หลังจากที่ค่ายกลสังหารกลืนหยางคายหยินทำงานได้สักพัก มันก็ปลดปล่อยความเย็นจำนวนมากพุ่งใส่ค่ายกลป้องกันของหนานเทียนอวิ๋นทันที
หนานเทียนอวิ๋นกระตุ้นค่ายกลป้องกันม่านสวรรค์สามขั้น
ทันทีที่ค่ายกลป้องกันม่านสวรรค์สามขั้นถูกกระตุ้น มันก็เกิดม่านพลังสามสีขึ้น
โดยขั้นแรกเป็นสีฟ้าอ่อน ชั้นที่สองหรือตรงกลางเป็นสีน้ำเงิน และสุดท้ายคือชั้นในสุดเป็นสีม่วงเข้ม
หนานหมิงสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าหนานเทียนอวิ๋นสร้างค่ายกลป้องกันอะไร
“ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าตัวแสบจะสร้างค่ายกลม่านสวรรค์สามขั้นที่เป็นถึงค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางแบบนี้ ดูเหมือนว่าค่ายกลสังหารเองก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน ดูท่าแล้วเจ้าตัวแสบคงจะทุ่มสุดตัวเลยทีเดียว ” หนานหมิงอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบาๆ
สำหรับปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับอย่างเฉาเหลียงและฉู่เยว่ ทันทีที่ทั้งสองมองไปยังค่ายกลป้องกันของหนานเทียนอวิ๋น พวกเขาก็รับรู้ได้ทันทีเลยว่าค่ายกลป้องกันนี้ทรงพลังอย่างมาก คาดว่าอย่างน้อยๆต้องเหนือกว่าระดับลี้ลับขั้นต้น หรือก็คือค่ายกลป้องกันนี้อยู่ในระดับลี้ลับขั้นกลาง
“ บ้าไปแล้ว หมิงเล่ยคนนี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นกลาง? ดูท่าแล้วเบื้องหลังของหมิงเล่ยผู้นี้จะไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแล้ว การที่สามารถสั่งสอนรุ่นเยาว์ให้ไปถึงระดับนี้ได้จะต้องเป็นกองกำลังที่อย่างน้อยๆจะต้องมียอดฝีมือระดับลี้ลับขั้นสูงหรือไม่ก็เหนือกว่านั้น คงต้องกลับไปแจ้งต่อท่านเจ้าวังแล้วว่าห้ามสร้างปัญหาให้กับหมิงเล่ยเป็นอันขาด เพราะผลที่ตามมาข้าไม่สามารถรับไหวเป็นแน่
แล้วก็ถ้าหากมีเวลาว่างแล้วล่ะก็ข้าคงต้องไปขอคำชี้แนะจากสหายน้อยหมิงเล่ยเสียแล้ว เพราะถ้าหากได้รับความรู้จากสหายน้อยไม่แน่ว่าข้าก็อาจจะทะลวงขั้นกลางได้สำเร็จ ” ฉู่เยว่อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นสายตาของเขาที่มองไปยังหนานเทียนอวิ๋นก็เต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชม
‘ ดูท่าแล้วหมิงเล่ยผู้นี้น่าจะเอาชนะข้าและกลายเป็นอันดับหนึ่งของงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ในครั้งนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว ’ ฉู่เยว่ครุ่นคิดเพราะเขาคงไม่คิดว่าลู่ซานที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับอีกคนจะเป็นปรมาจารย์ขั้นกลางเหมือนกับหมิงเล่ย
ทางฝั่งของเฉาเหลียง
เวลานี้เฉาเหลียงได้ลุกขึ้นยืนและจ้องมองไปยังหนานเทียนอวิ๋นด้วยแววตาจริงจัง
“ เกิดอะไรขึ้นเฒ่าเฉา? ” เมิ่งฟางที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
ปรมาจารย์ค่ายกลและเหล่ากรรมการทั้งหลายก็ตกใจเช่นเดียวกัน เพราะจู่ๆเฉาเหลียงก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองไปยังค่ายกลของหมิงเล่ยด้วยแววตาจริงจังจนพวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ ค่ายกลป้องกันที่หมิงเล่ยสร้างขึ้นมานั้นเป็นค่ายกลป้องกันระดับลี้ลับขั้นกลาง! ” เฉาเหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและแฝงไปด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง
