ตอนที่ 18 แพะรับบาป (2)
เวลานี้กู้อู๋เหยียนกำลังขับรถวิ่งเต็มเหยียดอยู่บนถนน แสงไฟในอุโมงค์ใต้ดินที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง สะท้อนรอยยิ้มบนใบหน้าเย็นชาเคร่งขรึมของกู้อู๋เหยียนให้เหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้น
ทันทีที่เหยียบเบรกอย่างกะทันหัน ล้อรถก็เสียดสีพื้นถนนจนเกิดเสียงแสบแก้วหู กู้อู๋เหยียนตบพวงมาลัยอย่างแรง ทิ้งตัวพิงพนักนั่งนิ่งอยู่กับที่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอ้างว้างอึมครึม
ไม่คิดเลยว่าพวกนั้นจะอยากให้เขาแต่งเข้าสกุลมู่ ทั่วทั้งเมืองหลวง ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณหนูสกุลมู่เป็นคนโง่เขลา ต่อให้สกุลมู่จะมีรากฐานหยั่งลึก แต่พ่อแม่ครอบครัวไหนกันจะเตรียมงานแต่งแบบนี้ให้ลูกตัวเอง แถมยังพูดออกมาได้เต็มปากว่านี่เป็นการให้เกียรติเขาอย่างสูงสุดแล้ว ในเมื่อฝ่ายนั้นดีขนาดนี้ ทำไมไม่ให้กู้ซิวหรานแต่งเองเลยเล่า สองมาตรฐานไม่มีขีดจำกัดซะจริงๆ
ที่แท้ในสายตากู้เฉิงเฟิง เขาเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ยึดเอาบริษัทอื่นๆ มาเป็นของสกุลกู้เท่านั้น! คนที่สามารถฆ่าภรรยาและลูกชายตัวเองเพื่ออำนาจและเงินตรา ไม่นึกเลยว่ายังจะวาดฝันถึงความรักของหัวอกคนเป็นพ่อจากคนแบบนี้ได้ เขาไร้เดียงสาเกินไป!
กู้อู๋เหยียนคิดได้ดังนั้นก็หัวเราะเยาะในใจ มุมปากยกยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย ในเมื่อทำขนาดนี้ ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก งั้นเขาก็จะทำให้กู้เฉิงเฟิงได้เห็นว่าเขาจะเหยียบสกุลกู้ให้อยู่ใต้เท้าได้อย่างไร!
เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือทำลายบรรยากาศอันเยือกเย็นหนาวสะท้านจนต้นไม้โรยรา ทันทีที่เห็นชื่อผู้ส่งข้อความสว่างวาบบนหน้าจอ ความมุ่งร้ายประหลาดบนใบหน้ากู้อู๋เหยียนก็หายไป เขาสไลด์โทรศัพท์ดูข้อความนั้น ก่อนหัวเราะเบาๆ
ไม่รู้ว่ายาที่พี่หลี่ส่งไปให้เสิ่นซีโหลวมีประโยชน์หรือไม่ เขาคิดพลางเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ กดเบอร์ที่บันทึกชื่อไว้ว่า ‘แมวน้อย’ โทรออก รอสายอยู่นานกลับไม่มีคนรับ ทันทีที่เตรียมจะตัดสายทิ้งก็มีคนกดรับ เสียงที่ดังเข้ามาเป็นเสียงเพลงดังลั่นวุ่นวาย เหมือนอีกฝ่ายอยู่ในบาร์สักแห่งที่กำลังสนุกสนานเต็มที่
กู้อู๋เหยียนขมวดคิ้ว ไม่ทันไรก็มีเสียงผู้ชายดังเข้ามา พูดด้วยความมึนเมาว่า “คุณรู้ไหม ผมรักคุณแค่ไหน” วินาทีต่อมาก็มีเสียงที่กู้อู๋เหยียนคุ้นเคยดังออกมาจากปลายสาย “ผมรู้ ผมก็รักคุณเหมือนกัน”
โทรศัพท์ที่กู้อู๋เหยียนถืออยู่ในมือตกอยู่ข้างเท้าดังปั้ก โทรศัพท์ถูกตัดสายทิ้งทั้งแบบนั้น กู้อู๋เหยียนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง นั่งอึ้งพูดไม่ออก แสงไฟสลัวสีเหลืองจากโคมไฟริมถนนฉาบลงบนใบหน้าที่ห่อเหี่ยวของเขาบางๆ
หลังจากเสิ่นซีโหลวหามเซียวซู่ที่เมาเละกลับถึงโรงแรม ก็ทุบแขนที่เมื่อยขบของตนเอง คิดไม่ถึงว่าเซียวซู่ที่รูปร่างผอมบางจะตัวหนักขนาดนี้
เดิมทีเสิ่นซีโหลวกลับมายังที่พักและกำลังจะล้างหน้าล้างตา แต่แล้วก็ต้องกดรับโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้าจากเซียวซู่ แต่กลับไม่ใช่เซียวซู่ที่โทร เป็นบาร์เทนเดอร์ในบาร์โทรมา บอกว่าในโทรศัพท์เจ้าตัวมีแค่เบอร์นี้ เลยกดโทรมา
ตอนเซียวซู่อยู่ในกองถ่ายไม่ค่อยพูดคุย มักจะเหม่อลอยอยู่คนเดียว ปกติเวลาเซียวซู่มีปฏิสัมพันธ์กับเขาก็แค่สนทนากันตอนถ่ายละคร แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น หากจะบอกปัดบาร์เทนเดอร์คงยาก เขาจึงต้องเรียกรถไปยังสถานที่ที่บาร์เทนเดอร์บอก ตอนที่เขาเข้าไป เซียวซู่ที่เมาจนสติเลอะเลือนแล้ว พอเห็นเขากลับโถมเข้ามากอดไว้แน่น เกือบจะทำให้เขาหายใจไม่ออก อีกฝ่ายตะโกนอยู่ข้างหูเขาตลอดว่า “คุณรู้ไหม ผมรักคุณแค่ไหน” หลังจากเขาขัดขืนอยู่สักพัก เจ้าตัวถึงได้ค่อยๆ คลายมือลง
ประโยคนี้ทำให้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก บาร์เทนเดอร์กลับมองเขาด้วยสายตาตำหนิราวกับจะบอกว่า ตัวเขาไม่ควรล้อเล่นกับความรู้สึกคนอื่น ไม่ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร บาร์เทนเดอร์ก็แค่ถอนหายใจ พลางส่ายหน้าอยู่ข้างๆ น้ำเสียงเผยถึงความสงสารและเห็นใจเซียวซู่ นี่ทำให้เสิ่นซีโหลวอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ไม่รู้ว่าใครคนไหนก่อเรื่องไว้กับเซียวซู่ ทำให้เขาต้องมาเป็นแพะรับบาปอย่างน่าอดสู ครั้งหน้าถ้าพบคนคนนั้น จะต้องให้อีกฝ่ายชดใช้ที่ทำให้ตนเองเสียหายอย่างแน่นอน
ตอนนี้เสิ่นซีโหลวมีแค่ความคิดเดียว คือพาเซียวซู่ออกไปให้เร็วที่สุด เซียวซู่กลับไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย เอาแต่ประคองหน้าเขาพลางออดอ้อน แถมยังซักไซ้อย่างสะอึกสะอื้น “คุณก็รักผมเหมือนกันใช่ไหม ใช่หรือเปล่า” สุดท้ายเขาก็จนปัญญากับเจ้าขี้เมาคนนี้แล้ว จำต้องทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตอบออกไปว่าใช่ คิดไม่ถึงว่าพูดจบ เซียวซู่จะยิ้มให้เขาแล้วฟุบหลับเป็นตายบนเคาน์เตอร์บาร์