บทที่ 17 ช่วยอาจารย์เผยอีกครั้ง
“อาจารย์เผย!”
“อาจารย์เผย!”
เมื่อลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิงมองเห็นฉากตรงหน้า ก็รีบวิ่งตรงเข้าไปยังเผยเสวี่ยซงที่นอนหมดสติอยู่ตรงกองยาสมุนไพรทันที
ต้าหวงยืนเห่าอยู่ข้าง ๆ เป็ระยะ
เซี่ยอวิ้นหนิงอุ้มร่างที่เป็ลมจนหมดสติของเผยเสวี่ยซงขึ้นแล้วรีบตรงไปยังสถานพยาบาลของศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้
ต้าหวงส่ายหางระรัว เหมือนอยากตามไปด้วย
“ต้าหวง แกอยู่เฝ้าบ้านไปก่อน”
เ้าหมาต้าหวงเหมือนเข้าใจว่าลู่จิ่วอันพูดอะไร เ้าหมาต้าหวงนั่งลงแกว่งหางแลบลิ้นหอบแฮก ๆ เงยหน้ามองเซี่ยอวิ้นหนิงตาแป๋วตามคำสั่ง
ลู่จิ่วอันรีบตามผู้เป็สามีไปพร้อมกับถืออาหารเย็นที่เตรียมให้เผยเสวี่ยซงไว้ในมือ ในใจอดโทษตัวเองไม่ได้ ตอนบ่ายเธอไม่น่ากลับมาบ้านคนเดียวเลย ควรตามเผยเสวี่ยซงจนกว่าจะถึงลานหน้าบ้านเสียมากกว่า เพื่อทำให้มั่นใจว่าชายชราปลอดภัยแล้วถึงจะปลีกตัวออกมาได้
ในสถานพยาบาลของศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้
คุณหมอเสิ่นอีิมองประเมินอาการของเผยเสวี่ยซง แล้วเบนสายตาลงไปมองขาของเขาที่รักษาไว้จนหายขาดแล้ว จากนั้นมองส่วนอื่นอย่างละเอียดรอบคอบอีกที
“คุณหมอเสิ่น อาจารย์เผยไม่เป็อะไรมากแล้วใช่ไหมครับ?” เซี่ยอวิ้นหนิงเอ่ยถามอย่างเป็กังวล
เสิ่นอีิเตรียมยาไปด้วยพร้อมกับเอ่ยอธิบาย “อาจารย์เผยเขามีทักษะทางการแพทย์ ผมเห็นว่าเขาเอาไม้กระดานมาค้ำขาไว้เองแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากแล้วล่ะมั้ง”
“แล้วทำไมเขาเป็ลมล้มไปได้ล่ะคะ?” ลู่จิ่วอันไม่มีความรู้ด้านทักษะการแพทย์มากนัก แถมยังกังวลในใจอีกว่าเผยเสวี่ยซงคงไม่ได้ตกลงมาจากที่สูง ๆ หรอกใช่ไหม ถึงมีสภาพเหมือนสมองได้รับการกระทบกระเทือนแบบนี้ “สมองเขาจะได้รับการกระทบกระเทือนไหม?”
“เขาเป็โรคน้ำตาลในเืต่ำ ก็อาการเดิม ๆ นั่นแหละ” เสิ่นอีิเตรียมยาเรียบร้อย พร้อมปักเข็มฉีดยาให้เผยเสวี่ยซงด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็ปัญหาใหญ่มากหรอก พวกคุณวางใจเถอะ มีผมอยู่ทั้งคน!”
คนอยู่ในแวดวงเดียวกันก็มักมีฝีมือคล้าย ๆ กัน แต่เสิ่นอีิกับเผยเสวี่ยซงไม่ใกล้เคียงกันเลยสักนิด
เสิ่นอีิเรียนด้านการแพทย์แผนปัจจุบันมา รู้เกี่ยวกับการแพทย์จีนแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น ทว่าั้แ่ได้รู้จักกับอาจารย์เผยมา ก็พึ่งรู้ว่าแพทย์แผนจีนนั้นช่างกว้างใหญ่และลึกซึ้งยิ่งนัก
การฝังเข็ม การครอบแก้ว กัวซา ยาจีนรวมถึงสมุนไพรจีนไม่ได้อิงทางวิทยาศาสตร์เลย แต่เอาเข้าจริงก็สามารถรักษาให้หายจากโรคได้
คนทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน แถมไม่ได้เป็คนใจแคบอะไรมากนัก จึงสนิทสนมกันเหมือนมิตรแท้แต่ปางก่อนได้ง่ายดาย
“คุณหมอเสิ่น นี่คืออาหารเย็นที่คนรักผมทำมาให้ครับ ถ้าหากอาจารย์เผยฟื้นขึ้นมาแล้ว รบกวนเอาให้ท่านทานทีนะครับ”
เสิ่นอีิเหลือบมองลู่จิ่วอันพร้อมเอ่ยขอบคุณ “ยังดีที่พวกคุณไปเจอ ไม่งั้นไอ้แก่นี่คงต้องนอนพื้นไปทั้งคืนแล้วล่ะตอนนี้ก็ค่ำแล้ว พวกคุณกลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ”
ย่างเข้าเดือนเก้า เนื่องจากความสูงเหนือระดับน้ำทะเลในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้อากาศตอนกลางคืนจึงเย็นลงนิดหน่อย
เมื่อก้าวเท้าออกจากสถานพยาบาล ลู่จิ่วอันก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวพี่พัดผ่านร่าง ในใจคิดคำนวณว่าถึงเวลาที่จะต้องใส่เสื้อผ้าสองชั้นแล้วล่ะ แต่สุดท้ายก็ใส่ชั้นเดียวอยู่ดี
อากาศนับวันยิ่งเย็นขึ้น หรือจะทำเสื้อกันหนาวบุผ้าฝ้ายไว้ใส่ดีนะ
ปัญหามาเยือนทันใด ผ้าที่จะเอามาทำเสื้อสามารถใช้ผ้าผืนสีฟ้าลายดอกไม้ขาวที่จางฉือให้ไว้มาทำก็ได้ แต่ฝ้ายล่ะ จะหามาจากไหนกัน?
“เซี่ยอวิ้นหนิง ที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้มีตลาดนัดไหมคะ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงถอดเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าที่ใส่อยู่ออก และนำมันมาคลุมไหล่ของลู่จิ่วอัน ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “มีสิครับ วันเสาร์อาทิตย์ทุกเดือนเขาจะวางแผงขายกันที่หน้าศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ ถ้าคุณอยากไปเดินเล่น พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปนะครับ”
“ฉันอยากซื้อฝ้ายสักหน่อยน่ะค่ะ แล้วก็… โถไว้ใส่ผักดองอีกสักอัน”
ลู่จิ่วอันพูดไปพูดมาอยู่ดี ๆ จู่ ๆ ก็เงียบลง ไม่รู้ว่าเซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกยังไง แต่ตัวเธอเองรู้สึกว่าทำแบบนี้จะเป็การใช้เงินเปลืองไปหน่อย
ตัวเองหาเงินสักแดงเองก็ไม่ได้ แต่ของที่อยากได้กองเท่าูเา
ทว่าเื่แบบนี้ก็ไม่มีวิธีแก้หรอก สำหรับการย้ายบ้านใหม่ ของที่ต้องซื้อเพิ่มต้องเยอะมากเป็ธรรมดา
“จิ่วอัน คุณยังต้องทอผ้าเพิ่มอีกสักสองสามฟุต แล้วก็ทำเสื้อผ้าเพิ่มอีกสักสองสามตัวนะ”
ตอนที่ทั้งสองมาถึงศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ เซี่ยอวิ้นหนิงเห็นกับตาว่าในกระเป๋าเดินทางของลู่จิ่วอันมีเสื้อผ้าน้อยมาก อีกเดือนกว่า ๆ ที่นี่ก็จะหิมะตกแล้ว ถ้าไม่มีเสื้ออุ่น ๆ ไว้ใส่จะอยู่รอดในหน้าหนาวได้ยังไงกัน?
