บทที่ 17 ชีวิตก็แบบนี้แหลาะ
เหลียงซวี่นั่งอยู่ในรถไฟใต้ดิน มองดูอากาศข้างนอก ตอนนี้เป็่ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นจับใจ หนาวจนเหมือนโลกทั้งใบนี้ก็ไร้ความปรานี
เหลียงซวี่ถอนหายใจ มองออกไปยังภาพทิวทัศน์ที่ถูกหมอกปกคลุม
อีกาหลากสีบินผ่านหน้าเขา บางตัวก็เกาะอยู่บนสายไฟฟ้า มองดูรถไฟใต้ดินวิ่งผ่านไปด้วยความเร็ว ในขบวนรถแสงไฟสีขาวส่องกระทบจนเห็นเงาของเหลียงซวี่
ใต้เท้าของเหลียงซวี่เกิดเงาสะท้อนออกมาเป็เงาสี่แบบ หนึ่งในนั้นเป็เงาสีขาว เมื่อเวลาผ่านไป เงาสีขาวก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็รูปร่างเหมือนปีศาจ
ท้องฟ้าสีดำเริ่มโปรยลูกกวาดสีแดงตกลงมาไม่หยุด ลูกกวาดตกกระทบอีกาหลากสีจนย้อมเป็สีแดง ลูกกวาดหวานๆ ยังคงหล่นตกลงมาเรื่อยๆ
น้ำตาลกรวดสีขาวตกลงในกาแฟเย็น อันหยู่มองหิมะที่ตกลงมาจากท้องฟ้า หิมะขาวโพลนปกคลุมโลกสีขาวใบนี้ รสชาติกาแฟเย็นในมือจึงยิ่งให้ความรู้สึกที่พิเศษ
อันหยู่มองกาแฟเย็นในมือ วางแก้วไว้บนโต๊ะ ฉวนที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ หยิบกาแฟร้อนที่เพิ่งชงเสร็จเดินมาหาอันหยู่
ฉวน “คุณชาย จะอุ่นกาแฟเพิ่มไหมคะ?”
อันหยู่เหลือบมองกาแฟที่เย็นและขนมที่เกือบหมด เลยเปลี่ยนไปปอกส้มอย่างไม่รีบร้อน “อืม อุ่นก็ได้”
ฉวนรินกาแฟร้อนลงถ้วยก่อนจะเดินจากไป เหลือบมองร้านขายของเก่าที่ตัวเองเพิ่งทำความสะอาดจนหมดจด แล้วสายตาก็สะดุดกับนาฬิกาปลุกที่เคยเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนหน้านี้วางอยู่บนโต๊ะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“……”
อันหยู่ดื่มกาแฟร้อนพลางเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “ฉวน ฉันอยากออกไปข้างนอก…” เหมือนกับนึกอะไรได้ว่าตัวเองเป็คนพิการ เดินเองไม่ได้ ไม่รู้จะพูดยังไงดี
ฉวนได้ยินก็หยุดชงกาแฟ แต่ดูออกว่าคุณชายอยากออกไปข้างนอก “คุณชายอยากออกไปเดินดูข้างนอกเหรอคะ?”
อันหยู่ “อืม…อยากไปห้องสมุด น่าจะมีคำตอบที่ฉัน้าอยู่ที่นั่น”
ฉวนถอดผ้าพันคอออกมาคล้องคอให้อันหยู่ แล้วหยิบเสื้อคลุมมาให้ พอใส่เสื้อคลุมให้เรียบร้อย จากนั้นหยิบร่มสีดำแต่ไม่ได้รีบกาง “ค่ะ”
ฉวนเข็นรถเข็นให้อันหยู่ออกจากร้าน แล้วหันไปปิดประตูร้าน กลับป้ายร้านเป็ “ปิดร้าน” จากนั้นก็เดินไปทางห้องสมุด
อันหยู่เห็นฉวนไม่ได้กางร่ม “เอาร่มไปทำไม?”
ฉวนยิ้ม “เผื่อเดี๋ยวหิมะตกหนักจะได้ใช้ อีกอย่างบางครั้งร่มก็มีประโยชน์ในเวลาสำคัญ”
อันหยู่นึกถึงไป๋อิงที่น่าหมั่นไส้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ
หลังจากที่ฉวนเข็นอันหยู่ออกไปไม่นาน ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งมาอย่างรีบเร่งที่หน้าร้านขายของเก่า เห็นชื่อร้านคือ “ร้านนาฬิกาของคุณเหวินเต๋อ” ตรงกับที่้าเป๊ะ แต่เห็นป้ายหน้าร้านว่า “ปิดร้าน” ก็รู้ว่าตัวเองมาผิดเวลา
ผู้หญิงถอนหายใจอย่างหมดแรง แล้วหันไปมองโลกที่เป็สีขาวโพลน
“ฟู่ว มาช้าไป…”
ไป๋อิงโผล่มาที่ด้านหลังผู้หญิง “คุณผู้หญิง มาที่นี่มีธุระอะไรเหรอ หรือว่าคุณอยากเปลี่ยนแปลงอะไร?”
หญิงสาวหันกลับไปมองไป๋อิงที่จู่ๆ ก็โผล่มา “คุณเป็เ้าของร้านนี้เหรอ?”
ไป๋อิงส่ายหัว “เปล่า ผมเป็เพื่อนเ้าของร้าน คุณพอจะเล่าเื่ราวของคุณกับผมก่อนก็ได้ ถ้าเ้าของร้านกลับมาผมจะบอกเขาให้ จะลองเล่าให้ฟังดูก่อนไหม?”
ผู้หญิงมองชายแปลกหน้าตรงหน้า ถึงจะหน้าตาดีแต่สัญชาตญาณบอกว่าผู้ชายคนนี้อันตรายมาก แล้วก็อันตรายสุดๆ
“ไม่ดีกว่าค่ะ ไว้รอบหน้าค่อยมาใหม่” ว่าแล้วก็รีบเดินจากไป
ไป๋อิงมองผู้หญิงเดินจากไปอย่างผิดหวัง “เฮ้อ ฉันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?”
มีเหรอที่ไป๋อิงจะไม่รู้อะไร ว่าความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเขานั้นขัดแย้งขนาดไหน
สิ่งสวยงามมักทำให้คนอยากเข้าใกล้และเป็เ้าของ แต่ถ้าความสวยงามนั้นแฝงอันตราย ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
คนที่กล้าเข้าใกล้ ก็มักเป็พวกบ้าบิ่นหรือพวกที่มีความสามารถเท่านั้น
เหลียงซวี่กลับถึงบ้าน เห็นลูกสาวนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดตุ๊กตาปีศาจสีขาวตัวเล็ก
เหลียงซวี่มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหนื่อยล้า วิวตอนกลางคืนคือโลกที่ไม่ใช่ของเขา ดวงจันทร์สามเหลี่ยมลอยอยู่บนฟ้ามืด ดาวสีสันสดใสระยิบระยับ
“เฮ้อ…ไปขัดใจเ้านายเข้า ดูท่าคงจะถูกไล่ออกแล้ว ต้องรีบหางานใหม่แล้วสินะ” เขาเงยหน้ามองความมืดสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้มองไม่เห็นแม้แต่ดาว หรือแม้แต่ดวงจันทร์ทรงสามเหลี่ยม
วันคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลียงซวี่รีบไปบริษัท ในที่สุดการปลดคนก็มาถึง เขารีบไปดูรายชื่อ และในบรรดารายชื่อมากมาย ก็พบชื่อของตัวเอง
สุดท้ายก็ถูกไล่ออกแล้วจริงๆ