เมื่อเมิ่งฟางและคนอื่นได้ยินพวกเขาก็ตกใจทันที
ต้องรู้ก่อนว่าแม้แต่เฉาเหลียงและผู้นำวิหารค่ายกลมายาก็ยังเป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นต้นเท่านั้น แถมพวกเขาก็ศึกษาค่ายกลระดับลี้ลับมาเป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถที่จะทะลวงขั้นกลางได้ แต่จู่ๆรุ่นเยาว์ที่เพิ่งจะอายุเพียงแค่ยี่สิบปีกลับกลายเป็นปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นกลาง ถ้าหากพวกเขาไม่ตกใจก็คงจะเป็นเรื่องแปลก
สาเหตุที่ฉู่เยว่และเฉาเหลียงยังคงติดอยู่ในระดับลี้ลับขั้นต้นเป็นเพราะพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางน้อยมาก แถมปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางก็ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ทำให้เหล่าปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นต้นก็ไม่รู้ว่าจะไปหาค่ายกลลี้ลับขั้นกลางจากไหนมาศึกษา เพราะแบบนี้พวกเขาจึงได้แต่ศึกษาค่ายกลระดับลี้ลับด้วยตัวเอง เพื่อว่าวันใดวันหนึ่งพวกเขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางได้สำเร็จ
และตอนนี้พวกเขาได้เห็นว่าหนานเทียนอวิ๋นสามารถสร้างค่ายกลลี้ลับขั้นกลางออกมาได้สำเร็จ ถ้าหากฉู่เยว่หรือเฉาเหลียงได้ศึกษาค่ายกลที่หนานเทียนอวิ๋นสร้าง ไม่แน่ว่าพวกเขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางได้เร็วกว่าเดิม เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถค้นหาเส้นทางของระดับลี้ลับขั้นกลางได้ง่ายขึ้น
เพราะแบบนี้จึงไม่แปลกที่เมื่อฉู่เยว่หรือเฉาเหลียงเห็นว่าหนานเทียนอวิ๋นสามารถสร้างค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางออกมาได้สำเร็จ จะทำให้ทั้งสองตื่นเต้นและยินดีขนาดนี้
ตอนนี้เหล่าปรมาจารย์ค่ายกลทั้งหลายต่างก็ยกให้หนานเทียนอวิ๋นเป็นปราชญ์ค่ายกลของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมมีปรมาจารย์ค่ายกลบางคนคิดที่จะขอเป็นศิษย์ของหนานเทียนอวิ๋นด้วยซ้ำ เพราะการที่สามารถเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ค่ายกลระดับนี้จะทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และศึกษาค่ายกลระดับลี้ลับได้ตลอดเวลา
เวลานี้คนที่ตกใจที่สุดก็คงจะเป็นชูหลินที่กำลังคิดหาวิธีกำจัดหนานเทียนอวิ๋นอยู่
“ เป็นไปไม่ได้เจ้าสารเลวนั้นเป็นปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นกลางที่เหนือกว่าท่านอาจารย์อีกงั้นเหรอ?! ” ซูหลินอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าตกใจและหวาดกลัวออกมา
ในตอนที่หนานเทียนอวิ๋นแสดงความสามารถของปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับออกมาก็ทำให้เขาตกใจจนเกือบหมดสติแล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเกรงว่าซูหลินคงกำลังคิดหาวิธีที่จะไปขอโทษหนานเทียนอวิ๋นแล้ว
