Chapter 23 : ช่วยเหลือ
แกร๊ก
เสียงกลอนของประตูกระจกใสที่เพิ่งจะถูกล็อกดังขึ้น มินเหยียดแขนทั้งสองข้างของเขาขึ้นทันทีเพื่อยืดเส้นยืดสายบิดี้เีเนื่องจากเหนื่อยล้าทั้งจากการที่ต้องตื่นมาวิ่งั้แ่ตีห้าและลูกค้าที่แห่มาจากไหนก็ไม่รู้ใน่เย็นจนทำให้เขาแทบไม่ได้นั่ง แต่ถึงแม้กระนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าว่าตนไม่พอใจแต่อย่างใด กลับกัน
“หึหึหึหึหึ ฮ่า ฮ่าฮ่า!!!!”
มินหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ เขาอ้าแขนออกพร้อมกับเงยหน้ามองเพดานพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอยู่อย่างนั้นราวห้านาที
มายมองการกระทำของชายหนุ่มด้วยสายตาเหยียดๆ เพราะรู้ดีถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายมีอากัปกิริยาเช่นนั้น
“หัวเราะสะใจอะไรขนาดนั้น ไม่ได้ถูกหวยรวยข้ามวันนะ” หญิงสาวกล่าว
มินหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยสายตาตำหนิเนื่องจากเธอพูดขัดใจตน ก่อนจะพูดขึ้น “ถูกหวยก็ดีสิ! จะได้นอนเฉยๆ สบายๆ”
เธอส่ายหัวเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ก่อนจะยืนเงินให้กับเขาเป็จำนวนสองร้อยสิบสองบาทถ้วน
มินรับเงินนั้นมาพร้อมกับประคองมันอย่างทะนุถนอมราวกับว่าเงินดังกล่าวที่อยู่บนมือเขาเป็สิ่งล้ำค่าที่หากถือไม่ระวังมันจะแตกหักเอาได้
“ลูกพ่อ โอ๋ๆๆๆ อยู่กับพ่อไปนานๆ นะ!” น้ำเสียงตื้นตันถูกส่งออกมาจากชายหนุ่ม
ถ้าหากสังเกตที่หางตาของเขาให้ดีแล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่าที่หางตาของเขานั้นมีน้ำใสๆ คลออยู่เล็กน้อย
“เงินแค่สองร้อยทำอย่างกับสองล้าน” มายกล่าวขึ้นกับเขาอีกครั้ง
“เธอจะไปรู้อะไร เงินสองร้อยนี่มันคือน้ำพักน้ำแรงที่ฉันตรากตรำหามาอย่างอยากลำบากนะ” กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาดังฟึดฟัด
หลายวันมานี้เขากังวลเป็อย่างมากว่ากำไรส่วนแบ่งห้าเปอร์เซ็นต์ที่เขาได้จากดันเจี้ยนสตูดิโอจะพอที่จะสามารถใช้ชีวิตได้หรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากที่ใช้เงินที่เหลือทั้งหมดไปกับดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถ
แม้ในตอนนี้ในวันๆ หนึ่งเขาจะไม่ต้องใช้จ่ายอะไรเลยก็ตามเพราะนอนก็นอนที่ตึก ข้าวก็กินที่นี่ฟรีจากบริการของซิสเตม แถมยังต้องอยู่เฝ้าร้านทั้งหมด ไม่ได้มีเวลาออกไปที่ไหนอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะเป็เช่นนี้นี่นา เพราะว่าไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง ต่อให้เขาอยากไปไหนทำอะไรก็ไม่มีปัญญา
แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว! เพราะว่าลูกค้าของเขาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ในตอนแรกจะสับสนอยู่บ้างเนื่องจากไม่ทราบว่าเหตุใดคนจึงแห่กันเยาะแยะและพอได้รู้ถึงดราม่าบนโลกอินเทอร์เน็ต มินก็พลันนึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้ร้านของเขาดังขึ้นมา โดยเฉพาะโรส ผู้ที่เป็ต้นเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว
นี่ถ้าหากไม่ใช่ว่าเขาถังแตกไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทแล้วล่ะก็ เขาอยากจะตกรางวัลให้แก่หญิงสาวเป็การเข้าดันเจี้ยนฟรีสักสิบยี่สิบครั้ง แต่ความเป็จริงมันโหดร้าย แม้เขาจะเป็เ้าของร้านนี้แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันก็เป็เพียงแค่ในนามเท่านั้นเพราะผู้ที่ควบคุมตัวสตูดิโอนี้ตัวจริงคือซิสเตมต่างหาก ฉะนั้นแล้วต่อให้มินอยากให้ดันเจี้ยนฟรีกับโรสเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้
กลั้นยิ้มไม่ไหวจนต้องฉีกยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงกำไรในวันต่อๆ ไปหากคนยังแห่มาร้านเขาเฉกเช่นวันนี้ มั่นใจว่าเมื่อทุกคนได้พิสูจน์กับตัวและรับรู้ถึงความพิเศษของดันเจี้ยนจากสตูดิโอของเขาแล้ว จะต้องมีคนมากมายแห่กันมามากขึ้นกว่าเดิมเป็แน่
มายมองชายหนุ่มที่ยิ้มตาเยิ้มราวกับคนเสพยาเสพติดด้วยสายตาเอือมระอา เธอสบถเหอะออกมาเบาๆ แล้วเลิกสนใจชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าจะหยุดเพ้อฝันเมื่อใด ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อไปยังห้องนอนของตัวเอง
ห้านาทีหลังจากนั้นที่มินสามารถสงบสติอารมณ์ของตนได้แล้ว เขาจึงเก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกงของตัวเองอย่างดีก่อนจะหยิบโทรศัพท์แล้วเดินเข้าสเตชัน01เพื่อเข้าไปยังดันเจี้ยนโรงฝึก
แม้จะไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนักเนื่องจากถูกบังคับให้ต้องเข้าดันเจี้ยนโรงฝึกทุกวันหลังจากปิดร้านเพื่อฝึกฝนเป็ระยะเวลาอย่างน้อยสามชั่วโมง โดยเขาจะไม่รู้สึกเช่นนี้เลยหากการเข้ามาที่นี่เขาแค่เข้ามาเพื่อปล่อยให้ซิลเวอร์สู้กับเรนะเท่านั้นแต่เพราะว่าตัวเขาเองก็ต้องร่วมสู้ด้วยนี่สิ ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยเต็มใจที่จะเข้ามาเท่าไรห่นัก
สะบัดข้อมือออกไปหนึ่งทีเพื่อเรียกซิลเวอร์ออกมา ก่อนจะก้มลงไปลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน เ้าไชลด์สุนัขตัวน้อยยื่นหัวของมันมารับมือหนาของเขาทันทีพร้อมกับหลับตาพริ้ม เคลิ้มไปกับมือที่ลูบหัวมันอยู่
เรนะยืนดูการกระทำของเ้านายของตนอยู่เงียบๆ โดยไม่พูดอะไร ไม่นานหลังจากนั้นมินก็ลุกขึ้นมาก่อนจะพยักหน้ามาให้เธอ หญิงสาวพยักหน้ากลับพร้อมกับตั้งกระบวนท่าเตรียมตัว
“ซิลเวอร์!”
