ความเงียบที่ปกคลุมบ้านตระกูลเฉินหลังจากเสียงไซเรนจากไปนั้น น่าอึดอัดยิ่งกว่าเสียงะโด่าทอ กลิ่นแป้งฝุ่นที่คลุ้งอยู่ในอากาศจางๆ ย้ำเตือนถึงวินาทีเฉียดตายที่เพิ่งผ่านพ้นไป พัศดีจาง ฝากความแค้นไว้ด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะสะบัดหน้าจากไป ทิ้งให้ครอบครัวเฉินเผชิญหน้ากับ "ความจริง" ที่แสนขมขื่นในบ้านที่ประตูพังยับเยิน
เฉินเฟิง ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แผ่นหลังของเขาดูตั้งตรงและน่าเกรงขามอย่างประหลาดในสายตาของลูกชาย เขาค่อยๆ ก้มลงเก็บถุงผ้าใบเก่งขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างเบามือ ท่าทางนั้นใจเย็นเสียจน เฉินไห่ รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
"คุณ... คุณรู้ได้ยังไง" เฉินไห่เอ่ยปากถาม เสียงของเขาสั่นเครือและเบาหวิวเหมือนคนขาดอากาศหายใจ "คุณรู้ั้แ่เมื่อไหร่ว่าผม..."
เฉินเฟิงหันมามองลูกชายช้าๆ ดวงตาคู่เดิมที่เคยฉายแววอ่อนโยนบัดนี้กลับนิ่งสนิทดุจบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น "ไห่... ในโลกของการพนัน คนที่ประมาทที่สุดคือคนที่คิดว่าตัวเองกุมความลับไว้ได้เพียงคนเดียว พ่อไม่ได้ยินแค่เสียงฝีเท้าของตำรวจ แต่พ่อได้ยินเสียง 'หัวใจ' ของคุณที่เต้นเร็วกว่าปกติสิบเท่าั้แ่วินาทีที่คุณเดินเข้ามาในบ้าน"
หลินชิง ที่ยืนพิงกำแพงอยู่ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นไม้ เธอปิดหน้าร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น ความกลัวที่เกือบจะเสียสามีไปอีกรอบบวกกับความผิดหวังในตัวลูกชายทำให้อกของเธอแทบแตก "ไห่... ลูกทำแบบนี้ได้ยังไง... ลูกกลายเป็คนแบบนี้ไปั้แ่เมื่อไหร่!"
"ผม... ผมแค่..." เฉินไห่พูดไม่ออก ความละอายกถาโถมเข้าใส่จนเขาอยากจะมุดแผ่นดินหนี เขานึกถึงใบหน้าสวยหวานของ เหมยลี่ และคำมั่นสัญญาเื่เงินทองและความยิ่งใหญ่ บัดนี้มันกลายเป็เพียงขยะที่เคลือบด้วยยาพิษ
เฉินเฟิงเดินเข้าไปหาลูกชาย เขาไม่ได้ยกมือขึ้นตบหรือดุด่า แต่เขากลับยื่น 'ห่อกระดาษสีขาว' ที่แท้จริงออกมาจากแขนเสื้อ... ห่อที่มีตราประทับมรณะของพวกัเขียว
"ถ้าพัศดีจางเปิดห่อนี้ออกมา... ตอนนี้พ่อคงไปนอนอยู่ในห้องขังมืดๆ และคุณ... ก็คงถูกพวกมันปลิดทิ้งเป็รายต่อไป เพราะพวกมันไม่เคยเก็บ 'หมากที่ใช้แล้ว' ไว้ให้เป็ภาระหรอก" เฉินเฟิงพูดพลางขยำห่อกระดาษนั้นจนแหลกคามือ
เฉินไห่เบิกตากว้าง "แล้ว... แล้วห่อแป้งที่ตำรวจเจอ... พ่อเอามาจากไหน? ผมสาบานว่าผมวางห่อนี้ลงไปแค่ห่อเดียว!"
เฉินเฟิงนิ่งไปชั่วครู่ แววตาของเขามีความสงสัยพาดผ่านครู่หนึ่งเช่นกัน "นั่นคือสิ่งที่พ่อกำลังจะถาม... พ่อสลับห่อของจริงออกมาน่ะใช่ แต่วินาทีที่ตำรวจค้นถุง... พ่อตั้งใจจะให้มันว่างเปล่า พ่อไม่รู้ว่าใครเป็คนยัดห่อแป้งนั่นเข้าไปแทนที่ในจังหวะที่พ่อไม่ทันระวัง"
คำพูดของเฉินเฟิงทำให้ความเย็นะเืแล่นผ่านหลังของทุกคนในบ้าน... มีคนอื่นอยู่ในบ้านหลังนี้? หรือมีใครบางคนที่ติดตามพวกเขามาโดยที่แม้แต่ 'วิชาฟังเสียงมัจจุราช' ของเฉินเฟิงยังจับไม่ได้?
ในขณะเดียวกัน ณ ตึกระฟ้ากลางเมือง หวังคุน กำลังขว้างแก้วเหล้าราคาแพงอัดเข้ากับผนังจนแตกกระจายเศษแก้วกระเด็นเฉี่ยวใบหน้าของเหมยลี่ที่ยืนหน้าซีดอยู่
"แป้งฝุ่นงั้นเหรอ! พวกแกทำงานภาษาอะไร!" หวังคุนตะคอกจนเส้นเืที่คอโปนออกมา "แผนส่งมันกลับคุกพังไม่เป็ท่า แถมยังทำให้พัศดีจางต้องเสียหน้าต่อหน้าลูกน้อง!"
"บอสคะ... ฉันสาบานว่าฉันส่งยาของจริงให้อาไห่ไปแล้ว และสายของเราที่เฝ้าหน้าบ้านก็บอกว่าเห็นอาไห่เอามันใส่ถุงผ้าจริงๆ" เหมยลี่เสียงสั่น "เฉินเฟิงมันต้องมีคนช่วย... หรือไม่วิชาหัตถ์เทวะของมันก็ก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว"
หวังคุนหอบหายใจแรง แววตาแห่งความแค้นยังไม่มอดดับ "ถ้าส่งมันกลับคุกไม่ได้... ก็ต้องทำให้มันเดินเข้ามาหาความตายด้วยตัวเอง เหมยลี่! พรุ่งนี้จัดงาน 'ประลองเล็ก' ที่บ่อนัเขียว ส่งจดหมายเชิญไปให้คนในตลาดทุกคน... บอกว่าเ้ามือใหญ่ขอท้าทาย 'เซียนนิรนาม' ที่บังอาจลบเหลี่ยมเราวันก่อน"
"แต่บอสคะ ถ้ามันไม่มาล่ะ?"
"มันต้องมา..." หวังคุนแสยะยิ้มเหี้ยม "เพราะฉันจะเอา 'ร้านค้า' ของเถ้าแก่ที่มันทำงานอยู่มาเป็เดิมพัน ถ้ามันไม่มา... เถ้าแก่และคนงานในโรงรถทุกคนต้องตกงานและติดหนี้มหาศาล ฉันอยากจะรู้นักว่า 'ฮีโร่ขี้คุก' อย่างมันจะแบกรับน้ำหนักชีวิตคนอื่นได้นานแค่ไหน!"
ตัดกลับมาที่บ้านตระกูลเฉินกลางดึก เฉินเฟิงนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้านที่ไร้ประตู เขาใช้เศษไม้และตะปูเก่าๆ พยายามซ่อมแซมมันอย่างใจเย็น ทุกครั้งที่ค้อนตอกลงบนตะปู เสียงนั้นดังก้องเข้าไปในใจของเขาเหมือนการย้ำเตือนถึงความผิดพลาดในอดีต
เฉินไห่เดินออกมาจากห้อง เขาหยุดยืนอยู่ข้างหลังพ่ออยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น "พ่อ... ผมขอโทษ"
เป็ครั้งแรกในรอบสิบปีที่คำว่า 'พ่อ' หลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม เฉินเฟิงหยุดมือที่จับค้อน เขาไม่หันไปมอง แต่ลมหายใจที่สั่นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเขาะเืใจเพียงใด
"จำความรู้สึกนี้ไว้ไห่... ความรู้สึกของคนที่ถูกหักหลังด้วยความเชื่อใจ มันเจ็บกว่าโดนมีดแทง" เฉินเฟิงพูดเสียงเรียบ "พ่อไม่ได้โกรธที่คุณอยากรวย แต่พ่อเสียใจที่คุณมองไม่เห็น 'กับดัก' ที่มันวางไว้ชัดเจนขนาดนั้น"
"เหมยลี่... เธอมีเื่ศัตรูของพ่อมาอ้าง ผมเลย..."
"หวังคุนสินะ" เฉินเฟิงแทรกขึ้น "มันยังเหมือนเดิม... ชอบใช้จุดอ่อนของคนเป็เครื่องมือ"
เฉินเฟิงลุกขึ้นยืน เขาหันหน้าไปทางถนนมืดมิดที่นำไปสู่ใจกลางเมือง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยรังสีสังหาร "การที่พัศดีจางบุกมาที่นี่ แสดงว่าหวังคุนร้อนรน มันรู้ว่าถ้าฉันตั้งตัวได้ ฉันจะกลายเป็ก้างขวางคอชิ้นใหญ่"
ทันใดนั้น เสียงลมพัดวูบหนึ่งทำให้เฉินเฟิงชะงัก หูของเขาขยับเล็กน้อย เขาััได้ถึงแรงสั่นะเืบางอย่างที่หลังคาบ้าน!
"ใคร!" เฉินเฟิงะโพร้อมกับคว้าค้อนในมือขว้างขึ้นไปบนหลังคาด้วยความแม่นยำ
เคร้ง!
เสียงค้อนกระทบกับของแข็งบางอย่างจนเกิดประกายไฟ เงาดำร่างหนึ่งะโลงมาจากหลังคาด้วยความคล่องแคล่วดุจแมวป่า เงาร่างนั้นสวมชุดสีดำสนิทปิดบังใบหน้ามิดชิด เหลือเพียงดวงตาเรียวคมที่จ้องมองเฉินเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง
เฉินเฟิงเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ แต่อีกฝ่ายกลับชูมือขึ้นเป็เชิงห้าม พร้อมกับโยน 'เหรียญ' บางอย่างลงบนพื้นปูน
เหรียญนั้นหมุนติ้วก่อนจะหยุดนิ่งใต้แสงจันทร์... มันคือ เหรียญหยกสลักรูปกิเลน ซึ่งเป็สัญลักษณ์เฉพาะของ 'สมาคมเซียนเงา' องค์กรลึกลับที่อาจารย์กู่เคยเล่าให้ฟังว่าเป็ผู้คุมกฎโลกใต้ดินที่แท้จริง
"เ้ามือใหญ่กำลังวางเดิมพัน... อย่าพึ่งรีบตายล่ะ เฉินเฟิง" เสียงกระซิบที่ฟังไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับไปในความมืดทิ้งให้สองพ่อลูกยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
เฉินเฟิงก้มลงเก็บเหรียญหยกขึ้นมา เขารู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาถอนหายใจยาว... เื่ราวมันเริ่มลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่เขาคิดไว้เสียแล้ว
"พ่อ... นั่นใคร?" เฉินไห่ถามด้วยความหวาดกลัว
"คนที่จะทำให้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" เฉินเฟิงกำเหรียญแน่น "ไห่... พรุ่งนี้คุณต้องอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะมาเรียกก็ตาม"
เช้าวันรุ่งขึ้น จดหมายท้าทายสีแดงเืก็ถูกส่งมาถึงหน้าบ้าน... จดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้าถึงเฉินเฟิง แต่จ่าหน้าถึง 'เถ้าแก่โรงรถ' พร้อมคำขาดที่บีบให้เฉินเฟิงต้องเลือกระหว่าง 'ทางรอดของตัวเอง' กับ 'ลมหายใจของเพื่อนร่วมงาน'