“หลอมกระดูกตอนต้น!”
ครึ่งชั่วยาม[1]ต่อมา ในที่สุด ลู่เฉินก็เปิดเส้นลมปราณต่างๆ ในร่างได้สำเร็จ
ถึงตรงนี้ ก็นับว่าเขาเป็ผู้ฝึกตนเต็มตัวแล้วแม้จะเป็เพียงระดับต่ำสุดอย่างการหลอมกระดูกตอนต้น แต่หากหมั่นฝึกฝนต่อไป ลู่เฉินย่อมแข็งแกร่งขึ้นแน่
เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เขายังเป็เพียงหมอยาระดับต้นธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่มาบัดนี้ ลู่เฉินได้กลายเป็ผู้ฝึกตนระดับต่ำสุดแล้ว
หากชาวเมืองชิงเฟิงมาได้ยินเข้าคงจะใไม่น้อย ที่เขาสามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้ภายในครึ่งชั่วยาม!
แม้แต่ลู่เยี่ยน ซึ่งเป็ผู้มีพร์ที่สุดในบรรดาอนุชนสกุลลู่ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยราวสองเดือน กว่าจะบ่มเพาะพลังได้ นอกจากเขาแล้ว ก็มีเด็กอีกสองสามคนเท่านั้นที่สามารถฝึกพลังได้
“ฝึกต่อ!” ลู่เฉินรับรู้ได้ถึงพลังิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง จึงเริ่มฝึกจิตทันที
ครึ่งชั่วยามต่อมาแม้จะรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่มั่นคงนัก เขาจึงตัดสินใจดื่มโอสถหลอมกระดูกที่ตัวเองปรุงไว้ทันทียาอายุวัฒนะถูกดูดซับและแปรเปลี่ยนเป็ขุมพลังอันแข็งแกร่ง ช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนให้ว่องไวยิ่งขึ้นไปอีก
...
เพียงพริบตารุ่งเช้าของอีกวันก็มาถึง
กึกๆๆ!
เสียงกระดูกกระทบกันเบาๆดังขึ้นภายในร่างของลู่เฉิน
“หลอมกระดูกตอนกลาง!”
“ใช้เวลาไม่ถึงวันข้าก็ทะลวงมาถึงขั้นหลอมกระดูกตอนกลางแล้ว นับว่ารวดเร็วเหลือเชื่อ...”
ลู่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมือสั่นเล็กน้อย เพราะพลังอันเปี่ยมล้นที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง
ตอนนี้ เขาทั้งรู้สึกอัศจรรย์ใจและพรั่นพรึง...
โลกแห่งการฝึกตน ที่ผู้คนต้องใช้เวลานานนับปีกว่าจะก้าวเข้ามาได้แต่เขากลับใช้เวลาไม่ถึงวัน
ทั้งยังมิได้พบอุปสรรคใดๆในการดูดซับพลังของผนึกิญญาเอกภพ ั้แ่ต้นจนจบ เด็กหนุ่มไม่เคยประสบปัญหาคอขวด[2]เลย
ลู่เฉินคิดว่า หากตนใช้โอสถหลอมกระดูกของตนต่อไปไม่ช้าก็น่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูกตอนปลาย หรือเหนือกว่านั้น คือขั้นกายเบาซึ่งเป็ระดับเดียวกับลู่เยี่ยน
ทว่า เดิมทีเขาเหลือยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกเพียงสามขวดดื่มไปแล้วหนึ่งขวด ตอนนี้ก็เหลือแค่สองขวดเท่านั้น หากใช้จนหมด ก็จะไม่มียาเหลืออีกแล้ว
“จะใช้ยาสองขวดนี้มิได้! อืม... เอามันไปขาย แล้วนำเงินมาซื้อวัตถุดิบหลอมยาเพิ่มก็แล้วกัน”
เมื่อตัดสินใจได้ลู่เฉินจึงวิ่งออกจากบ้านไป
…
ลานแยกที่เรือนของลู่เฉินตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากจวนหลัก ทั้งยังอยู่ใกล้ประตูหลังซึ่งไม่ค่อยมีคนใช้งาน เขาจึงลอบออกจากจวนทางนั้นเพื่อเลี่ยงสายตาผู้คนด้วยไม่อยากดึงดูดความสนใจใคร เพราะยามนี้ เขาแค่อยากฝึกพลังเงียบๆ เท่านั้น
สองเค่อต่อมา ลู่เฉินก็ไปถึงหอว่านเป่าซึ่งเป็หอการค้าขนาดใหญ่ของเมืองชิงเฟิง ภายในมีการซื้อขายสินค้ามากมาย เขามิได้มาที่นี่เป็ครั้งแรกแต่มักจะนำยาอายุวัฒนะมาขายเสมอ ย่อมคุ้นเคยกับสถานที่ดี ไม่นานก็ไปติดต่อยังโต๊ะรับซื้อแล้ว
“คุณชายลู่วันนี้ท่านนำยาอายุวัฒนะมาขายอีกแล้วหรือขอรับ?”
พนักงานรับซื้อคุ้นเคยกับลู่เฉินดีแม้เด็กหนุ่มจะไม่อาจเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้ แต่ก็เป็ทายาทสายตรงสกุลลู่ ทั้งยังมีปู่เป็ถึงผู้าุโลำดับสามซึ่งมีพลังแข็งแกร่งที่สุดในตระกูล ดังนั้น คนผู้นี้จึงมีท่าทีสุภาพกับเขามาตลอด
“ใช่แล้วข้านำยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกสองขวดนี้มาขาย” ลู่เฉินกล่าว พร้อมนำขวดยาวางลงบนโต๊ะไม้ทันที
“หืม? นั่นคุณชายลู่เฉินมิใช่หรือ!”
“คุณชายลู่เฉินมาขายยาหรือ? อา... ข้าเกือบลืมไป ว่าคุณชายลู่เฉินก็เป็หมอยาผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองชิงเฟิงเช่นกัน” เสียงถากถางดังมาจากด้านหลัง
เมื่อลู่เฉินหันไปดู ก็เห็นบุรุษในชุดคลุมแพรไหมพร้อมผู้ติดตามสองคนกำลังมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม
นั่นหาใช่ใครอื่น แต่เป็คนที่เขารู้จักดี...หวังตงจากสกุลหวัง หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองชิงเฟิงนั่นเอง!
หากจะว่ากันด้วยความแข็งแกร่งแล้วสกุลลู่ยังด้อยกว่าสกุลหวังอยู่ขั้นหนึ่ง
ส่วนหวังตงผู้นี้ เป็เพียงทายาทสายรองของสกุลหวังเท่านั้นต่างจากลู่เฉิน ซึ่งเป็ทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่
ทว่าน้ำเสียงที่อีกฝ่ายเอ่ยทักทายกลับแฝงไปด้วยความดูิ่ ที่หวังตงกล้าแสดงกิริยาเช่นนี้ เป็เพราะรู้ว่าลู่เฉินไม่อาจฝึกพลังได้ในทางกลับกัน หากทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่เช่นเขา สามารถก้าวเข้าสู่การฝึกฝนหวังตงคงไม่กล้าเฉียดใกล้
“ข้าก็นึกว่าใครที่แท้เป็สุนัขขี้เรื้อนแห่งสกุลหวังนี่เอง!” ลู่เฉินเลิกคิ้วพลางจ้องกลับ ก่อนแสยะยิ้ม
เพราะใบหน้าหวังตงมีแต่รอยกระจนคนเห็นแวบแรกนึกว่าเป็โรคเรื้อน ทั้งนิสัยใจคอก็ไม่น่าคบ ผู้คนในเมืองจึงมักจะเรียกเขาลับหลังว่า‘สุนัขขี้เรื้อน’ ซึ่งหวังตงเองก็รู้เื่นี้ดี
หวังตงคิ้วกระตุกดวงตาที่มองสบไปยังลู่เฉินฉายแววเย็นะเื ถึงนี่จะเป็ฉายาที่ชาวเมืองตั้งให้แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะกล้าเรียกขานต่อหน้า
“ลู่เฉินเ้ากล้าดูถูกข้าเช่นนี้ อยากตายหรืออย่างไร!” หวังตงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะ
“เ้าสารเลวบังอาจดูถูกเ้านายข้า ข้าจะฆ่าเ้า!”
“ลู่เฉินเ้าขยะไร้ค่า!” ลูกสมุนทั้งสองของหวังตง ต่างถลึงตามองเขา
เพราะคิดว่าลู่เฉินเป็เพียงคนธรรมดาพวกเขาจึงกล้าเผชิญหน้าเช่นนี้
“คุณชายลู่เฉินใจเย็นๆ เถิด หวังตงผู้นี้มีชื่อเสียงไม่ดีนัก!” พนักงานร้านที่ยืนอยู่ข้างๆ กระซิบเตือนด้วยเกรงว่าเด็กหนุ่มจะเดือดร้อนหากไปมีเื่กับสกุลหวังเข้า
ลู่เฉินพยักหน้าต้องขอบใจพนักงานคนนี้ที่เตือนสติเขา “ข้านำยาอายุวัฒนะสองขวดนี้มาขาย!”
อันที่จริงหากไม่ถูกยั่วยุลู่เฉินคงเพิกเฉย ต่างคนต่างอยู่ ไม่อยากสนใจอีกฝ่ายนัก เพราะเขามิได้ว่างเหมือนเดิมที่นอกจากหลอมยาแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มต้องรีบฝึกพลัง การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหวังตงมีแต่จะทำให้เสียเวลา
“ยาอายุวัฒนะไม่มีข้อบกพร่องนี่เงินหกสิบเหรียญขอรับ คุณชายลู่”
หลังตรวจสอบยาเสร็จ พนักงานก็ยื่นเหรียญทองมาให้
ยาที่ลู่เฉินนำมาขายเป็เพียงขั้นสามัญเท่านั้น ราคาซื้อขายในหอว่านเป่าจึงตกอยู่ที่ขวดละสามสิบเหรียญทอง
พอเด็กหนุ่มรับเงินแล้วกำลังจะจากไป กลับถูกพวกหวังตงเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
“เ้าขยะไร้ค่าลู่เฉินจะไปแล้วหรือ?”
“หวังตง เ้า้าสิ่งใดกันแน่?” ลู่เฉินจ้องเขม็ง
หากเป็เมื่อก่อนลู่เฉินคงกังวลว่าตนจะเสียเปรียบ แต่ตอนนี้เขาฝึกฝนได้แล้ว ทั้งพลังของพวกเขาก็อยู่ในระดับเดียวกันหากสู้กันขึ้นมาจริงๆ เชื่อว่าตนจะไม่แพ้แน่
“หึ! ้าอะไรอย่างนั้นหรือ? คำพูดที่เ้าดูิ่ข้าไปเมื่อครู่ จงชดใช้มาเสียหาไม่ ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับจวนสกุลลู่อย่างปลอดภัย” หวังตงกัดฟันกรอด
“ฮ่าๆ...ที่ข้าเรียกเ้าว่าสุนัขขี้เรื้อนน่ะหรือ? นั่นหาใช่การดูถูกเสียหน่อยเ้าไม่รู้หรอกหรือ ว่าใครๆ ก็เรียกเ้าเช่นนั้น!” ลู่เฉินปรายตามองก่อนแสยะยิ้ม
“ลู่เฉินเ้าอยากตายจริงๆ สินะ? คนไร้ประโยชน์เช่นเ้า กล้าดีอย่างไรมาอวดดีต่อหน้าข้า? หึ! คนอื่นอาจจะเกรงใจที่เ้าเป็คนสกุลลู่ แต่มิใช่ข้า!” หวังตงจ้องเขม็งด้วยความโกรธเคือง
ต่อหน้าสาธารณชน ยังกล้ามาเรียกเขาว่าสุนัขขี้เรื้อน...คิดว่าหวังตงจะทนหรือ?
การสังหารอีกฝ่ายคงมิใช่เื่ใหญ่แม้ลู่เฉินจะเป็ทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่ แต่ก็ไม่อาจฝึกพลังได้
ส่วนหวังตง ก็เป็เพียงทายาทสายรองของสกุลหวังจึงมิได้มีความสำคัญอันใดเช่นกัน
ผู้คนรอบด้านต่างมองมาที่พวกเขาด้วยรู้จักคนทั้งสองดี
ทันใดนั้น หวังตงก็มองไปยังถุงเงินในมือลู่เฉินก่อนเหยียดยิ้มร้าย “ลู่เฉินเหตุใดเราไม่มาประลองขว้างลูกเหล็กกันดูเล่า? หากต่อสู้กันแล้วข้าชนะผู้คนก็จะหาว่าข้ารังแกเ้าที่ไม่อาจฝึกพลังได้ หึ! ข้าหวังตง ไม่อยากรังแกคนอ่อนแอกว่า ดังนั้น เรามาขว้างลูกเหล็กกันในเมื่อตอนนี้เ้ามีหกสิบเหรียญทอง เช่นนั้น เรามาพนันกันดีหรือไม่?”
‘ขว้างลูกเหล็ก’ คือกีฬาที่ทุกคนต่างรู้จักดี วิธีการเล่น คือให้ผู้เข้าแข่งขันขว้างลูกเหล็กลงไปในหลุมตามระยะทางที่กำหนดหากลูกเหล็กของใครอยู่ใกล้หลุมที่สุด ก็จะเป็ฝ่ายชนะ
ภายในหอว่านเป่าแห่งนี้มีสนามขว้างลูกเหล็กอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังสนามเพื่อชมการแข่งขันและเล่นพนัน
ลู่เฉินหรี่ตามอง ใจกระตุกวูบ
ปกติแล้ว การขว้างลูกเหล็กคือกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้แต่หากจะให้คนธรรมดามาแข่งกับผู้ฝึกตนแล้วละก็สามารถรู้ผลแพ้ชนะั้แ่ยังไม่ทันได้ลงสนามเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากผู้ฝึกตนจะมีพลังิญญาเข้ามาช่วยควบคุมลูกเหล็กทำให้มีความแม่นยำสูงกว่า
ตามที่หวังตงคิด ไม่ว่าลู่เฉินจะเก่งกาจเพียงใดอย่างไรก็ต้องเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ และเงินทั้งหมดก็จะเป็ของเขา
“ลู่เฉินเ้ากลัวหรืออย่างไร?” หนึ่งในผู้ติดตามของหวังตงท้าทาย
“หึๆ! ลู่เฉิน หากเ้าไม่กล้าประลองกับข้า เช่นนั้นก็เรียกข้าว่านายท่านสิแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป” หวังตงเอ่ย
ลู่เฉินคือทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่หากเขายอมก้มหัวเรียกหวังตงว่านายท่าน ก็ย่อมสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนที่พบเห็น ทั้งยังทำให้ภาพลักษณ์ของหวังตงดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
“สุนัขขี้เรื้อนท้าประลองทั้งทีมีหรือข้าจะปฏิเสธ?” ลู่เฉินเหยียดยิ้ม
หากเป็เมื่อก่อนลู่เฉินคงจะไม่กล้ารับคำท้าของอีกฝ่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วเงินจำนวนมากกำลังรออยู่ มีหรือเขาจะไม่คว้าเอาไว้?
-----------------------------------------------
[1]ครึ่งชั่วยาม เท่ากับ 1 ชั่วโมง
[2] คอขวด (瓶颈: Píngjǐng) หมายถึงส่วนที่แคบลง หรือคับแคบกว่าส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดอุปสรรค หรือความล่าช้าในกระบวนการ