย์ได้ทำสิ่งใดผิดพลาดหรือ”
ซูฝานแสดงสีหน้าตื่นตระหนก
สวี่ซานอินไม่กล่าวอะไร มือเอื้อมคว้าลำคอของซูฝานแล้วกระชากเสื้อผ้าบนร่างของซูฝานออกพรวดเดียว
‘มารเฒ่าผู้นี้มีรสนิยมเช่นนี้ด้วยหรือ?’
ซูฝานรีบหนีบขาทั้งสองเข้าหากันแน่น แล้วะโว่า “ผู้าุโ ข้ายังเป็เพียงผู้เยาว์อยู่นะขอรับ ขอความปรานีด้วย...”
“หุบปาก!”
สีหน้าของสวี่ซานอินดำมืดลง จ้องมองซูฝานด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะสะบัดอาภรณ์อย่างแรง
“เ้าคิดว่าข้าเป็ใครกัน? ไอ้เด็กเวร สมควรโดนสั่งสอนนัก!”
แปะ!
กระเป๋าเก็บของใบหนึ่งร่วงลงพื้น
“หืม?” เหลิ่งเยว่มองไปที่กระเป๋าเก็บของ สีหน้าฉายแววใและสงสัย
“แย่แล้ว!” สีหน้าของซูฝานเปลี่ยนไปทันที
สวี่ซานอินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากเก็บถุงเก็บของขึ้นมาและพิจารณาอย่างละเอียด แววตาก็เต็มไปด้วยจิตสังหารถามว่า “เหตุใดถุงเก็บของของสวีตงจึงมาอยู่ในตัวเ้า?”
แต่เดิมเขาเพียง้าค้นดูว่าซูฝานซ่อนของมีค่าอะไรไว้บ้างหรือไม่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะพบถุงเก็บของของสวีตงเข้า
“ข้า...”
ซูฝานกล่าวอึกอัก
สวี่ซานอินขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเข้ม “อย่าบอกนะว่า เ้าสังหารสวีตงหรือ”
“ขะ…ขอรับ ศิษย์สังหารสวีตงไปแล้ว”
“แต่ก็อย่าได้โทษข้าเลย”
“วันแรกที่เข้าสำนัก เขาก็คิดจะแย่งศิลาิญญาของข้า แต่ถูกข้าขู่จนต้องหนีไป ภายหลังเขายังกล้ามากล่าวต่อหน้าท่าน ว่าในตัวข้ามีของล้ำค่าซ่อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขา้าทำร้ายข้า”
“คนจิตใจชั่วร้ายเยี่ยงนี้ หากไม่สังหารเขา จะให้ข้าปล่อยไว้ รอให้เขามาฆ่าข้าหรือ?”
เมื่อการแก้ตัวไม่มีประโยชน์ ก็ยอมรับไปเสียเลย
สวี่ซานอินรู้สึกเหลือเชื่อเป็อย่างยิ่ง มิอาจสงบใจได้เป็เวลานาน จึงถามว่า “เ้าฆ่าเขาได้อย่างไร?”
แม้ว่าเ้าหนุ่มผู้นี้จะมีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงแล้ว แต่การจะสังหารสวีตงก็ไม่ใช่เื่ง่ายดายแต่อย่างใด เนื่องจากสวีตงก็เป็ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงเช่นกัน และยังมีร่างิญญาธาตุด้วย หากอยู่ในระดับเดียวกัน ร่างิญญาธาตุย่อมเหนือกว่าร่างิญญาไร้ค่า
“ข้าลอบโจมตีจากด้านหลังตอนที่เขาไม่ทันระวังตัว” ก่อนที่สวี่ซานอินจะทันได้ถาม ซูฝานก็กล่าวต่อว่า “ส่วนศพนั้น ข้าโยนเข้าไปในป่าให้เป็อาหารสัตว์อสูรแล้ว”
‘จบสิ้นแล้ว!!!’
‘สวีตงเป็ศิษย์ของสวี่ซานอิน บัดนี้เมื่อถูกสวี่ซานอินจับได้ เขาคงไม่ปล่อยให้ข้ารอดพ้นไปได้ง่าย ๆ หรอกนะ’
‘สิ่งที่สำคัญที่สุด… เตาหลอมราชันมารอยู่ในถุงเก็บของ อีกทั้งยังมีไข่มุกปราณโลหิตอยู่ไม่น้อย
หากอนุญาตให้สวี่ซานอินตรวจดูถุงเก็บของ เตาหลอมราชันมารและไข่มุกปราณโลหิตก็คงมิอาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป’