หลังจากที่จูหงเฟยได้ยิงสังหารอสูรซอมบี้ผึ้งแดงมรณะตัวสุดท้ายลงไปได้แล้ว จูหงเฟยและทีมอารักษ์ขาทั้งหมดก็ขึ้นรถยานเกราะล้อยางทั้ง 2 คัน แล้วรีบบึ่งกลับไปที่แนวปิดล้อมแนวที่ 2 ของกองทัพแห่งเกาะไต้หยานในทันที
เมื่อจูหงเฟยได้รับแจ้งจากพลขับรถยานเกราะล้อยางว่าได้ออกมาพ้นระยะการแพร่กระจายของฝุ่นกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์แล้ว จูหงเฟยก็ถอดหน้ากากกันกัมมันตภาพรังสีของเขาออก แล้วรีบหยิบเอาเสบียงสำเร็จรูปในรถยานเกราะล้อยางออกมากินด้วยความหิวสุดๆ
ใช้เวลาไม่นานนัก จูหงเฟยและทีมอารักษ์ขาก็เดินทางกลับมาถึงแนวปิดล้อมของกองทัพแห่งเกาะไต้หยานแนวที่ 2
เมื่อจูหงเฟย,พี่พฤกษาอี้และร้อยตรี D-70743 ลงมาจากรถยานเกราะล้อยาง พวกเขาทั้ง 3 คนก็ถูกเชิญให้เข้าไปในเต็นท์กระโจมบัญชาการหลักของกองทัพแห่งเกาะไต้หยานแนวที่ 2
ภายในเต็นท์กระโจมบัญชาการหลัก จูหงเฟยเห็นบรรดานายทหารยศใหญ่ๆแต่งชุดทหารนั่งอยู่ที่โต๊ะประชุมร่วมกันอยู่หลายคน
แต่มีคนที่แต่งตัวเเบบธรรมดาๆทั่วไปอยู่ 2 คน ซึ่งจูหงเฟยก็จำทั้ง 2 คนนี้ได้เป็นอย่างดีจากฟังค์ชันบันทึกของระบบเทพยุทธ์
ทั้ง 2 คนลุกขึ้นยืนป้องมือค้อมศีรษะทำการคารวะให้กับจูหงเฟยเมื่อเห็นจูหงเฟยเดินเข้ามาภายในเต็นท์กระโจมบัญญาการ แล้วแนะนำตัวเองว่า "ข้าน้อย *หลี่ซิน* มีกายาปราณแห่งแสง รับผิดชอบดูแลประตูมิติไต้หยานแห่งนี้เจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโสจู"
"ข้าน้อย *กวนไท่* มีกายายุทธ์แห่งปฐพี รับผิดชอบดูแลประตูมิติไต้หยานแห่งนี้เช่นเดียวกันขอรับ ท่านผู้อาวุโสจู"
ตอนนี้จูหงเฟยเริ่มชินกับการป้องมือคารวะของบรรดาท่านปรมาจารย์ยุทธ์เหล่านี้แล้ว จูหงเฟยจึงป้องมือแล้วค้อมศีรษะทำการคารวะตอบท่านปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 2 คน
เมื่อจูหงเฟย,พี่พฤกษาอี้และร้อยตรี D-70743 นั่งลงร่วมโต๊ะประชุมเรียบร้อยแล้ว
นายทหารยศนายพลคนหนึ่งของกองทัพแห่งเกาะไต้หยานก็กล่าวขึ้นมาว่า "ทุกท่านครับ จากที่ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติใช้พลังปราณแห่งจิตสัมพัสได้ถึงการรั่วไหลของพลังปราณที่ไหลผ่านประตูมิติไต้หยานออกมานั้น"
"ทางเราจึงได้ขอให้ท่านปรมาจารย์ยุทธ์หลี่ซินและท่านปรมาจารย์ยุทธ์กวนไท่ใช้พลังปราณแห่งจิตทำการตรวจสอบความเข้มข้น,ความหนาแน่นและอัตราความเร็วในการเคลื่อนตัวของพลังปราณ"
"จึงได้ผลสรุปออกมาเป็นดังนี้ครับ"
"ข้อที่ 1.ความเข้มข้นและความหนาแน่นของพลังปราณที่รั่วไหลเข้ามา มีความเข้มข้นและความหนาแน่นอยู่ที่ 1 ใน 30 ส่วน เมื่อเทียบกับความเข้มข้นและความหนาแน่นของพลังปราณบนโลกวิถีปราณครับ"
"ในข้อที่ 1.นี้ ทางนักวิทยาศาสตร์ของเราได้ให้เหตุผลมาว่า เนื่องจากโลกวิถีปราณมีขนาดที่ใหญ่กว่าโลกของเราประมาณ 30 เท่า"
"ดังนั้นเมื่อพลังปราณจากโลกวิถีปราณไหลผ่านประตูมิติทั้ง 7 ประตูเข้ามาจนเต็มโลกของเราแล้ว โลกของเราก็จะมีความเข้มข้นและความหนาแน่นของพลังปราณเสถียรตัวอยู่ที่ 1 ส่วนไปทั่วทั้งโลก ส่วนความเข้มข้นและความหนาแน่นของพลังปราณบนโลกวิถีปราณก็จะเหลืออยู่ที่ 29 ส่วนครับ"
"อ้อ.. 30 - 1 = 29 สินะ เลขคณิตคำนวนง่ายๆแบบนี้ ทำไมถึงต้องให้นักวิทยาศาสตร์เป็นคนคำนวนให้ด้วย คำนวนเองก็ได้นี่นา เสียเวลาทำงานทำการของนักวิทยาศาสตร์พวกนั้นหมด" จูหงเฟยคิดในใจ
