กลิ่นหอมกของต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มแดงรสชาติเข้มข้น และไข่เจียวเนื้อปูฟูหนานุ่มสีเหลืองทองลอยฟุ้งไปทั่วทั้งห้องครัวบ้านสีเทาเข้มของผม ผมยืนพลิกตะหลิวและชิมรสชาติอาหารอย่างพิถีพิถันเพื่อไม่ให้เผ็ดหรือเปรี้ยวจนเกินไปสำหรับกระเพาะอาหารของคนตัวเล็กข้างบ้าน
ปกติแล้วในฐานะฟรีแลนซ์ที่ต้องทำงานนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์จนถึงรุ่งเช้า เมนูอาหารของผมมักจะเป็เื่ง่ายๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรือกาแฟดำเพียงแก้วเดียวประทังชีวิต แต่ั้แ่คุณน้ากิ่งแก้วและคุณน้าชาญชัยออกเดินทางไปต่างประเทศและฝากฝังข้าวหอมไว้ คลังอาหารและตู้เย็นของผมก็อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบสดใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีของข้าวหอม
ผมดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว ผมจึงปิดแก๊ส ล้างมือให้สะอาดสะอ้าน และก้าวเดินข้ามกำแพงเตี้ยๆ ที่กั้นระหว่างบ้านสองหลังเพื่อไปเคาะประตูบ้านสีขาวอันแสนอบอุ่นของข้าวหอม
"ข้าวหอมครับ หกโมงเย็นแล้ว ออกมาทานข้าวได้แล้วครับ"
ผมส่งเสียงเรียกผ่านบานประตูมุ้งลวดและกระจกใส
ไม่ถึงสิบวินาที ประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมกับร่างบางของเด็กหนุ่มนักศึกษาที่อยู่ในชุดลำลองแสนสบาย เสื้อยืดสีขาวโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่ที่ยาวจนเกือบคลุมต้นขาเรียวและกางเกงขาสั้นสีชมพูอ่อนเหนือเข่า ผมเผ้าของน้องกระเซิงเล็กน้อยเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แก้มกลมๆ สองข้างมีสีชมพูระเรื่อชวนฝันชวนให้ผมอยากเอื้อมมือไปบีบเล่นด้วยความเอ็นดูเหลือกำลัง
"มาแล้วครับพี่ธันวา โห... กลิ่นต้มยำกุ้งลอยไปหอมถึงห้องนอนของผมเลยนะ ครับเนี่ย! ท้องผมร้องประท้วงใหญ่เลย"
ข้าวหอมเงยหน้าส่งยิ้มตาหยีพลางลูบท้องตัวเองเบาๆ
"ส่งกลิ่นเรียกขนาดนี้แล้วยังชักช้าอีกครับ รีบข้ามไปที่บ้านพี่เลย แดดลมร่มแล้วแต่มียุง ข้ามไปเร็วๆ ครับ"
ผมดุน้องเสียงเรียบ แต่ก็ขยับตัวยืนบังทิศทางลมเพื่อป้องกันไม่ให้น้องโดนลมพัดแรงจนไม่สบายตัว
เมื่อข้าวหอมนั่งลงที่โต๊ะอาหารไม้ตัวใหญ่ในห้องกินข้าวบ้านผม น้องก็จ้องมองกับข้าวสองสามอย่างบนโต๊ะด้วยแววตาเป็ประกายระยิบระยับ ผมตักข้าวสวยร้อนๆ ควันฉุยใส่จานให้น้องก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม ข้าวหอมหยิบช้อนส้อมเตรียมพร้อมทันทีราวกับเด็กน้อยที่รอคอยรางวัล
"ทานเยอะๆ ครับ จะได้โตไวๆ ตัวเล็กแค่นี้เดินชนอะไรนิดหน่อยก็เกือบปลิวแล้ว"
ผมพูดพลางเอื้อมช้อนกลางไปตักกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ วางลงบนจานของข้าวหอม
"ผมโตแล้วนะครับพี่ธันวา สูงร้อยเจ็ดสิบห้าเิเแล้วนะ! ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นซะหน่อย พี่ธันวานั่นแหละตัวใหญ่ั์เกินไปต่างหาก"
