นับเป็มื้ออาหารที่มีความสุขที่สุด เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องบนโต๊ะอาหารเย็น ฮูหยินหวัง ยิ้มแย้มแจ่มใสพลันตักอาหารใส่ในชามของหวังชงจนอาหารเกือบจะล้นออกจากชามข้าว อีกทั้งผู้เป็บิดาก็ไม่มีเข้มงวดเหมือนก่อนแล้ว
"พี่สาม ท่านช่างร้ายกาจ! "
เมื่อเห็นแบบนี้ น้องสาวของเขาก็นิ่งค้างไปเป็เวลานานพร้อมกับจ้องมองฉากรับประทานข้าวอันสุขสันต์อย่างมีความสุข บัดนี้นางค่อนข้างจะชื่นชมในตัวพี่ชายอย่างเปี่ยมล้น
คราแรกนางคิดว่าพี่ชายของตนต้องตายแน่ๆ ซึ่งนางเตรียมตัวเป็สักขีพยานในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ แต่เขาเพียงพูดไม่กี่คำ บิดามารดาก็ไม่ลงโทษเขาแล้ว แถมยังมีแต่เสียงหัวเราะแทน พี่ชายได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน จนกระทั่งบิดาถึงกับตักอาหารให้พี่ชายของนางด้วยตัวเอง
จนนางอดไม่ได้ที่จะเริ่มอิจฉา นางเองก็นั่งหัวโด่อยู่นี่เป็เวลานาน แต่กลับไม่มีใครสนใจนางแม้แต่น้อย
"ท่านพ่อ ลูกก็อยากกินเหมือนกัน! "
น้องสาวผู้กำลังเกรี้ยวกราด พลันผลักชามขนาดใหญ่ยังไปเบื้องหน้า บิดา
"ลูกเป็เด็กผู้หญิง ต้องทำตัวให้สมกับเป็กุลสตรีให้มากกว่านี้สิ "
บิดาเอ่ยด้วยใบหน้าแข็งกระด้างและคำพูดของเขาทำให้นางน้ำตาคลอ เมื่อเห็นแบบนี้ฮูหยินหวังเริ่มไม่แน่ใจว่านางควรดุหรือหัวเราะดี
"นี่! แม่ตักอาหารให้ลูก! "
"พี่ก็ตักอาหารให้เ้าเหมือนกัน! "
หวังชงกำลังง่วนอยู่กับทานอาหารและตักอาหารให้น้องสาว
"ขอบคุณนะ พี่สาม"
รอยยิ้มเล็กๆ ของน้องสาวทำให้เขามีความสุข นางลงมือทานอาหารอีกครั้งพร้อมลืมสิ่งที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้ในทันที
ครอบครัวมีความสุขที่ได้ทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมหน้า
"ท่านพ่อ ลูกได้ยินมาว่าท่านพ่อกำลังจะไปพบใต้เท้าเหยา? "
หวังชงกินไปด้วยพลางถามบิดาเขาไปด้วย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็กลายเป็ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ฮูหยินหวังรีบขยิบตาเป็เชิงบอกให้หวังชงหยุดในทันที น้องสาวของเขากลัวจนถือตะเกียบไว้แน่น ทุกคนรู้ว่าบิดาไม่ชอบคุยเื่งานที่บ้าน เขาไม่ชอบให้มีการแทรกแซงในงานของเขาแม้เพียงเสี้ยว
“ลูกได้ยินเื่นี้มาจากที่ไหน? "
บิดามองหน้าหวังชงและถามขึ้น หวังชงเห็นได้ชัดว่าบิดาขมวดคิ้ว เมื่อมองไปทั่วโต๊ะอาหาร เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจกับหัวข้อนี้
หัวใจของหวังชงเต้นแรง แต่เขาจำเป็ต้องพูดเื่นี้ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เื่นี้เป็เื่เร่งด่วน ถ้าเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ได้ ทุกอย่างที่เขาทำลงไปจะสูญเปล่า
"ลูกบังเอิญได้ยินเื่นี้ตอนท่านพ่อกับท่านแม่กำลังสนทนากันอยู่"
หวังชงตอบอย่างใจจดใจจ่อ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้
"โอ"
บิดาของเขาจำได้ว่าเขาพูดถึงเื่นี้กับฮูหยินของเขาเป็เพียงครั้งเดียว แต่หวังชงก็ได้ยิน
