จอมราชันสุวรรณภูมิ ตอน กำเนิดพระเจ้าอู่ทอง (จบแล้ว)

    ตอนที่ 131 ประกาศศักดา

    “ ตัดหัวคน ท่านจะตัดหัวใครอีกหรือ” องค์ชายสาธิตตกใจอีกแล้ว

    “ นั่นซิ เจ้าเพิ่งตัดหัวลูกชายของแม่ทัพใหญ่ แล้วนี้เจ้าจะตัดหัวใครอีกหรือนี่”ศิษย์พี่สิงห์สงสัย

    “ ว่ามาเลยจะให้ตัดหัวใคร” พี่เดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “ พรุ่งนี้แม่ทัพใหญ่จะเสนอลูกชายอีกคน เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์แทนคนเก่าที่ตายไป ข้าจะไม่ยอมรับ และจะบีบให้มันต้องสู้กับพี่เดช จากนั้นให้พี่เดชตัดหัวมันทิ้งต่อหน้าทุกๆ คน” อาอู่พูดจบ องค์ชายสาธิตใจเต้นระรัว

    “นี่ท่าน จะตัดหัวลูกของแม่ทัพใหญ่อีกคนเลยหรือ ท่านไม่กลัวมันยกกองทัพมาถล่มท่านเลยหรือไง” องค์ชายสาธิตเอ่ยขึ้นดัวยใจหวาดหวั่น

    “ ทำอย่างนั้นก็ดีนะซิ จะได้จบเรื่องเร็วหน่อย” อาอู่พูดโดยไม่แยแสแม่ทัพใหญ่สักนิดเดียว

    ทุกคนฟังเสร็จก็มีความคิดแตกต่างกันออกไป แต่มีความคิดเดียวที่เหมือนกัน พรุ่งนี้มีการนองเลือดอีกแน่

    ท้องพระโรงเมืองศรีวิชัย วันนี้มีเหล่าขุนนางมาประชุมกันแน่นไปหมด เพราะว่าวันนี้จะมีการแต่งตั้งหัวหน้า องครักษ์วังหลวงคนใหม่ อาอู่แต่งกายชุดของรัชทายาทเต็มยศ ตามที่สนมเอกสั่งตัดชุดให้ใหม่ ตั้งแต่สวมผ้าไหมประดับด้วยเครื่องเพชรพลอยระยิบระยับ เต็มไปหมด นั่งอยู่ด้านขวาข้างบัลลังก์องค์ราชาไชยแสน โดยมีพระสนมเอก พระสนมรองนั่งอยู่ด้านข้าง เพื่อมาเป็นพยานในการแต่งตั้งคนที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ แม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพทั้งสี่ และ แม่ทัพรักษาเมือง ล้วนมากันครบ เหล่าองค์ชายก็ยืนเรียงด้านข้างก็มากันครบทุกคน ท่านแม่ทัพใหญ่ส่งสัญญาณให้ขุนนางวังหลวงคนหนึ่งเดินออกมา

    “ กราบทูลฝ่าบาท บัดนี้ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์วังหลวง ได้ว่างลง ทำให้งานป้องกันภายในวัง ไม่มีประสิทธิภาพ ขอให้ฝ่าบาททรงแต่งตั้งหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ด้วยเถิด พะยะค่ะ”

    “ เราเข้าใจดี พวกท่านว่าเราควรจะแต่งตั้งใครขึ้นมารับตำแหน่งนี้” ราชาไชยแสนเอ่ยถามเหล่าขุนนาง แต่ละคนก็เสนอรายชื่อ ออกมา ทุกๆคน ต่างก็เสนอรายชื่อออกมา ซึ่งมีเพียงแค่คนเดียว คือ รองแม่ทัพเทพพร ลูกชายแม่ทัพใหญ่ เท่านั้น

    “ ในแผ่นดินศรีวิชัยแห่งนี้ มีเพียงรองแม่ทัพเทพพร เท่านั้นเองหรือ ที่มีความสามารถพอที่จะเป็นหัวหน้าองครักษ์วังหลวงได้” อาอู่เอ่ยขึ้นมากลางวงท้องพระโรง ทำให้หลายคนต้องหันมามอง

    “ หามิได้ องค์รัชทายาท แต่ว่าให้ขณะนี้ผู้ที่ฝีมือทางการรบ และประสบการณ์ในการสงคราม และ การดูแลความสงบเรียบร้อย ความสามารถของท่านรองแม่ทัพเทพพรนั้นไม่มีใครเทียบเท่าได้” ขุนนางฝ่ายแม่ทัพใหญ่แจงคุณสมบัติท่านเทพพรออกมาให้ทุกคนเห็น

    “ ข้าไม่อยากได้คนที่ไร้ฝีมือแบบคนเก่า ขนาดข้าแค่ขยับนิดเดียว ก็หัวขาดเสียแล้ว ไม่มีความสามารถแม้กระทั่งป้องกันตัวเอง แล้วจะไปดูแลใครได้ส่วนท่านรองแม่ทัพเทพพร หากรับดาบของข้าได้เกิน 3 ดาบแล้วหัวไม่หลุดออกมาข้าจะสนับสนุนท่านเป็นหัวหน้าองครักษ์ ท่านจะยอมรับหรือไม่” อาอู่จ้องมองไปที่รองแม่ทัพเทพพร ที่กำลังกำหมัดแน่น ไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมา คราวนี้ถึงคราวที่แม่ทัพใหญ่ต้องออกมาพูดแทนแล้ว

    “ ฝ่าบาทเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับรัชทายาท เป็นเรื่องของขุนนางวังหลวงฝ่ายความมั่นคงในอาณาจักร และ รัชทายาทยังเด็กยังไม่รู้เรื่องบ้านเมืองนักขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณา” แม่ทัพใหญ่พยายามไม่ให้อาอู่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ว่าอาอู่กลับลุกขึ้นแล้วเดินมาข้างหน้าแม่ทัพใหญ่ ก่อนที่องค์ราชาไชยแสนจะตอบคำถามนี้

    “ ท่านกล่าวผิดแล้วท่านแม่ทัพใหญ่ ความปลอดภัยของเสด็จพ่อและเชื้อพระวงศ์นั้นมีความสำคัญที่สุด ไม่ใช่เอาเด็กฝากที่พ่อเป็นแม่ทัพใหญ่มารับตำแหน่งแต่ไม่มีความสามารถ แม้แต่การที่ข้าท้าสู้กับเขาแค่ สามดาบก็ยังไม่กล้า แล้วอย่างนี้จะไปกล้าคุ้มครองใครได้ ท่านแม่ทัพใหญ่ช่วยตอบแทนที” อาอู่พูดจบ รองแม่ทัพเทพพรก็ก้าวออกมาทันที

    “ ทำไม่ข้าจะไม่กล้า” รองแม่ทัพเทพพร กล่าวออกมาด้วยความโกรธแต่ว่าแม่ทัพใหญ่ไม่ยอมหลงกล ยกมือห้ามรองแม่ทัพเทพพร เอาไว้

    “ รัชทายาทเป็นผู้สูงศักดิ์ไม่ควรจะให้ตัวท่านเองมาประลองสู้กับผู้ต่ำต้อยเช่นนี้เพราะรองแม่ทัพคงไม่คิดหรือทำร้ายท่านแม้แต่เพียงเส้นขน ก็คงถูกตัดหัวเป็นแน่แท้ ขอให้องค์รัชทายาท อย่าใช้วิธีนี้เลย” แม่ทัพใหญ่ดูจุดประสงค์ของอาอู่ออก เพราะรู้ว่า รองแม่ทัพไม่กล้าทำร้ายอาอู่อย่างแน่นอน

    “ ได้ถ้าเช่นนั้น ประลองกับคนของข้า ก็แล้วกัน แค่สามดาบก็พอ ถ้าหากรองแม่ทัพรอดมาได้ ก็ให้ท่านเป็นหัวหน้าองครักษ์วังหลวงคนต่อไป เช่นนี้ดีไหมเสด็จพ่อ” อาอู่ชงเรื่องไปที่ราชาไชยแสน ซึ่งก็พยักหน้าอย่างไม่เข้าใจเท่าใดแค่สามกระบวนท่า จะไปชนะ รองแม่ทัพได้อย่างไร ในขณะที่ ฝ่ายสนมรองก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เพราะแค่ 3 ดาบเท่านั้นไม่น่าจะมีใครทำให้รองแม่ทัพบาดเจ็บได้อย่างแน่นอน ยิ่งตัวแม่ทัพใหญ่เช่นกันก็คิดเช่นเดียวกัน ส่วนรองแม่ทัพเทพพร เริ่มถอนลมหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องประลองกับรัชทายาท

    เพราะเขารู้มาก่อนจาก องค์ชายสาธิตว่า รัชทายาทเป็นนักดาบอันดับ 1 ในสำนักตักศิลาทั้ง 5 เพราะฉะนั้น คนอื่นๆ กับ สามดาบ เขาล้วนไม่หวั่นเกรงทั้งสิ้น รองแม่ทัพวัย 30 ปีเดินใส่ชุดเกราะไปรอ กลางท้องพระโรง ที่มีความกว้างพอที่จะให้ทั้งสองคน ประลองกัน อาอู่พยักหน้าให้พี่เดชทันที

    พี่เดชกับแม่ทัพเทพพร ยืนประจันหน้ากัน ทั้งสองต่างก็ใช้ดาบเดียวเช่นกัน

    โดยที่รองแม่ทัพเทพพรเริ่มใช้มือทั้งสอง จับดาบไว้แน่นพร้อมฟันทันที ในขณะที่พี่เดช ใช้สองมือจับดาบแล้วชี้ไปที่แม่ทัพเทพพร

    “ เริ่มได้” สิ้นเสียงประกาศของกรรมการ ทั้งสองก็พุ่งเข้าปะทะกันทันที ดาบของรองแม่ทัพเทพพรช้ากว่าดาบของพี่เดชซึ่งมีความเร็วปานสายฟ้า ฉัวะ ! หัวของรองแม่ทัพเทพพรขาดออกจากร่างในทันที ในท้องพระโรงต่างก็ตกใจยืนนิ่ง

    ตะลึงงันอยู่ตรงนั้น นี่แค่ประลองดาบเพื่อชิงหัวหน้าองครักษ์ ถึงกับต้องตัดหัวกันเลยเชียวหรือนี่ สายตาทุกสายเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกันต่อดีได้แต่มองหน้า แม่ทัพใหญ่ กับองค์ราชาไชยแสนซึ่งยังคงนิ่งเฉยไม่พูดอะไร

    อาอู่ลุกขึ้นยืนมองหน้าแม่ทัพใหญ่ซึ่งตอนนี้แค้นสุดชีวิตที่ลูกชายตัวเองถูกตัดหัวในท้องพระโรงทั้งสองคน แม่ทัพใหญ่กำหมัดแน่น

    “ เป็นอันว่ารองแม่ทัพคนนี้ แม้แต่ดาบเดียว ยังเอาตัวไม่รอด ท่านแม่ทัพใหญ่ช่วยเสนอชื่อหาใครมาเป็นหัวหน้าองครักษ์ อีกสักหลายคนก็ได้ ถ้าหากเอาชนะคนของข้าได้ คนนั้นจะได้เป็นหัวหน้าองครักษ์ ไม่อย่างนั้นต่อไปนี้หัวหน้าองครักษ์จะเป็นของ พี่เดช ศิษย์สำนักตักศิลาแห่งละโว้คนนี้” อาอู่พูดเสร็จ ก็ตะโกนเรียกคนมาทำความสะอาดท้องพระโรง

    “ เจ้าเดชต่อแต่นี้ไป เจ้าคือหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ประจำวังหลวงเป็นต้นไป คุมกองกำลังทหาร 1,000 คน นี่ป้ายตำแหน่งของเจ้า” ราชาไชยแสนไม่สนใจใครแต่งตั้งเดชในทันที แล้วสั่งทุกคนแยกย้ายกลับไป

    ตำหนักของสนมรอง

    “ ข้าจะฆ่ามันวันนี้ให้ได้ ข้าไม่สนใจแล้ว ลูกชายของข้าถูกมันฆ่าไปแล้ว 2 คนมันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว” แม่ทัพใหญ่โกรธแค้นอาอู่ มาก

    “ ท่านพี่ ใจเย็นรอพวกมันออกนอกวังก่อน ห้ามก่อเรื่องภายในวัง มิเช่นนั้นพวกเราจะลำบาก” พระสนมรองกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด

    “ นึกไม่ถึงข้างกายของรัชทายาท จะมีคนมีฝีมือเช่นนี้อยู่ด้วย” อาจารย์ดำเจ้าแห่งไสยเวทย์ดำ ขณะนี้ได้เข้ามาร่วมกับท่านแม่ทัพใหญ่เพื่อรอเวลาจัดการกับอาอู่

    “ ท่านอาจารย์ข้าอยากให้ท่านรีบฆ่ามันซะคืนนี้เลย จะได้ไหม ข้าทนเห็นมันอีกไม่ได้แล้ว “ แม่ทัพใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์จริงๆ

    “ คืนนี้ถ้ามันออกไปเที่ยงงานฉลองเจดีย์ใหญ่ ข้าจะให้พวกมันไปได้ แต่ว่ากลับไม่ได้” อาจารย์ดำกล่าวอย่างมั่นใจ ทุกๆ คนเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง

    ณ ที่ประทับส่งพระองค์ของราชาไชยแสน

    “ รัชทายาท เจ้ารู้ใช่ไหม ทำเช่นนี้จะสร้างความแค้นให้แม่ทัพใหญ่มากแค่ไหน”

    “ หม่อมฉันไม่สนใจความรู้สึกใครทั้งนั้น พวกมันฆ่าเสด็จแม่ แค่นี้มันยังน้อยไปหม่อมฉันบอกไว้ก่อน หากว่าสนมรอง และ องค์ชายสันติ หรือใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องหม่อมฉันคงไม่อาจละเว้นไปได้แม้แต่คนเดียว” อาอู่บอกกับราชาไชยแสนที่ยังนั่งนิ่งไม่รู้จะเอ่ยออกมาอย่างไร พระสนมเอกจึงได้แต่จับแขนราชาเอาไว้ให้ใจเย็นๆ

    “ หรือว่าเจ้าไม่กลัวกองทัพนับหมื่นของเขาหรือยังไง” ราชาเอ่ยด้วยความห่วงใย

    “ ตกลงทหารภักดีต่อแม่ทัพใหญ่ ไม่ใช่เสด็จพ่อหรอกหรือ” อาอู่ย้อนไป

    “ ข้าไม่รู้ แต่ว่าคนเหล่านี้ร่วมรบ ด้วยกันมานาน เคยชินกับคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ บางทีอาจทำบางสิ่งโดยไม่ได้สนใจว่าเจ้าเป็นใคร” ราชาไชยแสนเอ่ยออกมาด้วยความห่วงใย

    “ เสด็จพ่อหมายถึงพวกไหนกันแน่”

    “ พวกนักฆ่าเงาสังหารของกองทัพ พวกนี้ถูกฝึกโดยกองทัพขึ้นตรงต่อแม่ทัพใหญ่คนเดียว ตอนที่เสด็จแม่ของเจ้าสูญหายไป ทหารองค์รักษ์ที่คุ้มครองแม่ของเจ้า50 คนถูกสังหารตายจนหมด คนที่ทำแบบนี้ได้นอกจากนักฆ่าเงาสังหารของกองทัพแล้ว ไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอน ข้าส่งหน่วยสืบจากวังหลวงไปตามเรื่องนี้มาหลายปี รู้แค่เพียงว่า พวกมันทำตามคำสั่งแต่แม่ทัพใหญ่เท่านั้น แม่แต่ข้าเองพวกมันก็ไม่สนใจ” ราชาไชยแสนเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ

    “ นักฆ่าเงาสังหารหรือ” อาอู่รู้สึกว่าพวกนี้น่าจะเป็นผู้ที่ร่วมกันสังหารเสด็จแม่ของเขาอย่างแน่นอน อาอู่ออกมาหาเพื่อนๆ ที่รออยู่เพื่อจะปรึกษากันว่าจะไปไหว้พระธาตุที่งานฉลององค์พระเจดีย์ใหญ่

    “ ข้าว่ามันอันตรายนะ ช่วงนี้แมทัพใหญ่คงไปไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่ คงจะต้องวางกับดับพวกเราเอาไว้อย่างแน่นอน “ องค์ชายสาธิตหวั่นใจไม่อยากออกไป

    “ ข้าอยากล่อให้พวกมันลงมือ ไม่เช่นนั้น กว่าจะตามหาพวกมันนั้นยากมาก”อาอู่บอกกับทุกคน

    “ แล้วใครที่เจ้าตามหากัน” พี่สิงห์อดถามไม่ได้

    “ มันคือนักฆ่าเงาสังหาร ข้าว่ามันเป็นกลุ่มเดียวกัน กับคนที่ฆ่าแม่ของข้า”อาอู่พูดตามความจริง แต่องค์ชายสาธิตตกใจยิ่งนัก

    “ นักฆ่าเงาสังหาร เป็นคนของกองทัพนะ พวกมันกล้ากบถด้วยหรือ” องค์ชายสาธิตก็สงสัยเช่นกัน

    “ มันแค่ทำตามคำสั่ง แม่ทัพใหญ่มากกว่า ส่วนพวกมันจงรักภักดีกับตัวเองเท่านั้น” คืนนี้ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้หมด

     

     

    คล้ายกับเรื่องจอมราชันสุวรรณภูมิ ตอน กำเนิดพระเจ้าอู่ทอง (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน