ผ่านไปหนึ่งคืนวิฬาร์พักผ่อนในห้องพักชั้นสองของร้านเหล้าจนสร่างเมา พอตื่นมาก็เห็นฤๅษีตนเมื่อวานนอนคอพับน้ำลายยืดอยู่บนเตียงข้างๆในสภาพเละเทะ
“ท่านฤๅษีอุษา”วิฬาร์เรียกเบาๆ
เมื่อคืนท่านแนะนำตัวเองว่าอุษาวิฬาร์เองก็ไม่ได้คิดอะไร จึงไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก แต่พอเช้านี้ที่เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาจากปากตัวเองกลับรู้สึกตงิดๆ ใจ
‘เมื่อคืน ตอนพบหน้าท่าน เหมือนว่าระบบจะไม่รายงานว่าเจอฤๅษีอุษานี่นา?’
คล้ายว่าฤๅษีท่านนี้กำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่วิฬาร์จึงทดเรื่องนี้เอาไว้ในใจ เพราะ NPC ที่เจ้าเล่ห์ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอยังไงก็ต้องระแวดระวังไว้หน่อย
……………….
ทั้งสองคนออกจากร้านมาในเวลาสายๆก่อนที่ฤๅษีอุษาจะพาวิฬาร์ออกมาจากโตรกเขานั้นในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อาศรมของท่านตรงแถวป่าสนเชิงเขาแห่งหนึ่งที่ไกลออกมาจากร้านเหล้าลับท่านบอกว่าพาเขามาที่นี่ก็เพื่อสอนวิชาให้ แลกกับค่าครูนิดๆ หน่อย
“เอาล่ะมาดูกันหน่อย ว่าข้าจะฝึกวิชาอะไรให้เจ้าดี” หลังจากล้างหน้าล้างตาจนสะอาดสีหน้าท่าทางของฤๅษีอุษาก็ดูดีขึ้นไม่น้อย มีมาดสมกับเป็นคนมีวิชาความรู้อยู่บ้าง
ท่านเดินวนๆรอบตัววิฬาร์ คล้ายจะประเมินสรีระและกายวิภาคของเขา ก่อนจะเริ่มแนะนำวิชา
“วิชาดำน้ำเป็นไง?”
“ห่ะ?”วิฬาร์งงหนัก สมองคิดเค้นหาประโยชน์ของวิชานี้อย่างหนักหน่วงบนเกาะลอยฟ้ากลางหาวอย่างนี้ จะฝึกวิชาดำน้ำไปทำไม?
“อืม…ไม่น่าได้ใช้ประโยชน์บ่อยเท่าไหร่ งั้นวิชาผิวปากล่ะ?”
“หา?”ผิวปาก? ใช้สำหรับส่งสัญญาณลับเวลาซุ่มโจมตี? จะดีหรือ?
“ยังไม่เหมาะนะข้าว่า”ท่านยังพูดเองเออเองต่อไป ไม่สนใจวิฬาร์ที่ทำหน้าสับสน
“วิชาดาบล่ะ?”
“ผมพอเป็นวิชาหอกอยู่บ้างแล้วครับถ้าจับปลาสองมือ เกรงว่าอาจจะออกมาไม่ดีนัก” เขาแย้งเบาๆ วิฬาร์เป็นหน้าใหม่ของสายนี้ฝีมือยังไม่เข้าขั้นนัก หากดันทุรังเรียน สุดท้ายอาจพังทั้งคู่
“งั้นวิชาค่ายกลล่ะ?” อ๊ะ!อันนี้ฟังดูน่าสนใจ
“มันเป็นยังไงหรอครับ?”วิฬาร์นึกถึงวิธีเลือกใช้อาณาเขตเวทของสายดาราเวทหรือธาตุเวท ไม่ก็สายอื่นๆให้ทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบ ให้วงเวทแต่ละวง ร้อยเรียงและส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อเสริมพลังต่อสู้ให้กับกลุ่มผู้เล่นรูปแบบการผสานเวทแบบนี้มักถูกเรียกว่าเป็นค่ายกลอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้อยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรนัก
“อืมเรื่องนี้อธิบายยากจริงๆ อะแฮ่มๆ อยู่ๆ ก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมานิดหน่อย” ท่านไอทีเล่นทีจริงแต่วิฬาร์ที่รู้ทันก็ไม่ไปเปิดโปงแผนการของท่าน แค่เหล้าขวดเดียวสำหรับวิฬาร์นับเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยแต่ถึงอย่างนั้น ในเมื่อปลากำลังจะงับเบ็ด เขาก็ไม่คิดปล่อยไปง่ายๆ
“ถ้างั้นคงต้องหาอะไรดับกระหายสักหน่อยสินะครับ” ไม่พูดเปล่า มือซ้ายคว้าจอกสุราเล็กขึ้นมาใบหนึ่งส่วนมือขวาก็หยิบขวดเหล้าออกมา รินใส่จอกไปครึ่งนึง ส่งให้ท่านอย่างรู้งาน
“อะแฮ่มๆ”คนทำดีหวังผลไอสองสามรอบ ก่อนจะรับไปด้วยสีหน้าที่ปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ฤๅษีอุษายกจอกเหล้าขึ้นจ่อที่ปลายจมูก สูดกลิ่นหอมเย้ายวนใจนั้นลงปอดไปอย่างอิ่มเอมขนาดยังไม่ได้เข้าปาก ท่านกลับรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับย้อนวัยลงไปสิบปีความลุ่มหลงนี้แทบทำให้ท่านคลุ้มคลั่ง
และวินาทีที่มันแตะริมฝีปากไหลผ่านลิ้น ทะลักชนกระพุ้งแก้ม แล้วม้วนตัวลงคอไป ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าพลันลุกโชนขึ้นมาจนสั่นสะท้านไปทั้งร่างสายตาคมกริบสะบัดไปยังมือขวาของวิฬาร์อย่างดุร้าย ทว่ามันกลับว่างเปล่า
“ละ…แล้วที่เหลือล่ะ!?” ท่านเอ่ยตะกุกตะกัก
“ของดีมันมีน้อยน่ะท่านข้าว่าเรียนไป ชิมไป จะดีกว่า เดี๋ยวมันจะหมดเร็วเกินไป” วิฬาร์ไม่ใช่คนโง่ซะหน่อยคนที่เจอหน้ากันไม่ถึงสิบชั่วโมง บอกว่าจะสอนวิชาให้ เขาจะยกเหล้าให้ทั้งขวดไปได้ยังไงของอย่างนี้มันต้องยื่นหมูยื่นแมวไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ
ร่างของฤๅษีอุษาอ่อนยวบราวลูปโป่งถูกปล่อยลมหางลู่ หูตก อกแฟบ จิตใจห่อเหี่ยว ความคิดที่ว่าหลังจากได้ของดีขวดนั้นมาแล้วจะชิ่งหนีหายวับไปทันที
‘สงสัยต้องยอมสอนอะไรมันซะหน่อยจริงๆ แล้ว ฮึ่ม ไอ้หมอนี่มันฉลาดนัก’
ท่านนึกในใจอย่างหงุดหงิดทว่าสีหน้าที่แสดงออกกลับยิ้มแย้ม แม้จะรู้ว่าไอ้เด็กนี่จะไม่ยอมปล่อยของง่ายๆแต่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้เหล้านั่นแม่งอร่อยขนาดนั้นล่ะวะ
“อืมข้าเห็นด้วย จิบไป คุยไปดีกว่า เดี๋ยวของดีจะหมดเร็ว มาๆๆ นั่งตรงนี้” ท่านพาวิฬาร์เดินมาตรงแคร่ไม้ข้างสนต้นใหญ่หน้าอาศรมทั้งสองนั่งลงจนมันลั่นเสียงยวบยาบ จากนั้นยักษ์ขี้เมาในคราบฤๅษีก็เริ่มเข้าเรื่องหลังจากบิดพลิ้วมานาน
“เริ่มจากเจ้ารู้จักเวทสายอาณาเขตอยู่บ้างสินะ”
“ใช่ครับ”
“ดีๆนับว่าพอมีความรู้พื้นฐานติดตัว”
อาณาเขตเวทนับเป็นเวทมนตร์ที่แสดงผลในรูปแบบของขอบเขตพื้นที่จำกัดแน่นอนว่าแบ่งย่อยออกไปได้อีกหลากหลายประเภท ทั้งอาณาเขตที่เกิดจากการร่ายเวท อาณาเขตที่เกิดจากพิธีกรรมเวทหรือ อาณาเขตจากการเขียนวงเวทด้วยอักขระเวท หรือจะแบ่งตามสายอย่างดาราเวท ธาตุเวทมรณเวทก็ได้
แม้แต่ละแบบจะมีวิธีเรียกใช้ต่างกันไปแต่หากจะสรุปโดยย่อแล้ว อาณาเขตเวทแทบทั้งหมดจะแสดงผลออกมาเพียงสองแบบเท่านั้น
ส่งเสริมพันธมิตรพิชิตศัตรู
“เอาล่ะงั้นลองเล่นเกมกับข้าดูดีกว่า จะได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ต้องเสียน้ำลายแยะ”ท่านเอ่ยเสียงนิ่ง ก่อนจะวาดมือวูบหนึ่ง บนพื้นดินเรียบๆ ด้านข้างก็ปรากฏกลุ่มทหารจิ๋วตัวเท่ามดขึ้นมาเรียงกันเป็นแพทั้งทหารที่ขี่สัตว์อสูร หุ่นรบ จอมเวท นักรบในสภาพเตรียมประจันหน้ากัน
“เจ้าขาวข้าดำ แล้วก็ อะแฮ่มๆๆ”
ไม่ทันไรเหล้าก็ลงท้องท่านไปอีกจอก
“…เจ้าขาวข้าดำ แล้วเรามารบกัน”
วิธีเล่นเกมนี้คือให้กองทัพของทั้งสองฝ่ายเข้าสู่สนามรบเพื่อเอาชนะแน่นอนว่าการรบด้วยกองทัพที่มีเวทมนตร์นั้นย่อมจะมีการผสานการโจมตีและการป้องกันสำหรับตั้งรับและรุกคืบรวมถึงการคุมจังหวะการใช้เวทมนตร์สนับสนุนต่างๆเพื่อเสริมให้กระบวนทัพแสดงอานุภาพออกมาได้มากที่สุด นับว่าเป็นวิธีทำความรู้จักเวทมนตร์และฝึกการประสานงานระหว่างเวทมนตร์ชนิดต่างๆ ได้เป็นอย่างดีการที่ท่านให้วิฬาร์แข่งเกมนี้กับท่านคงมีเป้าหมายเพื่อทดสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้อาณาเขตเวทในการสนับสนุนการต่อสู้นั่นเอง
ปกติแล้วเวทสายอาณาเขตนี้ผู้เล่นทั่วไปเรียนกันเป็นส่วนน้อย เพราะปกติคนพวกนั้นมักจะเล่นกันในกลุ่มเพื่อนไม่กี่คนการเสริมพลังแบบอาณาเขตนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้สู้ง่ายขึ้นมากเท่าไหร่จึงพบเห็นได้ไม่มากนักในกลุ่มคนทั่วไป
แต่หากเป็นการทำศึกใหญ่ระดับร้อยคนขึ้นไปของพวกกลุ่มกิลด์ต่างๆแล้ว การเสริมประสิทธิภาพแม้เพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคนร้อยคนก็เป็นตัวเลขที่น่าดูชมดังนั้นในสงครามที่เน้นการรบเป็นกลุ่มใหญ่เวทสายนี้แทบจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ตัดสินชัยชนะได้เลยทีเดียว
เกมกระดานนี้เองก็คล้ายกับการย่อส่วนสงครามลงมาในกระดานขนาดใหญ่นับว่าเป็นไอเดียที่เจ๋งมาก
เมื่อเข้าใจดีแล้ววิฬาร์ก็เริ่มเล่น
ทันทีที่เริ่มเกมทัพดำฝั่งตรงข้ามก็กรูกันเข้ามาอย่างรวดเร็วทว่าทัพขาวของวิฬาร์กลับไม่ออกไปรับหน้า เขากลับจัดกระบวนทัพใหม่อยู่กับที่