“เซี่ยอวิ้นหนิง คุณไม่คิดว่าฉันใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายบ้างเหรอคะ?”
ศูนย์อนุรักษ์ยวนยางไม่มีไฟตามทางเดิน ถึงแม้คืนนี้จะไม่มีพระจันทร์ แต่สองข้างทางล้วนมีบ้านติดกันเป็ระยะ ๆ แสงสีส้มเหลืองสว่างไสวบนทางเดิน ช่วยส่องแสงให้ลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิง
“จิ่วอัน” เซี่ยอวิ้นหนิงหยุดก้าวเดิน มองภรรยาด้วยสายตาจริงจังเคร่งขรึม “คุณเป็ภรรยาผม จะใช้เงินยังไงก็แล้วแต่ใจคุณ ผมจะไม่บ่น ไม่ดุคุณเด็ดขาด”
ลู่จิ่วอันได้ยินคำที่ออกจากปากเซี่ยอวิ้นหนิงแล้ว ความรู้สึกในใจที่อยากเอ่ยก็ถูกลบเลือนไปหมดสิ้น
เธอนึกย้อนไปถึงชาติก่อน ถ้าเป็เื่เงิน ตัวเซี่ยอวิ้นหนิงในชาติก่อนจะไม่ยอมเสียเปรียบเธอเด็ดขาด
ตัวเธอเองในชาติก่อนก็ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ขี้ขลาดตาขาว ไม่แย้งสามีสักคำ ต้องรอให้โดนรังแกจนไม่มีหนทางจะไปเสียก่อน สุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อตัวลูกของเธอเอง
“คุณพูดเองนะ แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ”
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ในใจก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรที่มันได้เงินดีนะ?
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ว่าจะที่ไหน เวลาใด ก็ต้องมีเงินเป็ของตัวเองไว้บ้าง ถึงจะลืมตาอ้าปากได้หน่อย
ตอนบ่ายลู่จิ่วอันแบกเผยเสวี่ยซงตลอดทางในป่า กลับบ้านมาตอนเย็นก็ต้องเข้าครัวทำอาหาร เมื่ออาบน้ำอาบท่าเสร็จ หัวถึงหมอนก็หลับไปโดยง่ายดาย
เซี่ยอวิ้นหนิงมองผู้เป็ภรรยาที่นอนหายใจเบา หลับอย่างสบายใจหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ใบหน้าหวานทั้งสวยทั้งอ่อนโยนแม้ตอนหลับใหล
เขาแอบสอดตัวเข้าในผ้าห่มผืนเดียวกับหญิงสาว นึกขึ้นได้ว่าตัวเขายังไม่ง่วงขนาดนั้น ก็ลุกขึ้นไปเก็บของในห้องที่ลู่จิ่วอันยังเก็บไม่เสร็จให้เรียบร้อยเสียก่อน ใช้แรงให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อย แล้วค่อยอาบน้ำเข้ามานอนกอดภรรยาฝันหวานไปด้วยกัน
ตลาดนัดของศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ไม่ได้ใหญ่มากนัก สองข้างทางล้วนเต็มไปด้วยผักที่ปลูกเองในบ้านแล้วกินไม่หมดจนต้องเอามาขาย
คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านล้วนมีแปลงผักเล็ก ๆ ไว้ที่หน้าบ้านตัวเอง ปกติก็ปลูกแตงปลูกผักไว้กินกันในครอบครัว
แต่คนที่อาศัยอยู่ในตึกไม่มีที่ไว้ปลูกผักกินเอง ปกติถ้าไม่กินข้าวที่โรงอาหาร ก็ซื้อผักเอง แล้วเอาไปให้พ่อครัวในโรงอาหารทำให้
ลู่จิ่วอันกับเซี่ยอวิ้นหนิงเดินวนจนครบ เธอเอ่ยปากถามสามีว่าขอเงินไปซื้อได้หรือไม่?
