Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 23 คนที่คิดถึง

    “เรย์ ออสโตนาวิด ซิดชาส (หยุดเดี๋ยวนี้)” วลาดิเมียร์รีบเข้ามาห้ามศึกอีกคน“เฮอะ ก็บอกว่าให้สอนด้วยการต่อสู้จริง นี่ฉันยังไม่ได้เอาจริงด้วยซ้ำ แล้วพายัยนี่มาด้วยทำมา โอะ...พูดว่ายัยนี่ไม่ได้ซินะเพคะ” เรย์ทำท่าเยาะเย้ยล้อเลียนพร้อมกระชากมือกลับ แต่แรงบีบของมือที่จับแขนเรย์อยู่กลับแน่นขึ้นจนเรย์ชักมือกลับมาไม่ได้“คนไร้มารยาท จะผ่านไปกี่ปีก็คงไร้มารยาทเช่นเดิมซินะ” วายากล่าวด้วยเสียงแข็งกร้าว“ปล่อย ฉันบอกให้ปล่อย” เรย์กระชากแขนจนทั้งเรย์และวายาต้องเซเพราะแรงดึง วายาจำต้องปล่อยแขนของเรย์อย่างเลี่ยงไม่ได้เรย์ยืดตัวขึ้นประจันหน้ากับวายาและวลาดิเมียร์ “วลาด นายพายัยนี่มาด้วยทำไม”“เรย์เธอต้องรักษากิริยามารยาทให้ดีกว่านี้หน่อยนะ ท่านหญิงวายา ไม่ใช่ยัยนี่”“โอย จะอะไรกันนักหนา ท่านหญิงก็ท่านหญิง” เรย์ทำหน้าเยาะ พร้อมทำท่าถอนสายบัวให้กับวายา วายากำหมัดแน่นแต่ก็พยายามข่มใจไม่สนใจท่าทียียวนของเรย์ผมสังเกตเห็นได้ชัดว่าทั้งสองน่าจะเคยรู้จักกันมาก่อน และสายสัมพันธ์ของทั้งสองตอนนี้ไม่ใช่คำว่ามิตรภาพอย่างแน่นอนวลาดิเมียร์ทำหน้าเบื่อหน่ายการกระทำของเรย์ เขารู้อยู่แล้วว่าถ้าพาวายามาเจอกับเรย์ เรื่องทั้งหมดก็ไม่พ้นจะต้องเป็นแบบนี้บรรยากาศมาคุที่ไม่น่าจะอยู่ระหว่างกลางเลยแม้แต่น้อย วลาดิเมียร์จึงทำได้แค่หันไปหาเรื่องกับนอร่าแทน“นอร่าเธอก็ปล่อยให้เรย์ลงมือหนักขนาดนี้ได้ยังไง”นอร่าคลายมือที่รัดอกทั้งสองข้างของเธอออก เนินเนื้อที่เคยถูกบีบบรัดไว้คลายตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลกจนเกิดแรงกระเพื่อม แล้วก็แบมือออกไปทั้งสองข้างพร้อมทำท่ายักไหล่ราวกับว่าไม่รับรู้สิ่งที่เรย์ทำให้ตายเถอะคนพวกนี้ วลาดิเมียร์ไม่รู้จะไปต่อล้อต่อเถียงด้วยยังไง จึงหันไปหาเรย์แทน“เรย์ เธอก็รู้อยู่แล้วว่าขอบเขตของคาลที่พวกเราทดสอบออกมาคือขอบเขตไหน ขอบเขตไฟไง จำได้ใช่มั้ย แล้วในหมู่พวกเรามีใครเชี่ยวชาญของเขตไฟบ้าง”เรย์ทำหน้าอยากจะเถียงกลับแต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีเหตุผลที่ดีพอสักข้อเดียวที่จะแย้งวลาดิเมียร์ได้“แล้วใครที่เราพอจะขอความช่วยเหลือให้ช่วยแนะนำการใช้ขอบเขตไฟให้กับคาลได้บ้าง คนที่มีศักยภาพพอน่ะ เธอลองบอกมาซิ”เรย์นิ่ง ไม่ตอบ“คนที่พวกเราพอจะร้องขอความช่วยเหลือได้ คนที่มีความสามารถ คนที่อยู่ใกล้เราที่สุดตอนนี้ ก็มีแต่ท่านหญิงวายาเท่านั้น”วลาดิเมียร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าเรย์จนแทบจะชิดกัน “อยู่กับหมานานจนกลายเป็นหมาไปอีกคนแล้วเหรอ” เรย์เริ่มชกใต้เข็มขัดด้วยคำพูดที่ไม่ควรพูดวลาดิเมียร์ขมึงหน้าถลนตาใส่เรย์“มันจะมากเกินไปหน่อยแล้วมั้ยเรย์” ผิวหนังของวลาดิเมียร์ค่อย ๆ เขียวขึ้นขนที่ด้านหลังของเรย์ก็ตั้งชูพองขึ้นในทันที“วลาด พอเถอะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว” ผมพยายามฝืนตัวลุกขึ้น ความดีใจที่วายามาหาทำให้ผมไม่อยากทำตัวดูอ่อนแอนาน ๆ อีกทั้งตอนนี้ความเสียหายในร่างกายของผมก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยาไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง“คาลนายโอเคดีมั้ย” วายาเข้ามาช่วยพยุงผม ผมแตะมือเธอเพื่อแสดงความขอบคุณ “ไม่เป็นไรแล้ววายา ฉันดีขึ้นแล้ว”วายาเห็นสภาพของผมแล้วก็ถอนใจ แม้ว่ารอยถลอกฟกช้ำจะค่อย ๆ จางหายไปแล้ว แต่สีหน้าที่อ่อนล้าและนัยน์ตาที่เหน็ดเหนื่อยมันซ่อนเอาไว้ไม่ไว้จริง ๆ วายาจ้องหน้าเรย์แทบจะตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงด้วยความเป็นอริ เธอได้ยินเรื่องราวคร่าว ๆ แล้วตอนรู้ว่าคาลต้องการความช่วยเหลือเป็นไปไม่ได้ คือความคิดที่เกิดขึ้นกับเธอ แม้ว่าเธอเองก็จะรู้ว่าคาลมีศักยภาพที่แฝงไว้ในร่างกายมากมายแค่ไหน แต่สิบวันมันเป็นไปไม่ได้ถ้าคาลจะโต้ตอบนักสู้เจนสงครามอย่างเรย์ได้สักครั้งเว้นแต่ว่า...เว้นแต่ว่าคาลจะมีผู้ช่วยที่ดี ที่จะทำให้ความเป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้และผู้ช่วยที่ดีที่สุดก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว“เหลือเวลาเท่าไหร่นะวลาด”“ถ้าไม่นับวันนี้ก็เหลือสี่วันท่านหญิง”วายากลั้นใจหันไปมองหน้าคาล แล้วก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับเรย์“สามวัน ภายในสามวันคาลจะตั้นหน้าเธอได้อย่างแน่นอนแมวจรจัด!”วลาดิเมียร์ถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกนอร่าก็กอดอกแน่นกว่าเดิม และ เรย์ก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบขึ้นมาบนใบหน้า“ก็ลองดู!”.............................................................“เธอคิดว่าจะทำให้ฉันโจมตีเรย์กลับได้จริง ๆ เหรอวายา เธอมีแผนการณ์อะไรเตรียมไว้แล้วใช่มั้ย”ผมหันไปมองวายาที่กำลังดึงหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าเข้าออกจากชั้นหนังสือในห้องหนังสือของคฤหาสน์เธอ สลับฉากด้วยการเดินไปหยิบม้วนหนังสือเก่า ๆ ออกมากางอย่างแผ่วมือหลายต่อหลายม้วน“ไม่มี ฉันหมั่นไส้ยัยแมวจรจัดนั่นเลยอดไม่ได้ที่จะพูดออกไปแบบนั้น”“วายา นี่เธอ...??”“เงียบหน่อยคาล ฉันกำลังใช้สมาธิหาของบางอย่างอยู่”“ของ? อะไร? ฉันจะได้ช่วยหาแล้วเราจะได้ออกไปหาวิธีโต้ตอบเรย์กลับกัน”“บันทึกน่ะ บันทึกของตระกูลฉัน”“บันทึกของตระกูลเธอ?”“ขอสมาธิแปปนึงนะ”หลังจากท้าทายปะทะคารมกับเรย์อย่างเผ็ดร้อนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมก็ถูกวายาพาตัวมาแบบงง ๆ สู่คฤหาสน์ของตระกูลเธอในเซกเตอร์เก้า เซกเตอร์เก้าเป็นสถานที่ที่ต่างจากเซกเตอร์สิบเจ็ดอย่างชัดเจน ผมสังเกตเห็นต้นไม้สีเขียวครึ้มปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะ ใช่ซิ...น่าจะเป็นเกาะนะ เพราะเรายังอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี่น่า แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้อยู่ทะเลแล้ว และตอนนี้ก็เป็นเวลายามเย็นที่สวยงามเหลือเกินผมมองไปที่เส้นขอบฟ้าก็พบเข้ากับสีชมพูอ่อน ๆ ของพระอาทิตย์ที่กำลังแทรกตัวลงไปยังน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม ถ้านี่เป็นการมาท่องเที่ยว มันคงเป็นการผ่อนคลายที่น่ารื่นรมย์จริง ๆ วายาอธิบายระหว่างการเร่งรีบเดินทางกลับมายังเซกเตอร์ที่เก้าว่า จริง ๆ แล้วเรมูเลียมีเซกเตอร์อยู่ทั้งหมดยี่สิบเอ็ดเซกเตอร์ หนึ่งถึงเก้านี่คือดินแดนที่อยู่บนผืนทวีปที่เรียกว่าเรมูเลียเก่า เมื่อประชากรโดมินาริเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมืองต่าง ๆ ที่เรียกว่าเซกเตอร์ก็เลยค่อย ๆ กระจายออกไปรอบ ๆ เรมูเลียเก่า และลงไปอยู่ใต้เปลือกโลก ซึ่งวายาบอกว่าเดี๋ยวมีโอกาสจะเล่าให้ผมฟังระหว่างที่วายายังวุ่น ๆ กับการค้นหาสิ่งที่เธอต้องการ ผมเลยถือโอกาสเดินสำรวจห้องสมุดของบ้านวายาไปพลาง ๆ แม้ว่าขนาดของห้อง และปริมาณหิ้งหนังสือที่มองจากสายตาจะไม่กว้างขวางและมากมายเท่ากับห้องสมุดของอาเบล แต่ก็เรียกว่าเล็กไม่ได้เลยโดยเด็ดขาด มันเป็นห้องที่มีเพดานสูงคล้ายกับโบสถ์โบราณ และมีบรรยากาศความลี้ลับแฝงอยู่ไม่น้อย ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ด้วยความตื่นตาแสงสลัว ๆ ที่ลอดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างกระจกยิ่งทำให้ห้องสมุดเกิดเหลี่ยมเงาที่เพิ่มความน่าค้นหามากยิ่งขึ้นไปอีกผมหยุดลงที่หิ้งหนังสือหิ้งหนึ่งซึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังสือปกสีแดงซีดราวกับผ่านการเวลามานานแสนนาน“วายา ฉันอยู่ด้านในนะ” ผมร้องบอกวายาให้รู้ว่าผมอยู่ที่ไหนแต่ก็ไร้เสียงตอบกลับมาผมมองชั้นหนังสือนั้นอย่างละสายตาไม่ได้ ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกมนตร์สะกด มือของผมเอื้อมออกไปลูบคลำสันหนังสือแต่ละเล่มเหมือนกับเด็กเจอของเล่นถูกใจปลายนิ้วของผมไปหยุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่ง สันหนังสือเล่มนั้นมีเครื่องหมายของขอบเขตไฟถูกคาบไว้โดยหมาป่าตัวหนึ่ง หมาป่าตัวนั้นก็มีลักษณะลายเส้นคล้ายเปลวไฟเมื่อปลายนิ้วของผมสัมผัสเข้ากับหนังสือเล่มนั้น ผมก็รู้สึกถึงความร้อนวูบในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของผม ผมรีบล้วงเข้าไปก็พบกับสร้อยเหล็กที่มีอัญมณีคล้ายหินของวายา อัญมณีก้อนนั้นเปล่งแสงสว่างเรื่อ ๆ ออกมา แสงนั้นค่อย ๆ แรงขึ้นจนผมต้องหยีตาผมรู้สึกว่าอัญมณีก้อนนั้นและหนังสือเล่มนั้นต้องมีความเชื่อมโยงอะไรกันสักอย่างด้วยสัญชาตญาณผมจึงตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาจากหิ้ง แล้วก็นั่งลงกับพื้นหลังพิงเข้าที่หิ้งหนังสือ หน้าปกของหนังสือเล่มนั้นเขียนว่า “Sanguis Meus” ผมไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างประหลาด ผมสอดอัญมณีชิ้นนั้นที่ยังคงส่องสว่างเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตที่เดิม แล้วตัดสินใจเปิดหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาโดยการพลิกหน้าไปสุ่ม ๆ แล้วผมก็พบว่าผมอ่านไม่ออก!