มินะโชื่อของเ้าไชลด์ข้างกายเขา และนั่นก็คือสัญญาณของการเริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายต่างวิ่งเข้าหากัน ซิลเวอร์พ่นไฟออกไปโดยสะเก็ดไฟดังกล่าวพุ่งเข้าหาเรนะอย่างรวดเร็ว เธอเอียงหน้าหลบทันทีในท่าทางสบายๆ ทั้งที่ยังวิ่งเข้าหาพวกมินอยู่
เ้าซิลเวอร์เห่าออกมาพร้อมกับะโเข้าหาหญิงสาวเพื่อเปิดการโจมตีระยะประชิด เรนะยกหน้าแข้งขึ้นมาพร้อมกับเตะเ้าลูกหมาตัวน้อยกระเด็นไปไกลหลายเมตร มินที่เข้ามาถึงตัวเธอพอดีก็พลันง้างหมักชกอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็สามารถยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากันได้ทันท่วงที
และในขณะที่เรนะกำลังจะสวนกลับการโจมตีของมันนั้น พลันลูกไฟลอยก็ลอยเข้าหาเธอมาจากข้างหลัง มันคือสะเก็ดไฟที่ซิลเวอร์ปล่อยออกมาหลังจากยื่นขึ้น หญิงสาวะโหลบทันที เปิดโอกาสให้มินยกขาขึ้นฟาดเข้าไปที่หญิงสาว เธอก้มตัวลงต่ำเพื่อหลบการโจมตีพร้อมกับเตะไปที่ข้อเท้าของชายหนุ่ม ทำให้เขาล้มกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง ก่อนที่เธอจะหันไปเตะซิลเวอร์ที่พุ่งเข้ามาหมายจะกัดเธอจมเขี้ยว
- สามชั่วโมงผ่านไป -
สภาพของทั้งเ้านายและไชลด์ไม่ต่างกัน ทั้งคู่กำลังนอนอยู่บนพื้นพลางหายใจหอบถี่และพยายามสูดเอาออกซิเจนเข้าปอดอย่างหนักหน่วง เหงื่อไหลชุ่มไปทั่วร่างกายราวกับว่าเขาไปอาบน้ำมาทั้งๆ ที่ยังใส่เสื้อผ้าอยู่ ส่วนเ้าซิลเวอร์นั้นก็แทบไม่ต่างกันเพราะมันก็นอนหงายท้องพร้อมกับแลบลิ้นออกมาพร้อมกับเสียงหายใจดังแฮกๆ
“แค่วันเดียวพัฒนาขึ้นมาก”
เรนะเอ่ยชม และเช่นเคยเหมือนกับคืนก่อน เธอไม่ได้รับความเสียหายอะไรจากการโจมตีของทั้งคู่ มีเพียงแค่รอยแดงอันเกิดจากความสามารถติดตัวของซิลเวอร์เท่านั้น
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนของซิสเตมดังขึ้นก่อนที่มินจะััได้ถึงพลังงานในตัวที่ปะทุออกมา มันคือสัญญาณของพลังชีวิตในตัวที่เพิ่มขึ้น เขาหันไปมองหน้าจอโฮโลแกรมใสที่ปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าทันที
[ขอแสดงความยินดีกับยูสเซอร์ ระดับแรงก์ของท่านเลื่อนขึ้นไปเป็ระดับเอฟแล้ว]
พร้อมกับข้อมูลของซิลเวอร์ที่ปรากฏออกมาพร้อมกัน
[ไชลด์]
ชื่อ: ซิลเวอร์
เทียร์:★
แรงก์: เอฟ
ธาตุ: ไฟ
สาย: กายภาพ
นิสัย: แน่วแน่
ความสามารถติดตัว: เฟลมบอดี้
พลังชีวิต:45
พลังโจมตีกายภาพ: 55
พลังโจมตีเวทมนตร์: 10
พลังป้องกันกายภาพ: 40
พลังป้องกันเวทมนตร์: 15
ความเร็ว:30
รวม:200
[NEW]Fire Fang (กายภาพ) : ท่าโจมตีโดยเขี้ยวของไชลด์จะมีไฟลุกท่วมและกัดทะลุิัของศัตรูทำให้เกิดความเสียหายภายใน
“ไวขนาดนี้เชียว เราเพิ่งจะแรงก์จีเมื่อวานเองนะ” เขาอุทานออกมา
“มันคือคุณลักษณะพิเศษของวิชาการอัญเชิญไชลด์ถ้าไชลด์ลอร์ดกับไชลด์ร่วมสู้ไปด้วยกัน จะทำให้ค่าประสบการณ์ที่ไชลด์ได้รับทวีคูณขึ้นบวกกับพลังชีวิตที่ดันเจี้ยนแห่งนี้มอบให้กับมาสเตอร์เป็พิเศษ ทำให้ซิลเวอร์เพิ่มระดับได้ไวยิ่งขึ้นไปอีก” เรนะอธิบาย
มินร้องอ๋อออกมาเมื่อได้ฟังอธิบายของหญิงสาว มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเนื่องจากดีใจที่บัดนี้พลังของตนเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว เขาเก็บซิลเวอร์เข้าแหวนไปก่อนจะสั่งลาเรนะแล้วออกจากดันเจี้ยนโรงฝึกเพื่อกลับไปพักผ่อนบนเตียงอันนุ่มสบาย
เพราะว่ามีอาการเหนื่อยล้าจนสุดขีดจากทั้งวิ่งและฝึกทำให้เมื่อหัวถึงหมอน มินก็พล่อยหลับทันทีโดยไม่ได้อาบน้ำล้างเหงื่อใดๆ
ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาหลังจากได้นอนไม่ถึงสองชั่วโมงเมื่อโดนมายปลุก แม้ร่างกายโดยเฉพาะขาจะล้าเพียงใดก็ต้องลากสังขารตัวเองไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปวิ่งเพื่อให้ได้ระยะทางสามกิโลเมตร มิเช่นนั้นแล้วดันเจี้ยนโรงฝึกในสตูดิโอของเขาจะไม่สามารถเปิดได้
ท้องฟ้ามืดมัวบ่งบอกถึงเวลาตีห้าเศษๆ เขาวิ่งเหยาะๆ อย่างช้าๆ ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป พลางคิดในหัวว่าวันนี้ลูกค้าในร้านจะเยอะเหมือนกับเมื่อวานหรือเปล่า เงินที่ได้ในวันนี้จะเยอะกว่าไหม ถ้าหากมันมากกว่าสองร้อยสิบสองบาทก็คงจะดี
“คึคึคึ” หัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนคนบ้าเมื่อนึกถึงเงินที่จะได้ในวันนี้
และขณะนั้นเองที่ปลายสายตาของมิน ก็พลันนั้นร่างใครบางคน ชายหนุ่มคนนั้นอยู่ในชุดออกกำลังกายเช่นเดียวกันกับเขา ทั้งสองสบตากันก่อนจะยิ้มให้กัน มินรู้จักใบหน้านี้ดีเนื่องจากเห็นบุคคลดังกล่าวทุกเย็น ไม่ใช่ว่าเป็ลูกค้าของร้านเขาแต่อย่างใดแต่ชายหนุ่มคนนี้มาตามคุณตาของเขากลับบ้านนั่นเอง
เขาคือไมค์ ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ต้องคอยตามตาเมศกลับบ้านเพื่อไม่ได้ชายชรามาเล่นการพนันทุกวันที่ออตเทอร์ดันเจี้ยนสตูดิโอ
ชายหนุ่มคิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นเ้าของร้านดันเจี้ยนสตูดิโอที่ตาของตนไปเล่นการพนัน เขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากคอยตามตาของเขากลับบ้านหลังเลิกงาน เพราะว่าเขาไม่สามารถจับคุณตาของเขาได้นั่นเอง แต่ถึงแม้จะจับได้แต่เพราะมันไม่ใช่การพนันอย่างเปิดเผยเหมือนตอนชนไก่ที่มีคนหมู่มาก เขาก็ไม่สามารถจับได้คาหนังคาเขาอยู่ดี
ทำให้เมื่อไมค์เห็นมิน เขาก็พลันอารมณ์เสียนิดหน่อยเพราะอีกฝ่ายคือตัวการที่ไม่ยอมห้ามให้คุณตาและเหล่าชายชราพนันกันในร้าน
“สวัสดีครับ” มินเอ่ยทักทายเมื่อทั้งสองอยู่ในระยะที่สามารถได้ยินเสียงกัน
“สวัสดีครับ” ไมค์เอ่ยตอบ
“วิ่งเหมือนกันเหรอครับ แหม คุณตำรวจขยันจังเลย” เขาเอ่ยออกไปด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่รู้ว่าภายในใจอีกฝ่ายนั้นคุกรุ่นที่ได้เห็นเขา
“ครับ เป็ตำรวจก็ต้องฟิตอยู่เสมอ ไม่งั้นคงวิ่งจำผู้ร้ายไม่ทัน” ไมค์ตอบกลับไปตามมารยาท
“ไม่ทราบว่าคุณตำรวจอยู่มีพลังระดับไหนเหรอครับ ผมขอแนะนำให้มาลองดันเจี้ยนร้านผม รับรองระดับของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน” ไม่ลืมที่จะโฆษณาสตูดิโอของตนเมื่อเห็นว่าไหนๆ อีกฝ่ายก็ต้องมารับญาติผู้ใหญ่กลับบ้านอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
ไมค์หึออกมาในลำคอเบาๆ การมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้า ยิ้มให้อีกฝ่ายโดยไม่ตอบอะไร เขาไม่คิดจะเข้าดันเจี้ยนสตูดิโอที่ใดอยู่แล้วเพราะที่สถานีตำรวจก็มีดันเจี้ยนเอาไว้ฝึกเช่นกัน แม้ในใจก็คิดว่าถึงมันจะไม่ได้ดีเท่าดันเจี้ยนตามร้านที่เปิดก็ตามแต่เพราะว่าไม่เสียค่าบริการ ทำให้เขาประหยัดเงินไปได้เยอะ
ครอบครัวของเขาไม่ใช่คนมีฐานะ ที่ไมค์มาเป็ตำรวจก็เพราะรู้ว่ามันเป็อาชีพที่มั่นคงและมีสวัสดิการมากมายจากรัฐบาล แถมเกษียณไปก็มีเงินบำเหน็จเงินำาญให้ด้วย แถมจะกู้ผ่อนรถผ่อนบ้านก็สบายผ่านฉลุยไม่ต้องไม่ขั้นตอนยุ่งยากเหมือนคนธรรมดา
ถึงแม้ในตอนนี้เงินเดือนของเขาจะน้อยก็ตามแต่ไมค์เชื่อว่าในอนาคตหลังจากที่เขาสอบเลื่อนยศผ่านไปเรื่อยๆ เขาจะมีเงินเก็บ มีกินมีใช้ไม่ขาด แต่เพราะว่าตาของเขาที่ชอบเล่นการพนัน ทำให้เขาต้องยิ่งระวังมากขึ้น ไม่ใช้จ่ายอะไรสุรุ่ยสุร่าย
โชคยังดีที่บ้านเป็ของพ่อแม่ของเขาเอง ไม่ต้องผ่อนอะไร ค่าใช้จ่ายภายในบ้านมีเพียงแค่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากิน ค่าขนมให้น้องสาวและค่าทอมของเธอที่แบ่งจ่ายกันคนละครึ่งกับญาติฝั่งแม่
เพราะว่าพ่อกับแม่ของเขาเสียไปั้แ่ยังเล็ก มีเพียงคุณตาคนเดียวเท่านั้นที่เลี้ยงพวกเขามาอย่างยากลำบาก แถมไมค์ก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อช่วยหาเงินั้แ่เด็กๆ แม้จะมีเงินของญาติฝั่งแม่มาช่วยก็ไม่พออยู่ดีเพราะมันไม่ได้มากมายอะไร
แม้คุณตาของเขาจะไม่ได้ติดเหล้าและขี้ยาแต่เพราะความติดพนันทำให้บางครั้งความยากลำบากที่ไมค์และน้องสาวเผชิญเป็ความคิดของคุณตา ไมค์คิดเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตามเพราะว่าคุณตาของเขาเป็ญาติเพียงคนเดียวที่อ้าแขนรับพวกเขามาเลี้ยงอย่างเต็มใจ ทำให้ไมค์ไม่ได้โทษคุณตาของตัวเองมากนัก
ในบางครั้งเงินที่ได้มาจากการพนันก็มากพอที่จะทำให้เขากับน้องสาวอยู่สุขสบายมีกินมีใช้ได้เป็เดือน ถึงแม้จะใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ตาม (เพราะคุณตาเอาเงินไปเล่นการพนันอีก)
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไมค์เกลียดสิ่งผิดกฎหมายเป็อย่างมากโดยเฉพาะการพนัน และนี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาเลือกที่จะสมัครสอบเข้าเป็ตำรวจผู้ผดุงความยุติธรรมเพื่อคอยจับผู้ร้ายและคนที่ทำผิดกฎหมาย (ถึงจะไม่จับตาของเขาตัวเองก็ตาม)
เมื่อบทสนทนาจบลงและไม่มีผู้ใดถามอะไร ชายหนุ่มทั้งคู่จึงตัดสินใจวิ่งต่อโดยไม่สนใจกันและกัน
และทันใดนั้นเอง
“กรี๊ดดดด!”
พวกเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่ มันดังมาจากป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม เมื่อชายหนุ่มทั้งสองหันไป เผยให้เห็นถึงหญิงสาวที่นอนลงไปกองกับพื้นและชายวัยกลางคนที่ออกตัววิ่งไปไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่พร้อมกับกระเป๋าสะพายสีชมพูในมือของเขา
‘ภาพคุ้นๆ แฮะ เหมือนเดจาวู’มินคิดในใจเห็นภาพดังกล่าว
“เฮ้ย! ไม่ใช่ดิ ไม่ใช่เวลามาเพ้อเจ้อ” เขาอุทานออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ก่อนจะออกตัววิ่งตามไมค์ไปอย่างไม่รีรอ
“ซิลเวอร์!” เรียกไชลด์ของตนออกมาทันทีและปล่อยให้มันวิ่งไปทางโจรวิ่งราวส่วนตัวเขาก็วิ่งเข้ามาหาหญิงสาวที่กำลังยันตัวขึ้นจากพื้น
“เป็ไรไหมครับ” มินถามขึ้นอย่างเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรค่ะ” เธอตอบกลับเสียงสั่น
มินเบิกตากว้างทันทีเมื่อจมูกของเขาััได้ถึงกลิ่นที่ทำให้มึนหัว กลิ่นแอลกอฮอล์ ทำจมูกฟุตฟิตอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะช่วยพยุงตัวอีกฝ่ายให้ขึ้น
เมื่อชายหนุ่มได้พิจารณาก่อนแต่งตัวของอีกฝ่าย เดรสสั้นสีรุ่งเงาวาวกับใบหน้าที่แต่งออกมาได้ค่อนข้างสวยกับทรงผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างดี ทำให้เขารู้ได้ทันทีเลยว่าหญิงสาวคนนี้เพิ่งกลับออกมาจากผับที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้
“นี่ถ้าไม่ได้กินเหล้ามาไอ้บ้านั้นไม่มีทางฉกกระเป๋าไปได้แน่” เธอกล่าวอย่างหัวเสียก่อนจะเดินเซไปนั่งที่ป้ายรถเมล์
มินหันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทิศทางที่พวกไมค์ละซิลเวอร์วิ่งไป กะว่าจะตามพวกเขาแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีหญิงสาวอยู่ตรงนี้ เขาจึงหยุดยืนรอให้พวกคนนั้นกลับมา
ไม่นานไมค์ก็เดินกลับมาพร้อมกับชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดมอซอที่มีท่าทางสะบักสะบอมและรอยไหม้ที่มือ
ซิลเวอร์วิ่งมาะโเข้าอ้อมแขนของเขาพร้อมกับเห่าเสียงดังบ๊อก ราวกับว่ามันกำลังถามว่ามันทำดีไหม มินหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางยื่นมาไปลูบหัวมันพร้อมกล่าว “ทำดีมากซิลเวอร์”
“ไม่ทราบว่าก่อนเลยว่าคุณเป็ซัมมอนเนอร์” ไมค์เอ่ยก่อนสายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่เ้าหมาขนสีเงินที่มีหางเป็ไฟ
ในตอนที่เขากำลังวิ่งตามชายวัยกลางคนอยู่นั้น ไมค์ประหลาดใจเป็อย่างมากเมื่อเห็นมอนสเตอร์รูปร่างเหมือนสุนัข ในคราแรกที่เห็นเขาเกือบจะตั้งท่าเตรียมตัวออกการโจมตีอยู่แล้วหากไม่ใช่ว่าเ้ามอนสเตอร์ตัวดังกล่าวปล่อยสะเก็ดไฟไปหาผู้ร้ายที่กำลังวิ่งหนีเขาอยู่
ไม่แปลกที่ไมค์จะใกับซิลเวอร์เพราะว่าซัมมอนเนอร์หรือผู้อัญเชิญนั้นเป็หนึ่งในวิชาที่มีคนสนใจและร่ำเรียนน้อยมาก หากนับประชากรกว่าเจ็ดพันล้านคน เขาก็เชื่อว่าในโลกนี้นั้นคงมีซัมมอนเนอร์ไม่ถึงหนึ่งแสนคนแน่ๆ นั้นคือความหายากของคนที่สนใจเรียน นี่ยังไม่ได้นับสถิติการคาดการณ์ผู้ที่อดทนไม่ได้กับการเรียนวิชาดังกล่าวและจะล้มเลิกไปในอนาคตอีกนะ ไม่งั้นจำนวนก็คงลดลงอีกแน่ๆ
วิชาอัญเชิญนั้นเป็หนึ่งในวิชาที่เรียนได้ง่าย ไม่ว่าใครหากเขาคนนั้นสามารถััและควบคุมมานาได้ เขาคนนั้นก็จะสามารถเรียนวิชาอัญเชิญได้อย่างแน่นอน
แต่เหตุใดทำไมวิชาดังกล่าวถึงมีคนเรียนน้อยล่ะ? นั่นก็เพราะว่าวิชานี้มีความพิเศษเช่นเดียวกับพวกเอสเปอร์ยังไงล่ะ
เมื่อซัมมอนเนอร์ได้ทำพันธสัญญากับมอนสเตอร์ที่พวกเขาอัญเชิญมานั้น พันธสัญญาดังกล่าวจะทำให้มานาในร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลง แชร์พลังกับมอนสเตอร์ที่เขาได้ทำพันธสัญญาเอาไว้
แต่มันมีข้อเสียอย่างใหญ่หลวงอย่างหนึ่งนั่นก็คือ หลังจากทำพันธสัญญา ซัมมอนเนอร์นั้นจะไม่สามารถดูดซับมานาตามอากาศเข้าร่างกายได้อีก ถ้าซัมมอนเนอร์้าจะแข็งแกร่งขึ้น เขาจะต้องให้มอนสเตอร์ที่ตนทำพันธสัญญาด้วยจัดการมอนสเตอร์เพื่อนำพลังชีวิตซึมซับพลังชีวิต
นี่เป็เหตุผลที่ทำให้หลังจากยุคกวาดล้างมอนสเตอร์ จำนวนของผู้ที่เรียนวิชาอัญเชิญลดลงเป็อย่างมากจนเหลือน้อยนิดเมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ
ลองคิดดูสิ ถ้าหากคุณเรียนวิชาอัญเชิญแล้วต้องติดแหง็กอยู่ที่เทียร์หนึ่งแรงก์จีตลอดไป คุณจะเรียนทำไม เรียนวิชาอื่นที่สามารถต่อยอดและเพิ่มระดับพลังไปได้ไม่ดีกว่าหรือ
“ต้องขอบคุณมอนสเตอร์ของคุณมากไม่งั้นผมก็ไม่จับผู้ร้ายไม่ได้” ไมค์กล่าวขอบคุณด้วยใจจริง
“ไม่เป็ไรครับ” เขาตอบกลับไป
“ผมโทรฯ เรียกเพื่อนที่ส.น.แล้ว อีกเดี๋ยวคงถึง ยังไงช่วยรบกวนอยู่ต่อก่อนเพื่อไปคุณไปให้ปากคำด้วยนะครับ” ไมค์เอ่ยอย่างสุภาพ
มินพยักหน้ากลับไปโดยไม่พูดอะไรก่อนจะเดินไปนั่งตรงป้ายรถเมล์และเรียกให้ซิลเวอร์กลับเข้าไปในแหวน
“ขอบคุณมากๆ นะคะ”
หญิงสาวคนดังกล่าวขอบคุณและหันไปทางไมค์และหันมาขอบคุณเขาอีกครั้ง มินยิ้มตอบกลับไปและไม่นานรถตำรวจก็มาพร้อมกับเสียงไซเรน มันคือรถกระบะที่มินสามารถเห็นได้ตามละครไทย
‘ไม่ว่าโลกไหนรถตำรวจก็เหมือนกันสินะ’ เขาคิด
รถกระบะคันดังกล่าวเคลื่อนอยู่มาหยุดตรงหน้าของพวกเขา ก่อนที่จะกระจกรถจะเลื่อนลงมา เผยให้เห็นถึงชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบของตำรวจสีกากี
“ตีห้าแล้วยังปฏิบัติหน้าที่นะไอ้ชาย” เสียงเข้มกล่าวหยอกล้อกับไมค์ที่ยืนกับจับข้อมือของชายวัยกลางคนทั้งสองข้างอยู่
“ไอ้ชายห่าไร” เขาตอบเสียงเข้มกลับไปก่อนจะตะเบ็งเสียงใส่ชายวัยกลางคน“ขึ้น ไมค์จับตัวชายชราขึ้นไปท้ายกระบะพร้อมกับตน
“เชิญครับคุณผู้หญิง” ตำรวจหนุ่มกล่าวกับหญิงสาว เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างคนขับ ส่วนมินนั้นก็ขึ้นไปท้ายกระบะนั่งใกล้ๆ กับชายวัยกลางคน
หลังจากที่พวกเขามาถึงและให้ปากคำกับตำรวจหนุ่มหน้าหล่อเสร็จแล้ว ในขณะที่มินกำลังจะเดินออกมาจากสถานีตำรวจนั้น
“เป็ไรบ้างไหมครับคุณหนู!” พลันก็มีชายแก่คนหนึ่งวิ่งเข้าหาหญิงสาวและถามด้วยเสียงอันอ่อนโยนและสั่นเครือ
“หนูไม่เป็ไรลุงสมาน เห็นไหม” เธอกล่าวพลางหมุนหัวให้อีกฝ่ายดูว่าเธอไม่เป็อะไรจริงๆ
“ลุงเป็ห่วงแทบแย่ตอนรับสายจากคุณหนู นี่ไงไม่ยอมฟังลุง ออกมาเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ” ชายชราบ่นออกมา
“ลุงสมานอย่าดุหนูสิ อายเขาเห็นไหม” หญิงสาวกระซิบกับชายชราพลางชี้ให้เขาดูมินและไมค์ที่มองเหตุการณ์อยู่
“ลุงดุที่ไหน คนที่จะดุคุณหนูคือคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายต่างหาก” เขาไม่สนใจชายหนุ่มทั้งสองก่อนจะพูดออกมา
“ลุงสมานบอกพ่อกับแม่ทำไม หนูอุตส่าห์ย้ำแล้วว่าให้ออกมาเงียบๆ” เธอกล่าวงอแงกับอีกฝ่ายออกมาอย่างหัวเสีย
“ท่านทั้งสองห่วงคุณหนูแทบแย่ นี่ถ้าลุงไม่ห้ามไว้คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายจะมารับคุณหนูเอง คุณหนูเลือกเอา” ลุงสมานทำเสียงเอ็ดอีกครั้ง
หญิงสาวเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์เนื่องจากคืนนี้เธอหนีออกจากบ้านมาเที่ยวโดยตกลงกับลุงสมานไว้ให้เขามารับเพราะรู้ว่าเขาคงจะเป็ห่วงและบอกกับพ่อแม่ของเธอแน่ๆ ถ้าเธอไม่ยอมให้เขาไปรับไปส่ง แต่เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ที่ลุงเขาจะต้องบอกพ่อแม่ของเธอ เธอเข้าใจดี แต่ก็อดอารมณ์เสียไม่ได้เพราะจะต้องโดนดุเมื่อกลับถึงบ้านของเธอ
“อ่าใช่ ลุงสมาน พี่สองคนนี้ช่วยจอยเอาไว้” หญิงสาวกล่าวพลางชี้มาทางมินและไมค์
“ขอบคุณจริงๆ นะครับที่ช่วยคุณหนูเอาไว้ ขอบคุณจริงๆ” ลุงสมานรีบเดินเข้ามาพร้อมกับกุมมือชายหนุ่มทั้งสองไว้พลางเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “นี่ถ้าไม่ได้พวกคุณ คุณหนูคงแย่แน่”
“ลุงสมานก็เวอร์ หนูเอาตัวรอดได้น่า” จอยกล่าว
“เอาไว้ไปบอกคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายหลังจากที่คุณหนูโดนลงโทษกักตัวไม่ให้ออกมาเที่ยวแล้วกันนะครับ” เขาหันไปกลับกับคุณหนูของตน
“บู้!” หญิงสาวยู่ปากก็แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะรู้ว่าตัวเองเถียงไม่ได้
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไป หญิงสาวขึ้นรถกลับไปพร้อมกับชายชรา ส่วนไมค์นั้นมีเพื่อนตำรวจขับรถไปส่งบ้าน อีกฝ่ายอาสาจะไปส่งมินเช่นกันแต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไป เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าระยะทางจากสถานีตำรวจน่าจะประมาณสามกิโลเมตรพอดี เขาจึงคิดเอาไว้ว่าจะวิ่งกลับไปที่สตูดิโอด้วยตนเอง