"ใช่ เป็ความจริง แล้วทำไมลูกถึงถามเื่นี้? "
เนื่องจากที่พฤติกรรมก่อนหน้านี้ของหวังชงดีขึ้น บิดาจึงไม่ถือโทษโกรธเคือง กลับกันเขายังสนทนาเื่นี้ต่อไป เนื่องจากเขาเห็นว่าหวังชงเริ่มที่จะโตเป็ผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
"ใต้เท้าเหยาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านพ่อ นอกจากนี้ท่านทั้งสองยังไม่มีการคบค้าติดต่อใดๆ กัน อย่างไรก็ตาม อยู่ดีๆ เขาก็มีความคิดริเริ่มพบปะกับท่านพ่อครั้งนี้ ข้ากลัวว่าเขาอาจจะมีเจตนาร้ายแอบแฝง "
หวังชงให้คำแนะนำอย่างจริงจัง
หวังชงรู้ว่าบิดาไม่ชอบให้ครอบครัวมาแทรกแซงในงานของเขา นอกจากนี้การสนทนานี้ยังถูกถามโดยเด็กอายุสิบห้าปี แต่หวังชงก็ไม่มีทางเลือก
ในชีวิตก่อนหน้านี้ ใต้เท้าเหยา เหยากวงยี่ ได้เชิญบิดาที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ไปพบปะ
และบิดาของเขาก็ไม่ได้หลีกเลี่ยง เหยากวงยี่จึงพยายามชักชวนบิดาไปให้อยู่ฝ่ายเดียวกันในการพบปะนี้ บิดาของเขาย่อมตอบปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเหยากวงยี่เป็คนฉลาดเ้าเล่ห์ มันไม่ได้กล่าวอะไรในระหว่างการพบปะครั้งนี้ชวนบิดาของหวังชงดื่มและพูดคุยเกี่ยวกับเื่ทั่วไป
ต่อมาเหยากวงยี่จงใจปล่อยข่าวลือ เื่ของพวกเขาให้ทราบถึงพระกรรณของ อ๋องซ่ง
อ๋องซ่งเป็เชื้อพระวงศ์ซึ่งเป็บุคคลในไม่กี่คนที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ภายในราชสำนัก เพราะความสัมพันธ์ของเขากับท่านปู่ ทำให้บิดาไว้ใจในตัวของมันอย่างมาก
อ๋องซ่งเองมีส่วนอย่างมากที่ทำให้บิดาของเขา หวังหยานได้เลื่อนตำแหน่งเป็แม่ทัพได้ั้แ่วัยหนุ่ม
และการที่บิดาของเขาไป ‘พบปะแบบลับๆ’ กับเหยากวงยี่ ซึ่งเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ภักดีกับฝ่ายตรงข้ามในทางการเมือง แล้วอ๋องซ่ง จะไม่บังเกิดโทสะได้อย่างไร?
หากเป็เื่ปกติย่อมไม่มีอันใด
อย่างไรก็ตาม อ๋องซ่ง และ อ๋องฉี ได้ต่อสู้กันทั้งในที่ลับและที่แจ้งในราชสำนักเหมือนไฟและน้ำ สหายและคนรู้จักของ อ๋องซ่ง ส่วนมากได้ถูก อ๋องฉี ดึงตัวเข้าไปอยู่ฝั่งเดียวกันร่วมสิบคนได้แล้ว การแปรพักตร์เช่นนี้จึงทำให้ อ๋องซ่ง เหลือพลพรรคน้อยมากภายในราชสำนัก ซึ่งทำให้อิทธิพลของเขาลดลงจนน่าพรั่นพรึง
สิ่งนี้ทำให้ อ๋องซ่ง ที่มีความอ่อนไหวรู้สึกหวาดระแวง เห็นได้ชัดว่าเขาตระหนักได้ว่า อ๋องซ่ง จะรู้สึกอย่างไร หากทราบว่าบิดาและเหยากวงยี่พบปะกัน
เมื่อเวลานั้นมาถึง เนื่องด้วยบิดาของเขาเป็คนตรงไปตรงมาไม่มีความยืดหยุ่น หากเขาทราบว่า อ๋องซ่ง นึกสงสัยเขา เขายังคงยืนยันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างการพบปะกับเหยากวงยี่ เขาและเหยากวงยี่เพียงแค่ดื่มด้วยกันเท่านั้น
การอ้างเช่นนี้ อ๋องซ่ง จะเชื่อได้อย่างไรว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในระหว่างการพบปะกันระหว่างทั้งสอง มันจะเป็เพียงแค่การดื่มสุรากันจริงๆ?
คำตอบของบิดาเขาไม่ชัดเจนพอที่จะอธิบายอะไรได้มาก แถมยังทำให้อ๋องซ่งปักใจเชื่อว่าบิดาของเขาได้คิดคดทรยศต่อตนเอง และหากเป็เช่นนั้นจริง อ๋องฉี ก็สามารถจัดการเขาได้อย่างโจ่งแจ้ง
ยิ่งไปกว่านั้นเหยากวงยี่ยังจงใจสร้างสถานการณ์หลอกลวงอ๋องซ่งในรูปแบบต่างๆ ที่ชายแดน ทำให้อ๋องซ่ง ยิ่งเกิดความแคลงใจต่อบิดาของเขามากขึ้น
นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าทั้งตระกูลหวังได้ทรยศต่อตนเอง และหันไปสวามิภักดิ์อ๋องฉีโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเห็นว่าฝ่ายอ๋องซ่งตกเป็รอง
ดั่งคำว่า ยิ่งรักมากเท่าไหร่ความเกลียดชังก็ยิ่งรุนแรง ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่าง อ๋องซ่งและตระกูลหวัง ทำให้อ๋องซ่งไม่อาจยอมรับ ‘การทรยศ’ ครั้งนี้ได้
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็เื่รุนแรงจนยากที่จะยอมรับ การทรยศของสหายสนิท อ๋องซ่งจึงรู้สึกผิดหวังต่อตระกูลหวัง
เมื่อท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ อ๋องซ่งก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ผ่านมา เพียงแต่เมื่อหลังจากที่บิดาสูญเสียอำนาจในทางทหาร อ๋องฉีก็ได้เข้ากดขี่ข่มเหงตระกูลหวังที่ปราศจากความคุ้มครองจากอ๋องซ่ง
ภายในไม่กี่ปีตระกูลหวังของเขาก็ได้ถูกขับไล่ออกจากราชสำนักแห่งราชวงศ์ถัง พร้อมกับแบกรับความอัปยศ
อ๋องซ่งเป็ผู้นำยืนหยัดต่อต้านการรุกรานภายในราชสำนักของราชวงศ์ถัง หลังจากเขาตกต่ำลง จึงไม่มีใครต่อต้านอ๋องฉีได้อีกต่อไป หลังจากนั้นราชวงศ์ถังก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดภัยหายนะซึ่งนำความพินาศมาสู่
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตระกูลหวังของเขาและอ๋องซ่งเท่านั้น แต่ยังนำพาภัยหายนะมาด้วย
ทั้งสามฝ่ายได้รับความสูญเสียครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงนี้ และแม้กระทั่งอ๋องฉีสุดท้ายก็ไม่ใช่ผู้ที่ชนะ
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้กว้างมาก ดังนั้นหวังชงจึงจำได้อย่างแม่นยำฝังใจ
ชะตากรรมของครอบครัวเขาและราชสำนักทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนจากจุดนี้ จนกระทั่งถึงวันสิ้นลมของบิดา เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ครานี้ และข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่เขาทำก็คือการยอมรับคำเชิญของเหยากวงยี่ ซึ่งก็คือการพบปะในครั้งนี้ โดยไม่ได้อธิบายสถานการณ์ใดๆ ต่ออ๋องซ่งให้ชัดเจน
ในชีวิตที่ผ่านมาหวังชงอาศัยอยู่โดยไม่มีเป้าหมายใดๆ ปฏิเสธที่จะยอมรับสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ของเขา และไม่เคยมีความรู้สึกอาวรณ์ใดๆ มอบให้กับครอบครัวนี้ แต่แล้ว่วาระสุดท้ายทุกอย่างก็พลิกผัน เขาเริ่มห่วงหาอาวรณ์ต่อครอบครัวนี้ และรู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ผ่านๆ มา แต่มันก็สายเกินแก้....
สำหรับหวังชง เหตุการณ์นี้ก็เป็อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขารู้สึกเสียใจเป็อย่างยิ่ง
ชีวิตที่แล้วก็ให้มันผ่านไป แต่ครั้งนี้ในเมื่อเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาย่อมไม่มีทางที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด
เขาต้องหยุดเหตุการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก!
อย่างไรก็ตามสำหรับหวังชง มันเป็การยากที่จะอธิบายเื่นี้ต่อบิดาอย่างชัดเจน
"ลูกยังเด็ก ไม่จำเป็ต้องมีส่วนร่วมในเื่นี้ พ่อรู้ว่าต้องทำเช่นไร"
บิดาของเขามักจะอ้างแบบนี้
มีความไม่ลงรอยกันระหว่างท่านผู้เฒ่าของตระกูลเหยาและตระกูลหวัง แต่นั่นเป็สิ่งที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งตัวบิดาและเหยากวงยี่ก็ไม่มีข้อพิพาทใดๆ ระหว่างกัน
แน่นอนว่าบิดาเองก็ยังคงไม่รู้ถึงความขัดแย้งระหว่าง อ๋องซ่ง และ อ๋องฉี เนื่องจากทั้งคู่เพียงแค่กระทบกระทั่งกันตามบทบาทหน้าที่เท่านั้น
นอกจากนี้ทั้งสองยังไม่ได้บาดหมางกันถึงขั้นแตกหักจนขนาดต้องเปิดฉากทำา
ท่าไม่ดีจริงๆ แล้ว หากว่าเหยากวงยี่ เกลี้ยกล่อมให้บิดาของตนเปลี่ยนฝ่าย แต่บิดาเขายึดถือความจงรักภักดีและปฏิเสธข้อเสนอของมันอย่างเด็ดขาด จากนั้นเหยากวงยี่จะต้องนำปัญหามากมายมาสู่ตระกูลหวังแล้ว
หวังชง สังเกตการณ์แสดงออกของบิดาและเกิดความกังวลอย่างมาก
บิดาเป็นายทหารหัวโบราณที่มีความสามารถในการนำทัพจับศึก บดขยี้ศัตรูบนสนามรบได้ไม่ด้อยกว่าเหยากวงยี่ แต่เมื่อพูดถึงความฉลาดเ้าเล่ห์ในด้านการเมือง บิดาของเขาไม่อาจเปรียบเทียบกับเหยากวงยี่ได้
แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน!
เหยากวงยี่มองนิสัยบิดาของเขาอย่างทะลุปรุโปร่งจึงวางกับดักเช่นนี้ หากบิดายังคงซื่อสัตย์ เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ถึงแม้จะโดนคนของเหยากวงยี่จับตาก็ตามที
ถึงเวลานั้นมันจะสายเกินไปที่จะเสียใจ
"ชงเอ๋อ ในเมื่อพ่อของลูกกล่าวเช่นนั้น ลูกก็อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกเลย รีบทานข้าว"
"แม่เข้าใจดี" หลังจากที่มอง หวังชง นางก็ทราบว่าหวังชงกำลังวางแผน นางจึงรีบบอกใบ้เขาด้วยการขยิบตาว่าให้จบลง
อุปนิสัยสามีตน นางย่อมรู้ดี เขาเกลียดการถกเื่งานบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ เขาทำดีที่สุดแล้วที่อดทนต่อสิ่งที่หวังชงกล่าวได้นานขนาดนี้
ด้วยประโยคที่ว่า "พ่อรู้ว่าต้องทำเช่นไร" ได้ระบุทัศนคติของเขาไปแล้ว และควรหยุดพูดเดี๋ยวนั้น ถ้าหวังชงไปต่อเขาจะทำให้บิดาโกรธเสียเปล่าๆ