ชุนเย่ฮวา นางเองก็ตกใจที่หนานเทียนอวิ๋นเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลาง เพราะตอนแรกนางรู้แค่ว่าหนานเทียนอวิ๋นเป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับขั้นต้นเท่านั้น
“ ดูเหมือนว่าคุณชายหมิงจะยังปกปิดความสามารถของตัวเองเอาไว้มากเลยสินะ ” ชุนเย่ฮวาอดไม่ได้ที่จะยิ้มจางๆและส่ายหน้าเล็กน้อย เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าความแตกต่างของนางและคุณชายหมิงจะแตกต่างกันมากเกินไป
“ ไม่สิขอเพียงแค่ข้าขยันฝึกฝนจนข้าไปถึงระดับลี้ลับได้ข้าก็สามารถยืนเคียงข้างคุณชายหมิงได้เช่นกัน! ” ชุนเย่ฮวาพึมพำด้วยความจริงจัง และอีกอย่างด้วยรูปลักษณ์ของนาง ทำให้นางมั่นใจว่าจะสามารถยืนเคียงข้างคุณชายหมิงเล่ยได้
บนสนามแข่งขัน
ลำแสงพลังหยินที่ถูกปล่อยออกมาจากค่ายกลสังหารกลืินหยางคายหยินค่อยๆเกาะกินม่านสวรรค์ขั้นแรกของค่ายกลป้องกันได้อย่างช้าๆจนกระทั้งเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น
ม่านสวรรค์ขั้นแรกของค่ายกลป้องกันม่านสวรรค์สามขั้นถูกทำลายลง
ดวงตาของหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะฉายแววประหลาดใจออกมา เพราะทั้งสองรู้ดีว่าเพียงแค่ม่านสวรรค์ขั้นแรกนั้นก็แข็งแกร่งในระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นการที่สามารถทำลายม่านสวรรค์ขั้นแรกได้อย่างน้อยการโจมตีนั้นจะต้องเทียบได้กับการโจมตีของเซียนทองคำขั้นต้นด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่าพลังหยินของค่ายกลสังหารของฉู่เยว่ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดเทียบเท่ากับการโจมตีของเซียนทองคำขั้นต้น แต่เป็นเพราะพลังหยินของค่ายกลสังหารนั้นมีความสามารถพิเศษในการกัดกินพลังต่างๆจนทำให้ม่านสวรรค์ขั้นแรกของค่ายกลป้องกันถูกทำลายลง
“ สมกับเป็นค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลางจริงๆ ” ฉู่เยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม เพราะฉู่เยว่รู้ดีว่าค่ายกลสังหารของเขานั้นยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แม้ว่าจะเป็นเพียงค่ายกลระดับลี้ลับขั้นต้นแต่พลังของมันก็ไม่น้อยไปกว่าระดับลี้ลับขั้นกลางด้วยซ้ำ
หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและกล่าวว่า “ ความจริงแล้วค่ายกลสังหารของท่านผู้อาวุโสฉู่ก็ยอดเยี่ยมเช่นกันสามารถทำลายม่านสวรรค์ขั้นแรกของค่ายกลผู้เยาว์ได้ถือว่าทรงพลังมากแล้วจริงๆ ”
ฉู่เยว่ยิ้มและพยักหน้ารับเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณสำหรับคำชมของหนานเทียนอวิ๋น
ไม่นานนักพลังงานของค่ายกลสังหารของฉู่เยว่ก็หมดลง ทำให้การแข่งขันรอบแรกระหว่างหนานเทียนอวิ๋นกับฉู่เยว่ ผู้ชนะก็คือหนานเทียนอวิ๋น
“ เชิญผู้อาวุโสฉู่กระตุ้นค่ายกลได้เลย ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวขึ้น
ฉู่เยว่พยักหน้ารับก่อนที่จะกระตุ้นค่ายกลป้องกันม่านธาราร้อยสมุทร
ทันทีที่ฉู่เยว่กระตุ้นค่ายกลป้องกัน พื้นที่รอบๆสนามประลองก็ปรากฏม่านพลังสีฟ้าทะเลที่ดูงดงามครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดในชั่วลมหายใจเดียว