ทัพดำของฤๅษีอุษาส่งสัตว์เลี้ยงจากพวกเกราะหนาตัวใหญ่ค่าพลังป้องกันสูงวิ่งนำหน้า ตามมาด้วยนักรบสายยุทธเวทที่โดดเด่นในการต่อสู้ระยะประชิดและปะทุพลังต่อสู้เฉียบพลันส่วนผู้ขับหุ่นรบจากรสายนเวทวิ่งตึงตังตามมาไม่ห่างถัดมาเป็นกลุ่มนักธนูและจอมเวทระยะกลางอย่างกลุ่มมรณเวท ธาตุเวทที่ร่ายเวทโจมตีระยะไกลเตรียมเอาไว้ ส่วนแนวหลัง เป็นสายสนับสนุน อย่างเช่นสายสุคติเวทเวทและดาราเวทที่เตรียมเวทสายอาณาเขตรอคอยการปะทะกันที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ระยะเวลาแสดงผลของเวทที่มีไม่มากได้ใช้อย่างเต็มที่
การจัดทัพแบบนี้นับเป็นรูปแบบพื้นฐานสามัญเหมาะแก่การรุกและรับ แม้ไม่หวือหวาตระการตา แต่ใช้งานได้จริง
หากวิฬาร์จัดทัพรูปแบบนี้เข้าไปชนกันผลแพ้ชนะก็คงยากที่จะคาดเดา เพราะระดับของทหารทั้งสองทัพเท่ากันดังนั้นสิ่งที่จะวัดความสูงต่ำได้คือกระบวนทัพที่ต่างกันและจังหวะในการออกกระบวนเวท
เขาย้ายกำลังพลทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นรูปแปดเหลี่ยมราวกับเป็นเต่าตัวหนึ่งขอบด้านนอกทุกทิศทางตั้งเกราะ วางโล่ กั้นเป็นชั้นๆ เตรียมรับการโจมตี ส่วนด้านในก็วางแนวรับรองลงมาเพื่อสนับสนุนกองโล่ด้านนอก จากนั้นก็สั่งให้ร่ายเวทป้องกันตามลำดับเพื่อเสริมพลัง
ส่วนชั้นในสุดก็ให้จอมเวทด้านในรีบร่ายมหาเวทท่าใหญ่รอเอาไว้ ส่วนกลุ่มกองอื่นๆก็เตรียมการตั้งรับอย่างเหนียวแน่น
ไม่นานทั้งสองทัพก็ปะทะกัน
อาณาเขตเวทของวิฬาร์ฉายวาบขึ้นก่อนมันทับซ้อนลงในทัพของตัวเองนับสิบๆ ชั้น เพิ่มพูนพลังป้องกัน พลังฟื้นตัวพลังโจมตี ขยายระยะเวลาที่เวทมนตร์แสดงผล และการสนับสนุนอื่นๆ เต็มกำลัง จากนั้นอาณาเขตเวทโจมตีของฝั่งดำก็ทาบทับลงมาในเสี้ยววินาทีต่อมาพยายามกัดกร่อนทำลายข้อได้เปรียบของวิฬาร์ไปพร้อมกับการโจมตีอันหนักหน่วง
ทั้งสองฝ่ายเร่งการโจมตีใส่กันอย่างดุเดือดผลาญเลือดเนื้อของทั้งคู่ กระจุยกระจายจนแดงฉาน
“ตี” ทว่าในขณะที่ทัพดำของฤๅษีอุษากำลังโหมตีแนวป้องกันชั้นนอกของเขาอยู่วิฬาร์กลับออกคำสั่งสั้นๆ อย่างไร้ที่มาที่ไป
แต่แล้วจู่ๆพลังต่อสู้ของทัพขาวก็พลันปะทุขึ้นอีกระดับ กดดันจนฝ่ายรุกถึงกับชะงักไปชั่วครู่
“หมุน”เขาฉวยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามชะงักไปชั่ววินาทีนั้น สับเปลี่ยนทหารโล่ขอบนอกที่ปางตายจากการปะทะเมื่อครู่ให้ผลุบหายเข้าไปในกระดองยักษ์ผลัดทหารคนใหม่ที่เลือดเต็มเกราะแน่นออกมาใหม่ จากนั้น บรรดาทักษะโจมตีก็ผ่อนลงราวถอนหายใจ
‘ฉิบหาย’ ฤๅษีอุษาจ้องมองตาแทบถลน เดิมทีท่านนึกว่าหมอนี่เป็นลูกไก่ในกำมือกะจะหยอกเล่นสักห้านาทีสิบนาที ถือโอกาสโฆษณาความสามารถของตนเอง คิดซะว่าแสดงทักษะเล็กๆน้อยๆ ให้เด็กมันดู ขี้คร้านมันจะกราบกรานท่านแบบถวายหัว จากนั้นยกเหล้าให้ทั้งขวดทว่าพอเห็นรูปแบบการตั้งรับอย่างเป็นจังหวะแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าโดนของแข็งเข้าให้แล้ว
การประสานเสริมของวิฬาร์ไม่ธรรมดาเขารู้ดีว่าในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายรับแบบนี้ หากเสกเวทอาณาเขตแบบโจมตีใส่ศัตรูมันจะไม่สามารถทับซ้อนได้ดีนักเนื่องจากถูกศัตรูล้อมเอาไว้ทำให้เวทแต่ละวงต้องกระจายๆ กันออกไป ดังนั้นแต่ละวงจะเสริมอานุภาพกันได้ไม่มากจึงเสกวงเวทโจมตีแต่พอควร แต่เน้นหนักไปที่วงเวทสนับสนุนฝ่ายตัวเองแทนเพราะการตั้งรับอยู่ด้วยกันแบบนี้ทำให้ทุกคนในทัพตกอยู่ในอาณาเขตเสริมกำลังทั้งหมดพอดี สามารถทับซ้อนกันได้หลายชั้นประหยัดพลังเวทมนตร์ไปชุดใหญ่
ในวงเวทใหญ่มีวงเวทย่อย ร้อยเรียงกันเป็นห่วงโซ่ คอยเสริมแทนบางจุดที่เวทวงใหญ่ดูแลไม่ถึงและไม่เพียงแค่หน่วยโล่และกองโจมตีเท่านั้นที่มีคนสับเปลี่ยน แม้แต่สายสนับสนุนก็ยังหมุนเวียนกันรับศึกอย่างเหนียวแน่น ทำให้ฝ่ายดำตีแทบไม่เข้าเลย
ฤๅษีอุษาแม้เริ่มเปลี่ยนวิธีรับมือกะจะโจมตีในจังหวะที่วิฬาร์ผ่อนแรงปะทุเพื่อเปลี่ยนกลุ่มทหารทว่าไอ้เด็กนี่กลับสับขาหลอกราวกับมีผีบอก ตอนแรกเว้นสิบกระบวนท่าสับเปลี่ยนทีจู่ๆ คราวนี้เปลี่ยนเป็นสิบห้า จากนั้นก็ยี่สิบ
พอท่านเริ่มกะจังหวะได้มันก็เปลี่ยนเป็นผลัดกลุ่มทีละครึ่ง เดี๋ยวครึ่งซ้าย เดี๋ยวครึ่งขวา เดี๋ยวครึ่งบนเดี๋ยวครึ่งล่าง เท่านั้นยังไม่พอ แม่งยังเริ่มหมุนตามเข็มนาฬิกาอีก!
ฤๅษีอุษาเริ่มหัวร้อนขึ้นมาตงิดๆ
ทั้งสองฝ่ายขับเคี่ยวกันอยู่นานทว่าฝ่ายที่เริ่มเสียเปรียบกลับเป็นฝั่งดำ
แม้การโจมตีจะถูกรวมกลุ่มอัดใส่ทัพของวิฬาร์ที่กองกันอยู่จุดเดียวแต่ด้วยการตั้งรับอันเหนียวแน่น และการผลัดเวรให้ทหารที่สดใหม่ออกมารับหน้าก็หลีกเลี่ยงความสูญเสียจนเหลือน้อยที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันมีข้อดีก็มีข้อเสีย เพราะกำลังที่ต้องกระจายล้อมวิฬาร์ที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลางก็ทำให้การใช้เวทฟื้นพลังแบบหมู่ของท่าน ครอบคลุมทัพได้แค่บางส่วนเท่านั้น ไปๆ มาๆจึงมีทหารบางหน่วยรับการรักษาไม่ทันจนเริ่มล้มหายตายจาก
จากนั้นตาชั่งแห่งชัยชนะก็เอนเอียงไปเรื่อยๆ
เมื่อมุมไหนของทัพดำเริ่มอ่อนกำลังลงวิฬาร์จะสั่งให้ทัพขาวโหมกระหน่ำตีอย่างสุดกำลังเพื่อเสริมความได้เปรียบทำให้หลังจากยื้อยุดอยู่ไม่นาน ทัพฝ่ายดำก็แตกพ่าย ถูกทัพขาวล้อมฆ่าอย่างไร้ปรานี เลือดหลั่งชโลมจนแผ่นดินเป็นสีแดงฉาน