ไม่ใช่ว่ามันเป็นภาษาที่ผมไม่รู้จักเลยอ่านไม่ออก อย่างน้อยถ้ามันเป็นตัวหนังสือบนโลกนี้สักภาษาผมก็ต้องพอจะเคยเห็นผ่าน ๆ ตามาบ้าง แต่ครั้งนี้หน้าหนังสือทุกหน้าเหมือนกับมีหมอกบาง ๆ ปิดกั้นเป็นชั้นอยู่ทั่วหน้ากระดาษ และไม่ว่าจะพลิกไปที่หน้าไหนผมก็จะเห็นแต่ม่านหมอกนั้นทุก ๆ หน้าไป“วายามาช่วยดูหนังสือเล่มนี้หน่อยได้มั้ย มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านไม่ได้เลย” ผมตะโกนเรียกวายาอีกครั้ง ไร้คำตอบเช่นเดิมทำยังไงดี ๆ ผมเริ่มคิดถึงวิธีการต่าง ๆ ที่เคยรู้ผ่าน ๆ มาตอนที่อยู่กับพวกตรีศูล... พวกทรินิตี้ ตัวหนังสือลับ ๆ อาจจะต้องไปอังไฟหรือความร้อนเพื่อให้อ่านออก? ความคิดที่แล่นออกมาจากหัวผมนี่ก็ดูน่าจะมีความเป็นไปได้ ยิ่งเป็นหนังสือที่มีสัญลักษณ์ของขอบเขตไฟ ก็ยิ่งเข้าเค้าใหญ่...แต่จะไปหาไฟจากที่ไหนล่ะ ผมลุกขึ้นออกเดินและสอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ ใจนึงก็คิดว่าน่าจะกลับไปหาวายาเพื่อให้เธอช่วย แต่พอเดินไปสักพักหนึ่งก็รู้สึกเหมือนกับว่าเดินกลับมาที่หิ้งหนังสือเดิมที่หยิบหนังสือเล่มนี้ออกมา ผมมั่นใจว่าเป็นหิ้งตัวเดิมเพราะเห็นช่องว่างบนหิ้งที่หยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาผมเดินไปเดินมาหลายรอบเพื่อจะกลับไปหาวายา แต่ก็พบตัวเองมาหยุดอยู่ที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า... นี่คืออะไรกันเนี่ย เป็นพลังอะไรของใครหรือเปล่าที่ทำให้ผมเดินวนไปวนมาแบบนี้ ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้เรื่องมานาและความสามารถของมานาจากนอร่า ผมก็คิดมาตลอดว่ามานาน่าจะทำอะไรได้หลายอย่าง หรือนี่คือพลังที่เกิดจากมานาของใครผมเริ่มเกิดความกังวลขึ้นมานิด ๆ ละ ยิ่งบรรยากาศลี้ลับของที่นี่ยิ่งทำให้ในผมเริ่มมีความกลัวเกิดขึ้นในใจมานา มานา มานา ของใคร...แล้วอยู่ ๆ ผมก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้มานา...ทำไมผมไม่ลองใช้มานาบอกหนังสือให้ผมอ่านได้ล่ะใจผมเริ่มมีความหวังขึ้นมา อย่างน้อยมันก็ดีกว่าอยู่เฉย ๆ แบบนี้ผมตัดสินใจเลี้ยวกลับไปยังหิ้งหนังสือหิ้งนั้น นั่งลงตรงที่เดิมเอาหลังพิงกับหิ้ง แล้วก็หยิบเอาอัญมณีชิ้นนั้นออกมาลองสักตั้งผมทำตามที่นอร่าบอกใช้ความคิดบอกดีเซลล์ เพื่อให้ดีเซลล์สื่อสารกับมานา...ต้องการอ่านหนังสือ ต้องการอ่านหนังสือ ต้องการอ่านหนังสือ...แล้วแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นที่หน้าหนังสือซึ่งเปิดอยู่จบตอนที่ 23