หวังชงแอบกังวล เขารู้ว่ามารดากำลังพยายามจะบอกอะไรเขา แต่นี่ไม่ใช่เื่เล็ก ถ้าหากเลวร้ายมากขึ้น มันจะแย่ลงทุกสิ่งทุกอย่าง ห้องโถงใหญ่ ตระกูลหวัง แม้แต่ญาติในวงศ์ตระกูลของเขาก็จะไม่เหลือที่ยืน
ทั้งตระกูลหวังจะมลายสิ้นไปพร้อมกับการเมืองของราชวงศ์ถัง เห็นได้ชัดว่า บิดาเขาไม่อาจมองแผนการของหยางกวงยี่ออก หวังชง จึงต้องเตือนเดี๋ยวนี้ก่อนทุกอย่างจะสาย
แม้ว่าบิดาจะโกรธและเขาถูกลงโทษจากสิ่งที่เขาทำก็ตามที
"ท่านพ่อ เื่นี้ร้ายแรงมาก ลูกคิดว่าท่านพ่อควรจะบอกให้อ๋องซ่งทราบล่วงหน้าจะเป็การดีกว่า"
หวังชงครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้เป็เวลานาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะใช้วิธีการแบบเสนอความเห็นของตน การจะห้ามบิดาของตนย่อมเป็ไปไม่ได้ เขาไม่ใช่เด็ก 3 ขวบที่ให้ใครมาบอก หากยังขืนดึงดันห้ามเขาบิดาคงต้องเกิดโทสะเป็แน่
หวังชงมีเพียงแค่เสนอทางเลือกเท่านั้น ไม่สามารถบอกกล่าวได้ว่า เหยากวงยี่ ทำการร่วมมือกับ อ๋องฉี เพื่อจัดการกับ อ่องซ่ง
"ลูกไม่จำเป็ต้องยุ่งในเื่ของผู้ใหญ่"
บิดาทำหน้าเ็า
"พวกเ้ากินกันต่อเลย ข้ามีธุระที่จะต้องไปทำ ขอตัว"
หลังจากกล่าวจบ บิดาก็เดินจากไปในทันที
แม่ของนางหันกลับมาบ่นตนยกใหญ่ หวังชงแอบถอนในใจออกมา เขารู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้ที่จะได้รับความไว้วางใจจากบิดาอย่างเต็มที่ เมื่อดูจากการแสดงออกของเขาในคืนนี้ก็รู้แล้ว
"แต่อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังไม่ได้โกรธข้า"
หวังชงคิดเข้าข้างตัวเองตัวเอง
แม้ว่าอาหารมื้อนี้จะจบลงด้วยความไม่น่ายินดี แต่ทว่าหวังชงตระหนักถึงบุคลิกของบิดา ถ้าหวังชงขัดแย้งกับเขาเหมือนในอดีต เขาคงจะลงมือบันดาลโทสะ
ตราบใดที่บิดาของเขาแจ้งให้กับอ๋องซ่งทราบล่วงหน้า ก่อนที่จะเข้าพบหยางกวงยี่ ความพยายามของเขาก็จะไม่เป็เื่ที่สูญเปล่า และบิดาของเขาต้องกะทำด้วยตัวเอง หวังชงไม่สามารถกระทำแทนเขาได้
"ดูเหมือนว่าเื่นี้คงต้องพึ่ง หม่าโจว เสียแล้ว! "
หวังชง ประสบปัญหาอย่างใหญ่หลวง
บิดาก็หัวรั้นเกินไป เมื่อเขาตัดสินใจแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ อีก มันเป็ไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนความคิดของบิดาด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
เพราะนิสัยของเขาเป็แบบนี้ เขาจึงถูกหลอกใช้โดยฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย
หวังชง ไม่ประสบความสำเร็จที่โต๊ะอาหารเย็น เขาต้องหาวิธีใหม่ให้ได้เท่านั้น จำต้องหยุดเหตุการณ์ต่อไปนี้ให้จงได้
หวังชงหาข้ออ้างรีบบอกลากับมารดาและน้องสาวของเขา แล้วเดินออกจากห้องโถง
…………………