จากนั้นจูหงเฟยก็รีบยกมือขึ้นเป็นการขออนุญาตแล้วถามออกมาว่า "คือว่า..แล้วพลังปราณ 1 ส่วนนี้ จะทำให้คนที่มีกายาปราณทั่วโลกฝึกปราณยุทธ์ไปได้ถึงแรงค์ไหนเหรอครับ"
"ท่านผู้อาวุโสจู..ข้อนี้ข้าน้อยขอเป็นผู้ตอบเองเจ้าค่ะ" ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งแสงหลี่ซิน กล่าวออกมา
"จากการประมาณการขององค์กร UN : SW คาดว่าจะมีผู้มีกายาปราณทั่วโลกสีน้ำเงินใบนี้อยู่ที่ประมาณ 3,000 ถึง 3,200 ล้านคน ดังนั้นพวกเราเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์จึงคาดการณ์ว่าพลังปราณ 1 ส่วนนี้จะทำให้ผู้ที่มีกายาปราณสามารถยกระดับแรงค์โดยเฉลี่ยไปจนถึงแรงค์ D [ ขั้นกายารวมปราณ ] ได้ทั่วทั้งโลกสีน้ำเงินใบนี้เจ้าค่ะ"
"และอาจจะมีผู้มีกายาปราณบางคนซึ่งมีพรสวรรค์ในการดูดซับพลังปราณที่ดีมากๆก็อาจจะสามารถยกระดับขึ้นไปถึงแรงค์ C [ ขั้นนักยุทธ์ ] ได้เจ้าค่ะ"
"เเล้วแรงค์อื่นๆล่ะครับ อย่างเช่นพี่ร้อยตรี D-70743 นี่จะยกระดับไปได้ถึงแรงค์ไหนครับ" จูหงเฟยยังคงถามต่อ
ท่านปรมาจารย์ยุทธ์หลี่ซินจึงตอบว่า "ข้าน้อยคาดการณ์ว่า อย่างน้อย ร้อยตรี D-70743 ซึ่งอยู่ในแรงค์ D [ ขั้นกายารวมปราณ ] มีโอกาศที่จะยกระดับขึ้นเป็นแรงค์ B [ ขั้นจอมยุทธ์ : พลตรี ] ได้เจ้าค่ะ เพราะความเข้มข้นและความหนาแน่นของพลังปราณ 1 ส่วนนี้จะคงอยู่อย่างเสถียรและไม่หมดลงไปเจ้าค่ะ"
จูหงเฟยจึงพยักหน้าหงึกๆเหมือนไก่จิกข้าวสารอันเป็นความหมายว่าเขาเข้าใจแล้ว
"ส่วนในข้อที่ 2.เรื่องอัตราความเร็วในการเเพร่กระจายตัวของพลังปราณ" ท่านนายพลกล่าวต่อ
"จากการใช้พลังปราณแห่งจิตของท่านปรมาจารย์ยุทธ์ที่คอยเฝ้าดูแลประตูมิติทั้ง 7 ประตู จำนวน 14 ท่าน สรุปออกมาได้ว่า พลังปราณจะไหลกระจายออกจากลูกทรงกลมประตูมิติไปในทุกทิศทางรอบตัวของมันในอัตราความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 10 กิโลเมตร / วันครับ"
"ดังนั้นจากการคำนวนของนักวิทยาศาสตร์โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ว่าโลกของเรามีเส้นรอบวงวัดตามเส้นศูนย์สูตรอยู่ที่ 40,078 กิโลเมตร จึงได้คำตอบออกมาว่า กว่าที่พลังปราณจะกระจายออกจากประตูมิติทั้ง 7 ประตูแล้วปกคลุมไปได้ทั่วทั้งโลกนั้น จะต้องใช้เวลา 1.46 ปี หรือก็คือ 1 ปีครึ่งครับ"
"และทางเหล่าท่านปรมาจารย์ยุทธ์ก็ได้ให้ความเห็นว่าระยะเวลาที่พลังปราณซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งโลกแล้วนั้นจะเสถียรได้ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปีครึ่งเช่นเดียวกันครับ"
"ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ โลกของเราก็จะมีพลังปราณที่เสถียรและสมบูรณ์ครับ"
"อ้อ..ข้อที่ 2.นี้ให้พวกนักวิทยาศาสตร์เขาคำนวนกันเอาเองเถอะ เอาไว้อันไหนง่ายๆเเบบ 30 - 1 = 29 แล้วเราค่อยช่วยคำนวนให้" จูหงเฟยคิดในใจโดยที่ไม่รู้สึกอายแต่อย่างใด จูหงเฟยไม่ได้โง่นะ ก็แค่ขี้เกียจคำนวนเท่านั้นเอง
จากนั้นการประชุมวางแผนในการรบก็ดำเนินกันต่อด้วยความจริงจัง ซึ่งจูหงเฟยฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แล้วในเวลาอีก 5 นาทีต่อมา จูหงเฟยก็ฟุบคว่ำหน้าหลับไปคาโต๊ะประชุม โดยที่ไม่มีใครคนไหนกล้าปลุก
แถมจูหงเฟยยังกรนออกมาฟี้ๆ..เบาๆ..เป็นจังหวะๆ..
ก็จูหงเฟยเพิ่งกินอาหารมาอิ่มๆ เมื่อหนังท้องตึงหนังตามันก็ต้องหย่อน ยังไงจูหงเฟยเป็นเด็กที่อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนนี่นา..