เหลียงซวี่จึงเก็บของออกจากบริษัท กลับถึงบ้าน เห็นบ้านว่างเปล่า ลูกสาวยังอยู่ในวัยเรียน ถึงจะยังเป็เด็กประถม แต่ยิ่งโตขึ้นเงินที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากตาม ตอนนี้เหลียงซวี่ตกงาน ต้องรีบหางานใหม่ให้เร็วที่สุด
เหลียงซวี่ถ่ายสำเนาประวัติตัวเองหลายชุด วันเดียวไปสมัครงานตามบริษัทต่างๆ ไม่รู้กี่ที่ แต่ตลอดทั้งวันก็ไม่มีบริษัทไหนรับเขาเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งรีบจนเกือบโดนประตูรถไฟหนีบ สุดท้ายก็แค่ถลอก เืออกนิดหน่อย
ชุดสูทที่แต่เดิมสะอาดเอี่ยม ตอนนี้ทั้งเปรอะเปื้อน เหม็นเหงื่อ เหลียงซวี่ไม่สนใจภาพลักษณ์ตัวเองอีกแล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไป
เขาเดินอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนถนน โดยไม่รู้ว่ามีหัวขโมยจับตาดูอยู่ พอสบโอกาสเหมาะ หัวขโมยก็วิ่งเข้ามากระชากกระเป๋าสตางค์ เหลียงซวี่รีบวิ่งตาม แต่หลังจากเหนื่อยล้ามาหลายวัน ร่างกายก็ทนไม่ไหว ในที่สุดก็หมดสติล้มลง
ประตูบ้านถูกเหลียงซิงอิงเปิดออก พอเห็นว่าบ้านว่างเปล่า ก็วางกระเป๋าเป้ลง เปิดทีวี เปิดสมุดการบ้านออกมาทำพร้อมกับฟังเสียงทีวี
เมื่อเหลียงซวี่ฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในเต็นท์พลาสติกเล็กๆ “ที่นี่ที่ไหน…” ได้ยินแต่เสียงก่อสร้างอึกทึก และได้กลิ่นมะระขี้นกของ “ไซต์งานก่อสร้าง?”
ชายหนุ่มวัยยี่สิบคนหนึ่งเดินเข้ามา เห็นเหลียงซวี่ตื่นก็ถามไปว่า “ตื่นแล้วเหรอ”
“ที่นี่ที่ไหน นายเป็ใคร?”
“ที่นี่คือไซต์งานก่อสร้าง ฉันเป็หัวหน้างาน นายคงตกงานเพราะบริษัทปลดคนใช่ไหม?”
“ใช่ นายรู้ได้ยังไง?”
“่นี้ไม่รู้เป็อะไร บริษัทปลดคนเยอะมาก เห็นว่ามีบริษัทใหญ่ล้ม แล้วกระทบกันเป็ทอดๆ ปลดพนักงานกันเป็แถว คนงานที่นี่ส่วนใหญ่ก็เคยเป็พนักงานบริษัทเหมือนฉัน นายดูท่าคงหางานใหม่ไม่ได้แถมยังโดนล้วงกระเป๋าอีก ที่นี่กำลังขาดคน อยากจะมาทำไหมล่ะ? ค่าแรงวันละร้อยหยวน”
เหลียงซวี่ได้ยินว่ามีเงินให้ก็มีแรงขึ้นมาทันที “ได้!”
“ดี วันนี้มืดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาทำงาน เปลี่ยนชุดให้สบายหน่อย อย่าใส่ชุดแบบทางการเกินไปมาอีกนะ”
“ครับ ผมเข้าใจ” ว่าแล้วก็ลุกขึ้น “ขอบคุณนะครับหัวหน้า ที่ให้ผมทำงาน ผมหางานมาหลายที่แล้ว”
“ไม่เป็ไร คนงานที่นี่ก็เป็เหมือนนายทั้งนั้น รีบกลับบ้านเถอะ ครอบครัวนายคงรออยู่”
“อ้อ หัวหน้าชื่ออะไรเหรอ?”
“ฉันชื่อซูิเจี๋ย”
“ครับ” เหลียงซวี่ตอบแล้วค่อยหันหลังเดินออกไป
ซูิเจี๋ยมองตามเหลียงซวี่ที่เดินจากไป
เหลียงซวี่กลับถึงบ้าน เห็นทีวีกำลังเปิดอยู่ ลูกสาวก็ทำการบ้านเสร็จแล้ว แล้วกำลังนอนหลับรอพ่ออยู่
เหลียงซวี่มองลูกสาวที่หลับสนิทด้วยความอ่อนล้า แม้จะลำบากแค่ไหน แต่พอเห็นลูกสาวก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันคุ้มค่าแล้วจริงๆ
วันต่อมา เหลียงซวี่ไปถึงไซต์งาน เริ่มทำงาน แบกอิฐใช้แรง
อีกาดำหลากสีบินผ่านไซต์งาน เงารูปปีศาจใต้ดวงอาทิตย์สามเหลี่ยมกลับหัวก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เหลียงซิงอิงเดินคนเดียวอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยมะระขี้นก ลูกกวาดหวานๆ ตกลงบนถนน แต่กลับมีแต่รสขม พอเดินผ่านป่าแห้ง มะระขี้นกร่วงลงมา เหลียงซิงอิงมองอีกาดำหลากสีบินผ่าน
ครั้งนี้เธอสังเกตเห็นว่าอีกาดำนั้นเกิดจากการประกอบรูปทรงเรขาคณิตสีสันสดใส
เหลียงซิงอิงเดินบนถนนที่ไร้ผู้คน ดวงอาทิตย์สามเหลี่ยมกลับหัวส่องแสงสุดท้ายลงมา เงาของเหลียงซิงอิงกับร่างกายเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน และข้างๆ เงาของเธอมีเงารูปปีศาจเดินจูงมือเงาของเหลียงซิงอิงไปข้างหน้า
จนกระทั่งดวงอาทิตย์สามเหลี่ยมกลับหัวตกดิน แสงสุดท้ายดับลง ปีศาจก็หายไปในความมืด และเหลียงซิงอิงก็หายไปพร้อมกัน
อีกาดำหลากสีบินผ่านหัวเหลียงซวี่ เหลียงซวี่เดินผ่านป่าแห้งเหี่ยว เหยียบไปบนถนนที่เต็มไปด้วยมะระขี้นก ราวกับมองเห็นลูกสาว เหลียงซิงอิงกำลังถูกใครบางคนพาตัวไป
เขาไม่ค่อยแน่ใจ รีบวิ่งเข้าไปใกล้ พบว่าลูกสาวกำลังค่อยๆ หายไป
เหลียงซวี่พอเห็นภาพนี้ ก็ไม่คิดอะไรอีก รีบวิ่งเข้าไปทันที
“ซิงอิง! พ่ออยู่นี่! ไม่ต้องกลัวนะ!”
เหลียงซิงอิงเหมือนจะได้ยินเสียงของใครบางคนเรียกตัวเอง และเสียงนั้นคือเสียงของพ่อ แต่พอเธอหันกลับไปกลับมองไม่เห็นอะไร
เธออยู่ในโลกของลูกกวาด ถูกปีศาจสีขาวจูงมือไป ไม่รู้จะว่าไปที่ไหน
“มีอะไรเหรอ?”
“เหมือนฉันได้ยินเสียงใครเรียก พี่ชาย พี่รู้ไหมว่าใคร?”
“ไม่มีใครเรียกเธอหรอก ได้เวลาไปแล้ว ไปในที่ที่เราควรไป เธอไม่ได้เป็คนของที่นี่”
เหลียงซวี่พยายามวิ่งตาม แต่ไม่ว่าจะเร็วแค่ไหน ก็ไม่มีวันตามลูกสาวทัน ระยะห่างไม่เคยลดลงเลย กลับยิ่งไกลออกไป
มะระขี้นกบนถนนก็ยิ่งมากขึ้น น้ำมะระก็ไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายท่วมถึงข้อเท้าของเหลียงซวี่ แต่เขาก็ยังวิ่งต่อไป ไม่ได้สังเกตว่าน้ำขมกำลังจะท่วมตัว จนในที่สุด เหลียงซวี่รู้สึกว่าก้าวขาไม่ไหว
พอเหลือบมองก็ถึงค่อยเห็นว่าน้ำขมท่วมมาถึงคอแล้ว สุดท้ายก็ถูกน้ำขมกลืนหายไป รสขมของน้ำมะระกระจายทั่วทั้งร่างกายของเหลียงซวี่ ก่อนที่เขาจะหมดสติไปและในขณะที่ยังเหลือสติอีกเพียงน้อยนิด เขาก็เห็นหยดน้ำ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป