ณตำหนักหย่งซาน เมืองซานซี
รถม้าคันหนึ่งวิ่งฝ่าความมืดมาอย่างรวดเร็วแล้วจอดลงที่หน้าตำหนักหย่งซาน จากนั้นชายชราผู้หนึ่งก็รีบร้อนลงจากรถม้า ทหารเฝ้าประตูตำหนักสองนายรีบเปิดประตูให้ทันทีที่เห็นใบหน้าชายชราผู้นั้น
เฉินกง มุ่งหน้าเข้าไปที่เรือนรับรองด้านหน้าแม้จะล่วงเข้าสู่ยามโฉ่วแล้ว แต่ทั่วทั้งห้องยังจุดโคมไฟสว่างไสว เมื่อพบดรุณีในอาภรณ์ชาววังเขาก็รีบคุกเข่าลง
“ถวายบังคมองค์หญิง”
องค์หญิงฟางหรงลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วรีบเข้าไปประคองขันทีชราให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า
“เฉินกงท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วที่นี่มิใช่วังหลวงไม่ต้องมากพิธีพื้นเย็นออกปานนั้นจะทำลายสุขภาพท่านเอาได้”
ชายชราลุกขึ้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยนั้นปรากฏความซาบซึ้งในน้ำใจขององค์หญิงฟางหรงเชื้อพระวงศ์เพียงหนึ่งเดียวที่หนีรอดมาได้จากการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
แค่ก..... แค่ก......
องค์หญิงฟางหรงไอออกมาขณะที่เดินกลับไปยังที่นั่งของตนนางกำนัลข้างกายรีบนำเสื้อคลุมมาถวาย พร้อมกับถ้วยโอสถ
นางเป็ธิดาที่เกิดจากกุ้ยเฟยในฮ่องเต้พระองค์ก่อนแต่เพราะกุ้ยเฟยสุขภาพอ่อนแอจึงเสียชีวิตทันทีที่คลอดธิดาฮองเฮาซึ่งเป็พี่สาวต่างมารดาของกุ้ยเฟยจึงเป็ผู้เลี้ยงดูนางเสมือนธิดาในอุทรร่วมกันกับโอรสทั้งสองของพระองค์
เมื่อโอรสองค์โตของฮองเฮาขึ้นครองราชย์แทนบิดาฐานะของนางจึงกลายเป็น้องสาวของฮ่องเต้ แต่เพราะว่านางยังเยาว์วัยอีกทั้งสุขภาพอ่อนแอ องค์หญิงฟางหรงจึงยังคงอยู่ในความดูแลไทเฮาจนกระทั่งนางอายุได้ 14 ปี ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนรัชกาลนางกับข้าทาสบริวารที่เหลือจึงถูกเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดน
“องค์หญิงลำบากท่านแล้วที่ต้องมานั่งคอยชายชราอย่างเช่นกระหม่อม”
เฉินกงเสียงสั่นพร่าด้วยความห่วงใยเขาเป็ขันทีคนสนิทของไทเฮา ดังนั้นจึงเห็นองค์หญิงมาั้แ่ยังเป็ทารก
ในดวงตาฝ้าฟางคล้ายมีหมอกปกคลุมนั้นหวนนึกถึงวันที่ฮ่องเต้ตายอย่างอนาถ ส่วนพระอนุชาของฮ่องเต้ก็ถูกสังหารข้อหาฏภายในวันเดียวกันนั้นส่งผลให้ไทเฮาถึงกับกระอักโลหิตสด ๆ ออกมา หลังจากนั้นไทเฮาก็ล้มป่วยหนักก่อนสิ้นใจไทเฮาได้เรียกเขา และองค์หญิงฟางหรงเข้าไปสั่งเสียเป็ครั้งสุดท้าย
“...ข้า... ข้าไม่เชื่อว่าเฉินฉู่เป็ฏ... ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ตายอย่างอนาถนัก..”
ไทเฮาตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแ่เบาดวงตาแดงก่ำแทบจะเป็สายเื
“ไทเฮาอย่าเพิ่งตรัสอะไรตอนนี้เพคะถนอมพระวรกายให้ดีเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับท่านพี่ทั้งสอง”
องค์หญิงน้อยสะอึกสะอื้นข้าง ๆ เตียงสองมือเกาะกุมพระหัตถ์ไทเฮาเอาไว้แน่น
“...ข้า..ต้องพูด ข้ารู้ตัวว่าเวลาของข้าเหลือน้อยเต็มทน.. เฉินกง... เฉินกง...”
“กระหม่อมอยู่นี่แล้ว”
เฉินกงรีบขยับเข้ามาใกล้พระวรกายของไทเฮาอีกนิดเพื่อให้พระนางทรงทอดพระเนตรเห็นตนได้ชัดเจน
“เ้าฟังข้า...เปิดกล่องที่อยู่ใต้แท่นบรรทมข้า แล้วจงกระทำทุกวิธีทาง... ให้...ให้ัหวนคืนบัลลังก์..”
สิ้นคำไทเฮาก็หลับพระเนตรลง พระพักตร์หันเอียงไปด้านหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของไทเฮาเขาและองค์หญิงฟางหรงจึงได้เปิดกล่องที่อยู่ใต้แท่นบรรทมของไทเฮาแล้วพบว่าในนั้นบรรจุม้วนผ้าไหมที่มีลายพระหัตถ์ของไทเฮาเขียนถึงแผนการเอาไว้อย่างละเอียดว่าเมื่อบัลลังก์ัตกเป็ของผู้อื่นที่ไม่ใช่สายเืัให้เขาพาองค์หญิงน้อย และข้าทาสบบริวารที่เหลือออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดแล้วเสาะแสวงหานักบวชนอกรีตเพื่อทำพิธีฟื้นคืนชีพให้กับฮ่องเต้
แค่ก..... แค่ก......
เสียงไอขององค์หญิงฟางหรงดึงสติของขันทีชราให้กลับสู่ปัจจุบันเขากะพริบตาเพื่อไล่น้ำตาที่รื้นขึ้นมา
“หากพูดถึงความลำบาก หลายปีมานี้เป็ท่านที่ลำบากยิ่งกว่าข้า”
องค์หญิงฟางหรงทอดเสียงซาบซึ้งให้กับขุนนางผู้ภักดีจากนั้นจึงเอ่ยถามถึงเื่สำคัญว่า
“คืนนี้...บนยอดเขา... สำเร็จหรือไม่”
วาจาที่เปล่งออกมานั้นระมัดระวังยิ่ง
เฉินกงหันมาสบพระเนตรองค์หญิงแล้วเปล่งวาจาคล้ายกับจะระงับความดีใจเอาไว้ไม่ได้ว่า
“สำเร็จ...สำเร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงฟางหรงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดพระพักตร์ไอสองสามครั้งจากนั้นจึงเอ่ยว่า
“เป็เื่ดียิ่งนักเช่นนี้ก็เท่ากับว่าพวกเราทำตามพระราชเสาวนีย์ขององค์ไทเฮาให้สำเร็จลุล่วงได้ห้าส่วนแล้ว”
ขันทีชราได้แต่พยักหน้ารับ ก้อนแข็งๆ ก้อนหนึ่งได้แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา ตลอด 4 ปีมานี้เขาเฝ้าเสาะแสวงหานักบวชที่สามารถทำพิธีเรียกิญญาให้ฟื้นคืนชีพอย่างอยากลำบากยิ่งนานวันความหวังยิ่งริบหรี่ แล้วก็เหมือนกับเป็ลิขิต์ทำให้เขาได้กับนักบวชนอกรีตผู้นั้น
“คืนนี้คงจะลำบากท่านมิใช่น้อยข้าจึงสั่งให้นางกำนัลตุ๋นน้ำแกงไก่ไว้รอท่าน” เมื่อองค์หญิงฟางหรงเอ่ยถึงตรงนี้นางกำนัลผู้หนึ่งก็ยกถ้วยบรรจุน้ำแกงไก่ร้อน ๆ เข้ามา แล้ววางบนโต๊ะให้กับเฉินกง
“เชิญเฉินกงดื่มสักหน่อยเถิดจะได้บำรุงร่างกาย”
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ใส่ใจผู้เฒ่าอย่างกระหม่อม”
เฉินกงยกน้ำแกงขึ้นดื่มจนหมดถ้วยเพื่อแสดงการรับน้ำใจคล้ายกับเมื่อยามที่เขาเคยถวายงานรับใช้ไทเฮา เมื่อทำงานสำเร็จไทเฮาก็มักจะถวายสิ่งของเป็การตอบแทนความดีความชอบ
“เมื่อดื่มหมดถ้วยแล้วหวังว่าท่านคงจะหลับสบาย”
เมื่อตรัสเสร็จองค์หญิงก็ลุกขึ้นให้นางกำนัลประคองเดินออกไปยังประตู
เฉินกงรีบลุกขึ้นแล้วประสานมือค่อมศีรษะลง
“น้อมส่งองค์หญิง”
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเขากลับพบว่าดวงตาพร่าเลือน โลหิตสด ๆ ไหลทะลักออกจากช่องทวารทั้งเก้าร่างของชายชราทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
ตุบ !
เสียงนั้นทำให้องค์หญิงฟางหรงชะงักฝีเท้ายาพิษที่ผสมอยู่ในน้ำแกงไก่คงออกฤทธิ์แล้ว นางไอออกมาสองสามครั้งก่อนสั่งกับทหารที่หน้าประตูห้องว่า
“จัดการปัดกวาดให้เรียบร้อยด้วย”
“รับพระบัญชา”
ขันทีชรานอนจมกองเืดวงตาเบิกกว้างมองไปที่หน้าประตู แม้ตายแล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดรางวัลความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ของเขาครั้งนี้ถึงทำให้ตนต้องจบชีวิตลง
......................................................................
ณ หอไซ้ยเกอ (หอคณิกาชาย)
หลังจากที่ลมพายุสงบลงก็ล่วงเข้าสู่ยามโฉ่วซึ่งเป็เวลาปิดของสถานเริงรมย์พอดีเจียวมี่แม่เล้าของหอจึงออกมาส่งลูกค้าสาว ๆ ด้วยตนเอง
ั้แ่การผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจากฮ่องเต้กลายเป็จักรพรรดินีเหล่าสตรีจึงไม่อยู่ใต้บุรุษอีกต่อไป
กาลก่อนนั้น...บุรุษเป็ใหญ่
กาลนี้นั้น...สตรีกุมบังเหียน
กาลก่อนนั้น...บุรุษคือเบื้องหน้า
กาลนี้นั้น.... สตรีออกนอกเรือน
หอนางโลมจึงกลับกลายเป็หอคณิกาชายกิจการเฟื่องฟูจนถึงขั้นสุด ด้วยเพราะจักรพรรดินีทรงมีชายบำเรอนับพันสตรีทั้งเหนือใต้จึงนำพาเอาเป็เยี่ยงอย่าง บุรุษทุกนามจึงอับจนปัญญาที่จะทัดทาน
เมื่อลูกค้ารายสุดท้ายเดินจากไปเจียวมี่จึงสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวหมายจะกลับเข้าสู่ในหอคณิกาแต่พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของผู้คุมซ่องจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้ย! ขอทาน มาทางไหน ก็ไสหัวกลับไปทางนั้น อย่ามานอนตรงนี้ สกปรก ไป๊ !”
ผู้คุมซ่องคนหนึ่งเอาเท้าเขี่ยร่างคนผู้หนึ่งอย่างรังเกียจ
คนผู้นั้นคล้ายกับหมดสติไปแล้ว เขาสวมเสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งขาดราวกับผ้าขี้ริ้วผมเผ้ากระเซอะกระเซิงปิดบังใบหน้าเอาไว้
“อะไร อะไรกัน”
เจียวมี่ตวาดแวดถามพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกเมื่อเดินเข้าใกล้ร่างขอทานบนพื้น
“ขอทานมาจากไหนไม่รู้ จู่ ๆ เ้าขอทานผู้นี้ก็ล้มลงหน้าหอเราเฮ้ยลุกขึ้น !”
ผู้คุมซ่องอีกคนกล่าวพร้อมกับยื่นเท้าเข้าไปสะกิดร่างขอทานหมายจะปลุกร่างเน่าเหม็นสกปรกนั้นให้ตื่นขึ้น
เมื่อถูกแรงถีบหนักขึ้นขอทานน้อยจึงเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง แต่เรี่ยวแรงยังไม่มีจึงทำได้แค่พลิกตัวขึ้นทำให้ผมที่ปกปิดใบหน้าของเขาลู่ลงไปด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าอันงดงาม
เจียวมี่ถึงกับอ้าปากค้างผ้าเช็ดหน้าในมือหลุดร่วงลงพื้นก็ยังไม่รู้ตัว ใบหน้าของเด็กหนุ่มขอทานผู้นั้นหมดจดราวกับเทพเซียนคิ้วเรียว จมูกโด่งเป็สันผิวในส่วนที่ไร้คราบฝุ่นเปรอะเปื้อนนั้นเป็สีขาวราวกับหิมะแม้นางเป็แม่เล้าในหอคณิกาชายมากว่า 4ปีก็ยังไม่เคยเห็นบุรุษใดงดงามยิ่งกว่าสตรีเช่นนี้
“หามมันเข้าไป”
เจียวมี่หันไปสั่งผู้คุมซ่อง
ผู้คุมซ่องสองคนถึงกับอึ้งไปด้วยความงวยงงเจียวมี่จึงตวาดสั่งอีกครั้งว่า
“บิดาพวกเ้าหูหนวกกันรึไงข้าบอกว่าหามเ้าขอทานนี่เข้าไปในหอ !”
“ขอรับนายหญิง”
จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันหามร่างนั้นเข้าไปภายในหอคณิกาเจียวมี่ฉีกยิ้มกว้างราวกับเก็บได้แท่งทองคำจำนวนมหาศาล ขอทานหนุ่มผู้นั้นต้องทำให้หอคณิกาชายของนางเป็ที่เลื่องลือแน่ๆ
.................................................................................