แต่ทุกวันนี้ผู้คนต่างระมัดระวังตัวเป็อย่างมากจนไม่มีใครกล้าเสี่ยงใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย โดยปกติแล้วพวกเขาแค่ทำการแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น!
“คุณป้า พริกแลกยังไงคะ?”
คุณป้าพินิจการแต่งตัวของลู่จิ่วอัน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำในลำคอ “เอาน้ำตาลก็พอ”
“น้ำตาลทรายขาวหรอคะ? หรือน้ำตาลทรายแดง?”
คุณป้าเอ่ย “น้ำตาลทรายแดง”
“ถ้างั้นคุณป้ารอสักครู่นะคะ”
ลู่จิ่วอันวานเซี่ยอวิ้นหนิงให้ไปซื้อน้ำตาลทรายแดงกับสะใภ้อ้วน ส่วนตัวเองเดินตลาดน้อยต่อ สายตาเธอสะดุดเข้ากับโถใส่ผักดองอันหนึ่ง แถมยังตาดีมองเห็นเครื่องปั้นดินเผาอีก ทว่าหลังจากเดินวนครบอีกรอบ ก็ยังไม่เห็นฝ้ายอยู่ดี
แต่เครื่องดองผักมีครบหมด ั้แ่ขิง พริก ยันพริกฮวาเจียว
เซี่ยอวิ้นหนิงไม่รู้ว่าต้องซื้อน้ำตาลเยอะขนาดไหน เลยซื้อมาแค่ 2 กิโล ลู่จิ่วอันจึงใช้น้ำตาลทรายแดงทั้ง 2 กิโลนั้นแลกพริก ขิง ต้นหอม ถั่วฝักยาว มะเขือยาว รวมถึงพริกฮวาเจียวมาเป็กอบเป็กำ อีกทั้งโถใส่ผักดองและเครื่องปั้นดินเผาด้วย
หลังจากเซี่ยอวิ้นหนิงแบกของที่ลู่จิ่วอันซื้อมาจากตลาดน้อยเข้าบ้าน ตัวเขาก็ปลีกไปซื้อข้าวต้มกับหมั่นโถวจากโรงอาหารมากินเป็ข้าวเช้า
ลู่จิ่วอันไม่ได้อยู่นิ่ง ได้เวลาแยกของที่ซื้อของมา เลือกพริกที่ยังเขียวแยกออกมาก่อน ส่วนพริกแดงก็กะเอาไว้ทำน้ำพริกโต้วป้านแบบเผ็ด พริกที่เหลือเอาไว้ทำผักดอง
ล้างพริกจนสะอาดเรียบร้อย หญิงสาวก็เอาโถใส่ผักดองพร้อมเครื่องปั้นดินเผามาล้างให้สะอาดแล้วตากพักไว้
เธอกำลังนั่งปอกเปลือกกระเทียมอยู่ ทันใดนั้นเซี่ยอวิ้นหนิงก็กลับเข้าบ้านมาพร้อมอาหารเช้า
“จิ่วอัน ล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะครับ”
เมื่อมีโต๊ะสี่เหลี่ยม ทั้งคู่ก็ไม่ต้องนั่งพิงขอบเตียงกินข้าวเช้าอีกต่อไป
สองสามีภรรยานั่งลงตรงหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยม กินหมั่นโถวที่พ่อครัวโรงอาหารนึ่งเองกับมือ ลู่จิ่วอันเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เซี่ยอวิ้นหนิง ถ้าฉันขายหมั่นโถวบ้างจะดีไหม?”
ไม่ใช่ว่าโม้หรอกนะ!
แต่หมั่นโถวที่เธอทำเองน่ะ อร่อยกว่าของโรงอาหารตั้งเยอะ!