“คุณหนู เมื่อไหร่ท่านจะกลับมาเจ้าคะ บ่าวจะถ่วงเวลาไม่ไหวแล้ว!”
จื่อเยียนก้มมองลอดช่องประตู ก็เห็นไช่มามากับป้าเนี่ยพูดคุยกันอยู่
แท้จริงแล้วฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้ป้าเนี่ยมารับตัวคุณหนูสาม นางย่อมไม่กล้าล่าช้า
ทว่านับตั้งแต่อนุหวังเสียอำนาจ ไช่มามาก็ยิ่งไม่ใส่ใจหน้าที่ และมักจงใจหาเรื่องก่อกวนให้ฉู่จวินหลันต้องเดือดร้อนอยู่เสมอ
ครานี้นางจงใจถ่วงเวลาป้าเนี่ยไว้ เห็นได้ชัดว่าต้องการกลั่นแกล้ง
ทว่านี่กลับช่วยจื่อเยียนไว้ได้มาก
แต่ถึงกระนั้น เวลาก็ยังล่วงไปอย่างรวดเร็ว
“พี่ไช่ ข้าต้องรีบไปแจ้งคุณหนูสาม คนของจวนกงติ้งอ๋องมารับตัวเองเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก”
ป้าเนี่ยเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว จึงตรงไปยังเรือนของฉู่จวินหลัน โดยมีไช่มามาที่กำลังกลอกตาพลางทำหน้าเอือมเดินตามหลัง
จื่อเยียนใจเต้นแรง กำประตูแน่นราวจะใช้ร่างกายขวางไว้
ในจังหวะนั้นเอง นางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นด้านหลัง
ฉู่จวินหลันปล่อยผมที่รวบครึ่งศีรษะยาวสยาย ทั้งยังเปลี่ยนเป็นชุดอ่าวฉวินสีอ่อนแล้ว
นางเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่ตอนไหน!
“คุณหนูสาม!” จื่อเยียนดีใจนัก
ฉู่จวินหลันยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ แล้วเอียงหูฟังเสียงจากนอกเรือนจากนั้นพึมพำว่า “ใครมาหาข้าหรือ”
จื่อเยียนพยักหน้ารัว และรีบเล่าความที่เพิ่งได้ยินมา “คุณหนูเจ้าคะ ดึกดื่นป่านนี้จวนกงติ้งอ๋องยังมาเชิญท่าน ท่านจะไปหรือไม่เจ้าคะ”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“คุณหนูสาม ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้ท่านไปกับคนของจวนกงติ้งอ๋องเดี๋ยวนี้ บอกว่าขาคุณชายรองอาการกำเริบอีกแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันยกมือปิดปากหาวเบาๆ ค่อยๆ ผลักประตูออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน เสียงที่เอื้อนเอ่ยยังคล้ายว่าเพิ่งตื่นนอน
“ข้าไม่ใช่หมอหลวง เหตุใดจวนกงติ้งอ๋องถึงเรียกหาข้าเล่า คุณชายรองสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้น ย่อมมีหมอหลวงคอยดูแล ข้าไปจะช่วยอะไรได้”
“คุณหนูสาม วันนี้คนของจวนกงติ้งอ๋องตั้งใจมาเชิญท่าน อีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่าก็ตกปากรับคำแล้ว” ป้าเนี่ยพูดเสียงแข็ง ความหมายชัดเจนว่าฉู่จวินหลันไม่อยากไปก็ต้องไป
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แววตาคมกล้าดุจคมมีด จนป้าเนี่ยเผลอกลืนน้ำลาย ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หากท่าทีของฉู่จวินหลันทำให้ตนพาคนไปไม่ได้ แล้วทำให้งานสำคัญสะดุด...
ป้าเนี่ยพลันรู้สึกหวาดหวั่น รีบเปลี่ยนท่าที ส่งยิ้มประจบ “คุณหนูสาม นี่เป็นคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเบา “ก็ดี เช่นนั้นก็ถือว่าได้ไปทำความคุ้นเคยก่อน”
ถ้อยคำนี้ทำให้ป้าเนี่ยฉุกคิดขึ้นได้
ต่อให้อนาคตนางแต่งกับซื่อจื่อที่คนทั้งเมืองร่ำลือว่าโง่เขลา แต่นางก็ยังคงเป็นชายาซื่อจื่อกงติ้งอ๋อง!