“ นี้คือค่ายกลป้องกันม่านธาราร้อยสมุทร หวังว่าสหายน้อยจะสามารถทำลายมันได้นะ ” ฉู่เยว่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานเทียนอวิ๋นมองดูค่ายกลป้องกันม่านธาราร้อยสมุทรด้วยแววตาชื่นชม เพราะเขารู้ดีว่าค่ายกลป้องกันนี้ทรงพลังมากจริงๆและอาจจะเป็นหนึ่งในค่ายกลป้องกันระดับลี้ลับที่มีพลังป้องกันที่สูงมากอีกด้วย
“ แม้ว่าค่ายกลของผู้อาวุโสฉู่จะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ไม่สามารถต้านทานค่ายกลสังหารของผู้เยาว์ได้ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวจบเขาก็กระตุ้นค่ายกลสังหารของเขาขึ้นมาทันที
ค่ายกลสังหารของหนานเทียนอวิ๋นมีชื่อว่า ‘ ค่ายกลสังหารดวงดาราสยบพิภพ ’
ทันทีที่หนานเทียนอวิ๋นกระตุ้นค่ายกลสังหารของเขา ทันใดนั้นรอบๆพื้นที่สนามแข่งขันพลันปรากฏหมู่ดวงดาราขึ้นมา และในตอนนั้นเองก็มีดวงดาวขนาดใหญ่พุ่งใส่ม่านพลังป้องกันของฉู่เยว่อย่างรวดเร็ว
ดวงดารานั้นแม้ว่าจะมีขนาดเล็กแต่เหล่ายอดฝีมือระดับเซียนนภาทั้งหลายต่างก็สัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งของมัน แม้กระทั้งจักรพรรดิเฟิงชิงหยางทีี่มารับชมการแข่งขันในครั้งนี้ เมื่อเขามองไปยังดวงดาราขนาดเล็กที่กำลังพุ่งใส่ม่านพลังป้องกัน เขาก็ยังรู้สึกถึงความตายที่กำลังโถมเข้ามาด้วยซ้ำ
ภายในห้องรับรองของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางที่กำลังรับชมการแข่งขันอยู่
นอกจากจักรพรรดิเฟิงชิงหยางแล้วยังมีซานเกาสหายสนิทและยังมีองครัชทายาท เหล่าองค์ชายและองค์หญิงอีกสามถึงสี่คน
เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นองครัชทายาทหรือเหล่าองค์ชายและองค์หญิง พวกเขาต่างก็รู้สึกตกใจกับความสามารถของหนานเทียนอวิ๋น เนื่องจากอายุของพวกเขาก็มากกว่าหนานเทียนอวิ๋นมาก แต่ตอนนี้หนานเทียนอวิ๋นเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับแล้ว
โดยเฉพาะองครัชทายาทที่มองไปยังหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับแววตาครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ ช่างเป็นค่ายกลสังหารที่ทรงพลังจริงๆ นี้น่ะหรือค่ายกลสังหารระดับลี้ลับ? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางพึมพำด้วยความสงสัย
“ นั้นไม่ใช่ค่ายกลระดับลี้ลับขั้นต้นหรอก ” น้ำเสียงที่แหบแห้งดังขึ้นจากด้านหลังของจักรพรรดิเฟิงชิงหยาง
“ ไม่ใช่ระดับลี้ลับขั้นต้น? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางและทุกๆคนที่อยู่ในห้องต่างก็รู้สึกตกใจขึ้นมา
จากนั้นทุกๆคนก็หันไปมองและเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังคือชายชรารูปร่างผอมสูง ผมขาวยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าดูอบอุ่นและใจดี สวมชุดคลุมโบราณสีน้ำเงินเข้ม ชายชราผู้นี้คือผู้นำวิหารค่ายกลมายา หวังเจ๋อฉิน
“ ท่านอาจารย์ไม่ทราบว่าสิ่งที่ท่านกล่าวมาคือ? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยามถามขึ้นด้วยความสงสัยขึ้นมา แม้ว่าในความเป็นจริงเขาพอที่จะคาดเดาได้แล้วก็ตาม
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิเฟิงชิงหยางและหวังเจ๋อฉินก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของศิษย์ห่างๆ เนื่องจากในอดีตตอนที่จักรพรรดิเฟิงชิงหยางยังเป็นเพียงคุณชายตระกูลเฟิงอยู่ เขาเคยไปหาหวังเจ๋อฉินเพื่อขอให้เขาสอนค่ายกล
ในตอนแรกหวังเจ๋อฉินปฏิเสธเพราะไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับตระกูลเฟิงที่ตอนนั้นเริ่มมีข่าวว่ากำลังเตรียมตัวที่จะทำการใหญ่บางอย่าง
แต่ด้วยความที่จักรพรรดิเฟิงชิงหยางในตอนนั้นไม่ยอมแพ้ เขาจึงคุกเข่าอยู่ที่หน้าทางเข้าของที่พักของหวังเจ๋อฉินเป็นเวลานานกว่าสิบวัน
ซึ่งตอนนั้นจักรพรรดิเฟิงชิงหยางไม่ได้ใช้พลังวิญญาณช่วยเหลือตัวเอง ทำให้เขาเกือบจะตายตรงนั้นแล้ว
หวังเจ๋อฉินเห็นถึงความพยายามของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางจึงกล่าวว่า “ ข้าจะไม่รับเจ้าเป็นศิษย์แต่จะสอนวิชาความรู้ด้านค่ายกลให้กับเจ้าเล็กน้อย ”
“ ค่ายกลที่หมิงเล่ยสร้างคือค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลาง แถมยังเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งและซับซ้อนอย่างยิ่งอีกด้วย แม้กระทั้งข้าก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าหากต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลนั่น ” หวังเจ๋อฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หวังเจ๋อฉินก็เหมือนกับเฉาเหลียงที่พยายามค้นหาวิธีพัฒนาค่ายกลของตัวเองให้ทะลวงเข้าสู่ขั้นกลาง แต่ถึงอย่างนั้นการไม่มีคนสั่งสอนหรือแบบอย่างให้ดูทำให้การที่จะทะลวงขั้นกลางนั้นยากเย็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินที่หวังเจ๋อฉินกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเฟิงชิงหยางหรือคนอื่นๆ พวกเขาก็ตกใจอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าหวังเจ๋อฉินผู้นี้มีความรู้ด้านค่ายกลที่สูงมากแม้กระทั้งเฉาเหลียงก็ยังต้องให้ความเคารพและชื่นชม แถมเขายังมีโอกาสที่จะทะลวงขั้นกลางมากที่สุดอีกด้วย
แต่หวังเจ๋อฉินผู้นี้บอกว่าแม้แต่ตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเจอค่ายกลที่หนานเทียนอวิิ๋นสร้างขึ้น แล้วแบบนี้จะไม่ให้ทุกๆคนตกใจได้อย่างไร?
“ ท่านอาจารย์ที่ท่านกล่าวมาเป็นความจริง? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางถามขึ้น
หวังเจ๋อฉินเหลือบมองจักรพรรดิเฟิงชิงหยางและกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ แล้วข้าจำเป็นต้องหลอกเจ้าด้วยงั้นเรอะ? ”
จักรพรรดิเฟิงชิงหยางชะงักก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆ
ทันใดนั้นก็มีคนที่สวมชุดคลุมสีดำเดินเข้ามาในห้องก่อนที่จะมาคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของจักรพรรดิเฟิงชิงหยาง บุคคลนี้คือหน่วยลับของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางที่ถูกส่งไปจับตามองการเคลื่อนไหวของกองกำลังรอบๆ
“ องค์จักรพรรดิตอนนี้กองเรือบินของสี่มหาอำนาจได้เข้ามาในเขตพื้นที่ภาคกลางแล้ว คาดว่าอีกไม่ถึงสองชั่วยามก็น่าจะมุ่งหน้ามาถึงเมืองหลวงต้าเฟิงแล้วขอรับ ” หน่วยลับรายงาน