มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 144 ปราบเสี้ยนหนาม

            ร่างของอสูรขาวถูกเตะรับส่งไปเป็นทอด ๆ ดุจลูกฟุตบอล ปลิวละลิ่ววนไปวนมาเป็นรูปสามเหลี่ยมอย่างรวดเร็วอยู่นานเกือบแปดลมหายใจ  ผู้ที่ชมดูต่างยืนมองอย่างโง่งมปากอ้าตาค้างเหงื่อกาฬไหลรินจนแผ่นหลังต่างเปียกชุ่ม อสูรขาวหนึ่งในสองตำนานอันโหดเหี้ยมของนักฆ่าอิสระเมือสิบปีก่อน ฉายา อ้วนผอมจอมทมิฬ บัดนี้ร่างอ้วนกลมของมันไม่ต่างจากลูกฟุตบอลยักษ์ที่โดนกังหลงเตะหมุนวนไปมา นี่มันเกิดอะไรขึ้น..!!

     

            "อาาา..ถึงกับมีร่างของกังหลงเกิดขึ้นถึงสามร่าง..เป็นไปได้อย่างไร..? นั่นมันท่าร่างใด  ? ร่างไหนเป็นร่างจริงกัน  ?"

     

            "ผั๊วะ..!!"

            

            "อั่กก.."        

     

            "ฟ้าววว"

     

            "โครม..!!"

     

            ร่างกังหลงที่อยู่บนอากาศหวดเตะรับครั้งสุดท้าย ร่างที่กำลังลอยขึ้นไปกลับพุ่งลงกระแทกพื้นดังโครมใหญ่ จนลานประลองบังเกิดเป็นหลุมลึก ร่างอสูรขาวจมมิดลงในผืนแผ่นพสุธาทันที ชั่วครู่มันค่อย ๆ ตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นมาจากหลุมหน้าตาบวมช้ำโลหิตหลั่งไหลโทรมกายจนจดจำสารรูปแทบมิได้ อสูรขาวกล่าวเสียงกระท่อนกระแท่นขึ้นด้วยความหวาดหวั่น

     

            "จะ..เจ้า..เป..เป็น..ใคร..กัน แน่..?"

     

                 "ข้าก็คือบุตรชายของผู้นำตระกูลกัง..เจ้าคงจดจำรสชาดของการทรมานผู้บริสุทธื์ได้แล้วกระมัง ..หากเจ้ามีโอกาสเกิดมาอีกครั้งจงอย่าได้ใช้พลังข่มเหงรังแกผู้บริสุทธิ์อีก .ครานี้ข้าจะให้เจ้าได้ชิมรสชาดของอัคคีที่เจ้าเคยใช้ทำลายผู้บริสุทธิ์มามากมายว่ารสชาดเป็นเช่นไร ..เจ้าอย่าได้แค้นเคืองข้า..!!"

     

           กล่าวจบกังหลงเรียกเปลวเพลิงให้ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือทั้งสองข้าง สีของเปลวเพลิงแดงสดดุจสีชาด แผ่กลิ่นอายความร้อนออกมารุนแรงยิ่งกว่าที่อสูรขาวสำแดงออกมาก่อนหน้านี้ถึงเกือบห้าเท่า จนผู้คนสัมผัสได้ เสียงเอะอะของผู้คนที่อยู่ไกล้ดังลั่นออกมาก่อนจะรีบถอยหนีห่างออกไปอย่างรวดเร็ว กังหลงฟาดฝ่ามือออกด้วยท่วงท่าพิศดาร เปลวเพลิงจากทั้งสองมือกลายเป็นลูกไฟวิ่งหมุนวนเข้าหากันรวมกันเป็นเกลียว ดุจเชือกเพลิงเส้นใหญ่เข้าโอบรัดพันธนาการอสูรขาวไว้

     

            "โอ๊ะ..เพลิงใดกันถึงได้ร้อนแรงปานนี้ ..พวกเรารีบถอยยย..!!"

     

            "อัคคีโลกันต์สองสัมพันธ์..!!"