เมื่อเทียบกับบ่าวรับใช้ตระกูลฉู่คนหนึ่ง เพียงคำพูดของชายาซื่อจื่อก็สามารถชี้ชะตาความเป็นตายได้แล้ว!
ป้าเนี่ยรีบโค้งกายลงต่ำกว่าเดิม “ขอบพระคุณคุณหนูสาม เชิญคุณหนูตามบ่าวมาเถิดเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันมาจวนกงติ้งอ๋องเป็นครั้งที่สอง ครั้งก่อนแอบเข้ามา แต่ครานี้นางเดินเข้ามาได้อย่างเปิดเผย
เดินข้ามสะพานหินขาวมายังอีกฝั่งของสระบัว เลี้ยวผ่านทางเดินที่มีดอกไห่ถังรายล้อม แล้วเดินตามทางหินกรวดไปจนถึงเรือนซิวอี๋ซึ่งเป็นที่พักของซื่อจื่อ
“คุณหนูสาม เชิญรอคุณชายรองสักครู่เจ้าค่ะ” หมัวมัวผู้นำทางเอ่ยเสียงเรียบ
ฉู่จวินหลันเหลือบตามองป้ายไม้สีดำเขียนอักษรสีเขียวสามตัวว่า ‘เรือนซิวอี๋’ ในใจก็ไม่สบอารมณ์นัก
สถานที่แห่งนี้ควรเป็นที่อยู่ของเซียวซวี่ แต่กลับถูกยึดครองมาหลายปี
ครั้นก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ ความไม่พอใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับเรือนเล็กโทรมๆ ที่เซียวซวี่อาศัยอยู่ ที่นี่ช่างหรูหราสง่างามราวกับอยู่กันคนละโลก!
ฉู่จวินหลันเดินอ้อมผ่านฉากกั้นแกะลายเข้าสู่ห้องชั้นใน กลิ่นผลไม้หอมหวานลอยอบอวล ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับ ‘ฉากกั้น’ ทรงกลมบานใหญ่ตรงหน้า นางถึงกับพูดไม่ออก
ฉากกั้นประหลาดนั้นคือโต๊ะไม้หวงฮวาหลีที่ใช้ในงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์จวนอันลู่โหว นางเคยใช้เข็มเงินปักทะลุลงไปแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน กระทั่งเข็มเงินยังคงปักคาอยู่ตรงนั้น!
“ฉากกั้นของจวนท่านช่างแปลกตายิ่งนัก” ฉู่จวินหลันเอ่ยอย่างไร้อารมณ์
หมัวมัวที่นำทางเพียงหันกลับไปเอ่ยประโยคเดียว “คุณชายรอง คุณหนูสามฉู่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
“รีบเชิญเข้ามา!” เสียงเร่งร้อนของเซียวอวิ๋นเผิงดังขึ้น
ฉู่จวินหลันก้าวอ้อมฉากกั้นไป ก็เห็นเซียวอวิ้นเผิงเอนกายพิงหมอนยาวอยู่บนเตียงไม้สูงด้วยท่าขาทั้งสองข้างเหยียดตรง เขาสวมเพียงอาภรณ์ผ้าแพรสีฟ้าอ่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนแรงและเร่งร้อน
“คุณหนูสามฉู่รีบมาดูข้าที! ตั้งแต่วันที่เราจากกัน ข้าก็คิดถึงเจ้าทุกวัน ป่วยเป็นโรครักใคร่จนขาเจ็บ!”
ฉู่จวินหลันฟังแล้วแววตาเย็นชาลง “คุณชายรองโปรดระวังคำพูดด้วย”
“ระวังสิ่งใดเล่า ที่นี่ไม่ใช่ภายนอก ไม่มีผู้อื่น เจ้าจะอายทำไม” เซียวอวิ้นเผิงยิ้มอ่อน “วันหน้าเจ้าต้องแต่งกับคนโง่ ย่อมมีแต่ความลำบาก แต่หากมีข้าคอยดูแลเจ้าตอนอยู่ในเรือน เจ้าก็จะสุขสบายขึ้นไม่ใช่หรือ อีกอย่างคนโง่นั่นคู่ควรกับเจ้าตรงไหน กลัวแต่จะทำให้เจ้าต้องมัวหมองเสียเปล่าๆ”
ว่าแล้วเขาก็เอื้อมมือหมายจะจับตัวฉู่จวินหลัน
ฉู่จวินหลันเหลือบมองสาวใช้สองคนที่ก้มหน้าแสร้งทำเป็นไร้ตัวตน ก่อนจะยกยิ้มบาง “ช่างเถิด เช่นนั้นข้าขอตรวจชีพจรคุณชายรองหน่อยแล้วกัน”
“โอ้!” เซียวอวิ้นเผิงเห็นท่าทีของฉู่จวินหลันอ่อนลงก็ยกยิ้มอย่างพอใจ พลางโบกมือไล่สาวใช้สองคนออกไป
พวกนางจึงเดินออกจากห้องนอนพร้อมปิดประตู
ฉู่จวินหลันเดินมาข้างเตียง จากนั้นวางปลายนิ้วลงบนข้อมือเขา
หัวใจเซียวอวิ้นเผิงพลันสั่นสะท้าน รีบพลิกมือหมายจะคว้ามือนาง แต่ฉู่จวินหลันกลับพลิกกายหลบ
“ดูท่าคุณชายรองคงไม่อยากให้ข้าตรวจอาการแล้วกระมัง”
“โธ่ ข้าเพียงหาเรื่องให้เจ้ามาเท่านั้น หมอหลวงตรวจแล้ว บอกว่าเพราะขี่ม้าบ่อยนักเลยเหนื่อยไปบ้าง ไม่ใช่เดินไม่ได้ แค่กำเริบเป็นครั้งคราวเท่านั้น แค่ดื่มยาก็ไม่เป็นอะไรมาก”
พูดจบเขาก็กระโดดลุกขึ้นหมายจะโถมกายนาบฉู่จวินหลัน “คนงามเอ๋ย ข้าคิดถึงเจ้าทุกวันเลยนะ!”
ด้วยฉู่จวินหลันพลิกตัวหลบอีกครั้ง ทำให้เขาพุ่งวืดไป
นางเพียงมองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ ทว่ายิ่งขับให้ดวงหน้าภายใต้แสงตะเกียงงดงามมากยิ่งขึ้น
เซียวอวิ้นเผิงยิ่งร้อนรนขึ้น ทั้งขู่และหยอกเย้า “เจ้าจะหลบทำไม อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องเป็นของข้า! หรือเจ้าอยากจะแต่งกับคนโง่นั่นจริงๆ? จวนอ๋องนี้วันหน้าย่อมต้องเป็นของข้า หากเจ้าไม่อยากลำบาก ก็รู้จักถนอมตัวเองไว้เถิด!”
“คนจวนเจ้าอนุญาตให้เจ้ามาหาข้ายามดึกเช่นนี้ ย่อมเข้าใจความนัยและยินยอมแล้ว เจ้ายังจะหลบอีกหรือ หลบไปได้หรือไม่!”
ว่าแล้วเขาก็โถมกายใส่อีกครั้ง
ครานี้ฉู่จวินหลันไม่ได้หลบหรือป้องกัน แต่นางยกยิ้มเย็น ก่อนจะคีบเข็มเงินขึ้นมาเล็งไปยังจุดตาย
ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือ พลันมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังเซียวอวิ้นเผิง และฟาดฝ่ามือใส่อย่างแรงจนเขาสลบเหมือดทันที
“ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
เซียวซวี่หิ้วเซียวอวิ้นเผิงขึ้นแล้วโยนลงบนเตียงอย่างแรง อีกฝ่ายนอนนิ่งราวกับหมูตาย
“ยังไม่โมโหตาย” ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเย็น “ท่านคงได้ยินคำพูดของเขาแล้ว ยังจะช่วยเขาอีกหรือ”