ข้าวหอมบ่นอุบอิบพลางตักกุ้งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มทั้งสองข้างป่องขึ้นมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
"ร้อยเจ็ดสิบห้าของเธอเมื่อเทียบกับพี่ร้อยแปดสิบแปดก็ถือว่าตัวเล็กอยู่ดีครับ ทานไข่เจียวปูด้านนี้ด้วย ร่างกายจะได้แข็งแรง ได้รับโปรตีนเยอะๆ"
ผมพูดพลางตักไข่เจียวปูเนื้อแน่นวางให้อีกคำ ข้าวหอมเคี้ยวอาหารอย่างมีความสุขจนผมลอบยิ้มตาม แววตาของธันวายามมองเด็กคนนี้ช่างต่างจากแววตาเ็าที่ใช้มองคนส่งของหรือลูกค้าในโลกทำงานอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่เคี้ยวข้าวอย่างเพลิดเพลิน ข้าวหอมก้มหน้าก้มตาตักน้ำแกงจนสีส้มแดงของต้มยำเลอะเปื้อนติดอยู่ที่มุมปากล่าง ผมมองภาพนั้นแล้วส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชู่ออกมา ขยับลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือข้ามโต๊ะอาหารกว้างไปแตะที่ปลายคางมนของน้องเบาๆ แล้วเช็ดมุมปากให้อย่างทะนุถนอม
"กินเลอะเทอะเป็เด็กๆ ไปได้ข้าวหอม อายุยี่สิบปีแล้วนะครับ"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ดวงตาของผมสบเข้ากับดวงตากลมโตสว่างไสวที่จ้องมองมาอย่างนิ่งอึ้ง ใบหน้าขาวใสของน้องเริ่มขึ้นสีระเรื่อลามไปถึงใบหูอย่างเห็นได้ชัดชวนให้หัวใจในอกของผมเต้นผิดจังหวะ
"ขะ... ขอบคุณครับพี่ธันวา ผมเช็ดเองได้ครับ"
ข้าวหอมละล่ำละลักบอกพลางก้มหน้าหลบสายตา ก้มหน้ากินข้าวต่อเพื่อแก้เขิน ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางนั่งลงทานข้าวต่อด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน
---
หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะกระดอนหลุดออกมานอกอกตอนที่พี่ธันวาเอื้อมมือหนาอุ่นๆ มาเช็ดปากให้ ััแ่เบาจากปลายนิ้วหนาของเขาและแววตาอ่อนละมุนที่จ้องมองมาทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ปกติพี่ธันวาจะทำหน้าั์และบึ้งตึงเ็าใส่คนอื่น แต่ทำไมเวลาอยู่กับผม... เขาถึงได้ดูอบอุ่นและสองมาตรฐานขนาดนี้กันนะ?
หลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยและผมช่วยพี่ธันวาล้างจานเสร็จสิ้น ท้องฟ้าชานเมืองรอบตัวก็มืดสนิทลง แสงดาวเริ่มระยิบระยับเด่นชัดขึ้นเพราะแถวบ้านเราไม่มีตึกสูงหรือแสงไฟรบกวนมากนัก ผมเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของพี่ธันวาออกมาที่สนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อเตรียมตัวข้ามกำแพงกลับบ้านของตัวเอง
"คืนนี้อย่าลืมล็อกประตูหน้าต่างชั้นล่างให้เรียบร้อยนะครับข้าวหอม พ่อแม่ไม่อยู่บ้านห้ามประมาทเด็ดขาด มีอะไรผิดปกติให้โทรหาพี่ทันทีนะ"
พี่ธันวากำชับเสียงเข้มพลางเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนคุมเชิงส่งผมข้ามกำแพงเตี้ย
"รับทราบครับผม! ล็อกแ่าสามชั้นแน่นอนครับพี่ธันวา ไม่ต้องเป็ห่วงเลยน้า..."
ผมหันไปส่งยิ้มหวานให้พลางก้าวเท้าถอยหลังข้ามกำแพงเตี้ยอย่างร่าเริง ทว่าความซุ่มซ่ามเ้าประจำก็ไม่ปล่อยให้ผมได้เท่ ขาของผมดันไปเกี่ยวเข้ากับขอบกระถางดินเผาที่ตั้งอยู่ตรงมุมกำแพงเข้าอย่างจัง!
"อ๊ะ!"
ร่างกายของผมเสียการทรงตัว หงายหลังวูบลงหาพื้นปูน ท้องไส้บิดมวนด้วยความใคิดว่าต้องล้มเจ็บตัวแน่ๆ แต่ในตอนนั้นเอง วงแขนแกร่งและแสนอบอุ่นของพี่ธันวาก็กระชับหมุนตัวเข้ามาคว้าเอวบางของผมไว้ได้ทันท่วงที ร่างสูงใหญ่ดึงตัวผมเข้าหาอกกว้างอย่างแรงจนแผ่นอกของผมกระแทกเข้ากับแผงอกหนาแน่นของเขาอย่างจัง
ผมเบิกตากว้าง สบดวงตาคมปลาบสีเข้มของพี่ธันวาในระยะที่ปลายจมูกของเราแทบจะแตะกัน ลมหายใจอุ่นร้อนของเป่ารดตรงหน้าผาก มือหนาโอบรัดเอวผมแน่นจนรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซึมผ่านเนื้อผ้าบาง หัวใจดวงน้อยของผมเต้นระรัวราวกับจังหวะกลองรบ ร่างกายแข็งทื่อจนก้าวขาไม่ออก
"ซุ่มซ่ามจริงๆ เลยนะเรา บอกกี่หนแล้วว่าให้ระวังตัวครับ"
พี่ธันวาพูดกระซิบเสียงต่ำพร่า น้ำเสียงทุ้มลึกสะกดใจจนผมรู้สึกแปลกๆ ในช่องท้อง
"เอ่อ... พี่ธันวา ปล่อยผมก่อนครับ..."
ผมพูดเสียงสั่นสะท้าน หน้าแดงซ่านจนร้อนฉ่า
ทว่า ก่อนที่พี่ธันวาจะยอมคลายอ้อมแขน เสียงไอแห้งๆ ของป้าพร ป้าข้างบ้านฝั่งตรงข้ามที่ยืนรดน้ำผักอยู่ตรงรั้วก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ป้าพรมองมาที่เราสองคนด้วยรอยยิ้มแซวระยิบระยับ
"แหม... คุณธันวากับน้องข้าวหอมเนี่ย ดูแลกันดีจังเลยนะคะ ประคองกอดกันแน่นเชียว ลมชานเมืองมันแรงจนน้องจะปลิวเลยเหรอคะคุณธันวา ฮ่าๆ"
ป้าพรเอ่ยแซวเสียงดังพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ
ผมสะดุ้งสุดตัว รีบดันอกแกร่งของพี่ธันวาออกเบาๆ ซึ่งครั้งนี้เขายอมปล่อยตัวผมแต่โดยดี ใบหน้าคมเข้มของพี่ธันวาหันไปมองป้าพรพลางขมวดคิ้วทำหน้านิ่งขรึมตามมาดปกติจนป้าพรยิ้มเก้อแล้วรีบก้มหน้ารดน้ำผักต่ออย่างเจียมตัว
"ผม... ผมกลับเข้าบ้านก่อนนะครับพี่ธันวา! ราตรีสวัสดิ์ครับ!"
ผมก้าวข้ามกำแพงแล้ววิ่งจี๋เข้าประตูบ้าน ล็อกประตูปิดเสียงดังปัง ยืนพิงหลังกับบานประตูกระจกพลางเอามือกุมหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่หยุด ผมรีบเดินขึ้นห้องนอนชั้นสองและทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง กลิ่นกายของพี่ธันวาที่เป็กลิ่นหอมสะอาดผสมไม้หอมอ่อนๆ ยังคงติดอยู่ที่เสื้อยืดของผมอยู่เลย ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่โอบรอบเอวยังคงทิ้งความรู้สึกวูบวาบไม่หาย
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมแชท ทันใดนั้นก็เห็นข้อความจากกลุ่มเพื่อนสนิทเด้งขึ้นมา
มุก: ข้าวหอม ถึงบ้านหรือยัง? พรุ่งนี้มีส่งรายงานตอนเก้าโมงเช้านะ อย่าลืมล่ะ
แบงค์: เออ ข้าวหอม อย่าตื่นสายนะเว้ย เดี๋ยวโดนจารย์เช็กชื่อขาดกลุ่ม
ผมพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
ข้าวหอม: ถึงบ้านแล้วๆ ล็อกประตูเรียบร้อย พรุ่งนี้เจอกันนะ
แต่ความจริงในใจของผมตอนนี้ไม่ได้นึกถึงเื่รายงานการเรียนเลยสักนิด ดวงตาของผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสของห้องนอน ซึ่งจากมุมนี้สามารถมองเห็นหน้าต่างระเบียงห้องทำงานของพี่ข้างบ้านได้อย่างชัดเจน ไฟห้องทำงานของพี่ธันวายังคงเปิดสว่างโรจน์
ร่างสูงใหญ่ของเขากำลังนั่งตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์งานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างขยันขันแข็ง... พี่ธันวาที่แสนดุ ปากร้าย และขี้บ่นกับคนอื่น แต่เวลาอยู่กับผมกลับดูแลเอาใจใส่และอ่อนโยนถึงขนาดนี้... หัวใจของผมมันเป็อะไรไปแล้วเนี่ย ทำไมต้องเต้นแรงจนอึดอัดเพราะคำแซวของป้าพรกับััโอบกอดอุ่นๆ ของพี่เขาด้วยนะ
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือในมือของผมสั่นเตือนขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แชทกลุ่มจากพวกมุกหรือแบงค์ แต่เป็ข้อความจากบัญชีผู้ใช้เดี่ยวที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็ภาพวาดสีเข้มดูลึกลับ
พี่ธันวา: ล็อกหน้าต่างห้องนอนหรือยังครับข้าวหอม? ลมพัดแรงระวังหน้าต่างตีนะ แล้วก็ห้ามนอนดึกเด็ดขาด พรุ่งนี้พี่จะไปส่งแต่เช้าตามเวลาเดิม
ผมจ้องมองข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแล้วกดยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านเข้ามากุมหัวใจดวงน้อย ผมรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปในทันที
ข้าวหอม: ล็อกเรียบร้อยแล้วครับพี่ธันวา! พี่ธันวาทำดุเป็พ่อผมเลยนะเนี่ย พรุ่งนี้เจอกันครับ พักผ่อนบ้างน้า... ห้ามทำงานจนเช้าอีกล่ะ
พี่ธันวา: รู้แล้วครับ รีบนอนได้แล้ว เด็กดื้อ
คำเรียกที่ว่า "เด็กดื้อ" ช่างดูนุ่มนวลและอ่อนหวานในความรู้สึกของผมเหลือเกิน ผมดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมโปงเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังร้อนฉ่าราวกับเตาอบ
ค่ำคืนนี้เสียงลมพัดจากชานเมืองภายนอกดูเงียบสงบลงไปมาก แต่เสียงชีพจรในอกของผมกลับยังคงดังก้องชัดเจนอยู่ในความเงียบงัน... พี่ข้างบ้านคนนี้จะทำให้ผมใจเต้นแรงไปถึงไหนกันนะ!