     

            ทันทีที่อสูรขาวสัมผัสได้ถึงพลังอัคคีนี้มันถึงกับหวาดหวั่น ส่งเสียงออกมาอย่างโหยหวน ตัวมันเองเป็นผู้ใช้อัคคีมาชั่วชีวิต เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันรุนแรงและร้อนแรง และจิตสำนึกของมันได้พบกับความหวาดหวั่นระย่นย่อ ในอำนาจของอัคคีที่เหนือกว่าอัคคีของมันจนมิอาจเผยอมาเทียบเปรียบ สิ่งที่มันหวนนึกคิดได้ พร้อมกับที่เชือกอัคคีได้โอบรัดมันแน่นเข้าทุกขณะจนเปลวเพลิงกลืนกินร่างของมันไปจนสิ้น ท่ามกลางเสียงร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด  สุ้มเสียงสยดสยองอันยาวนาน สะท้านใจผู้ที่ได้ยินจนขนลุกซู่

      

            "โอ..อัคคีโลกันต์อเวจี ราชาแห่งอัคคีทั้งปวง...ไม่...ไม่..อย่าาาาาา..!!"

     

            "บึ้ม..!!"

     

            "อ๊ากกกกก..!!"

     

            สิ้นเสียงระเบิด เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดสะท้านใจของผู้ที่ได้ยิน ร่างของอสูรขาวค่อย ๆ ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลี มิหลงเหลือแม้แต่กระดูก  ตำนานอันโหดเหี้ยมจิตใจวิปริตของนักฆ่าอิสระ ฉายา อ้วนผอมจอมทมิฬ ก็ได้สาบสูญไปอย่างแท้จริงตั้งแต่บัดนี้  กังหลงหันมองไปยังหม่าเทียนหลงและกล่าวขึ้น  

     

            "ต่อไปเชิญผู้นำตระกูลหม่าเข้า...."

     

            เหตุการณ์ทั้งมวลที่บังเกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของหม่าเทียนหลงทั้งสิ้น บัดนี้มันยืนตัวสั่นงั้นงก  มันทราบถึงระดับพลังฝีมือของอสูรดำขาวทั้งสองเป็นอย่างดีว่าเหนือล้ำกว่ามันมากมายปานใด แต่ต่อหน้าบุรุษหนุ่มผู้นี้ทั้งสองนักฆ่าชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอาณาจักร คล้ายทำได้เพียงโดนบุรุษหนุ่มทุบตีอยู่เพียงฝ่ายเดียวจนสิ้นชีพไปต่อหน้าโดยมิอาจทำอันใดได้เลย 

     

            มันนั้นหวนคิดว่ามันโชคดีที่สุดแล้ว ที่อสูรดำได้เข้ามาแย่งขอลงมือประลองในรอบที่สองแทนมัน หากแม้นเป็นมันที่เข้าต่อสู้กับบุรุษหนุ่มผู้นี้ ผลที่ออกมาเช่นไรมันมิกล้าจะหวนคิด สองคนก่อนหน้านี้พ่ายแพ้โดยมิหลงเหลือแม้ซากสังขารให้ชมดูสักเพียงน้อยนิด  เมื่อเห็นกังหลงมองมาที่มันพร้อมกล่าววาจา มันไม่รอให้กังหลงกล่าวจบก็รีบพูดขึ้น

     

            "ข้าขอยอมแพ้..!!..ข้าจะทำสัญญา นับแต่นี้ต่อไปตระกูลหม่าจะยกพื้นที่ทางตลาดแปดในสิบส่วนให้แก่ตระกูลกัง และตระกูลหม่าจะสั่งทุกผู้คนให้เก็บตัว มิออกมาเพ่นพ่านก่อให้เกิดความรำคาญแก่ตระกูลกังอีกตั้งแต่บัดนี้.."

     

            นับว่าหม่ากังตัดสินใจได้ชาญฉลาดนัก มันยอมสูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของตระกูล ยอมอยู่อย่างอัปยศ แต่ยังดีกว่าแข็งขืนดึงดันจนอาจโดนล้มล้างทั้งตระกูลไปสิ้น มันได้เห็นกับตาถึงความโหดเหี้ยมและความแข็งแกร่งของกังหลงแล้ว ด้วยวัยเพียงแค่นี้พลังฝีมือมันขนาดนี้ต่อไปภายภาคหน้ามิทราบมันจะยอดเยี่ยมสูงส่งอีกปานใด 

     

            ก่อนหน้านั้นมันเคยทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นเพียงขยะของตระกูลแม้บุตรชายของมันจะเคยบอกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ได้เปลี่ยนเป็นน่ากลัวขึ้นมันก็ยังมิยอมเชื่อถือ แต่บัดนี้มันกลับพบเจอกับตัวเองว่าบุตรขยะของกังหยางแข็งแกร่งจนปราณราชันย์มิอาจต่อกรได้ มิทราบมันไปประสบพบเจอกับสิ่งใดมาหรือมันมีวาสนาได้อาจารย์เลิศล้ำใด ถึงได้ทำให้ขยะกลับกลายเป็นเพชรล้ำค่าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ 

     

            ทุกผู้คนเองต่างก็ตกตะลึงในการตัดสินใจของหม่าเทียนหลง แต่เมื่อหวนคิดดูแล้วนับว่าไม่แปลกประหลาดนัก ด้วยพลังฝีมือที่กังหลงแสดงออกมานั้น มันตัดสินใจถูกต้องและฉลาดที่สุดแล้ว หากแม้นมันยังดื้อดึงคิดประลองต่อ แม้แต่ชีวิตของมันก็ต้องดับดิ้นตามสองคนที่มันนำพามาเป็นแน่แท้ แม้แต่พื้นที่สองส่วนที่จะเหลือไว้พอเลี้ยงดูตระกูลก็ต้องสูญสิ้นไปอย่างมิต้องสงสัย และหลังจากนี้ตระกูลหม่าก็อาจสูญสิ้นไปจากอาณาจักรเนตรอสูรก็ว่าได้ หากมันเผลอตัดสินใจผิดพลาดไป

     

            "การชนะอันหมดจดนัก.!!"

     

            สุ้มเสียงของผู้คนพูดออกมาอย่างปลาบปลื้ม เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของผู้คนในตระกูลกังดังกึกก้อง การประลองครานี้นับเป็นชัยชนะอันหมดจด ที่กังหลงได้สำแดงออกมาเป็นการประกาศศักดาให้แก่ตัวเองและตระกูลกังไปในขณะเดียวกัน

     

            บัดนี้แม้จะมิมีพิธีการแต่งตั้งผู้นำขึ้น ก็มิมีใครในตระกูลกังกล้าคัดค้าน ด้วยพลังฝีมืออันเลิศล้ำที่กังหลงแสดงออกมา ทั้งเหล่าผู้อาวุโสและบุตรหลานทุกคนของตระกูลกังย่อมทราบว่า หากกังหลงมีเจตนาทำร้ายพวกตนในการประลองที่ผ่านมาคงมิมีผู้ใดสามารถต้านท้านได้ครบกระบวนท่า นี่เท่ากับกังหลงเมตตาต่อพวกเขามากแล้ว ทั้งหลายจึงเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดต่าง ๆ ที่มิดีทิ้งไปจนหมดสิ้น

     

            ตอนนี้กังหลงทำให้ตระกูลกังสามารถครอบครองพื้นที่ทางตลาดเกือบทั้งหมด และด้วยความสามารถในปัจจุบันของกังหลงย่อมต้องนำพาความรุ่งเรื่องความสะดวกสบายให้แก่ตระกูลกังจนยากจะพบพานกว่ารุ่นใด ๆ ที่เคยผ่านมา หลังจากนี้ทางที่ดีคือการร่วมแรงร่วมใจนำพาให้ตระกูลกังจรัสแสงยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

     

            หลังจากปราบเสี้ยนหนามที่เคยมีมาอย่างช้านาน จัดการเรื่องราวต่าง ๆ จนเป็นที่เรียบร้อย กังหลงก็ขอตัวออกเดินทางเพื่อไปฝึกปรือฝีมือตามที่ได้เคยกล่าวไว้ ทั้งกังหยางและฟางเหม่ยเมื่อได้เห็นบุตรชายสำแดงพลังฝีมือและช่วยนำพาตระกูลให้พ้นภัยจึงมิอาจห้ามปรามใด ๆ ได้อีก

     

            แม้จะมีความห่วงใยในฐานะบิดามารดาแล้ว แต่ต่างก็รู้ว่าบัดนี้บุตรของตนต่างเติมใหญ่พร้อมที่จะก้าวบินสู่โลกกว้างและพอมีกำลังจะก้าวเดินและเลือกเส้นทางของตัวเองได้แล้ว...พญาอินทรีย่อมมีวันที่ต้องโผผินบินขึ้นสู่ฟากฟ้า..ประกาศศักดาว่าข้าเป็นจ้าวเวหาในสักวัน...


     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน