ณ ตำหนักเทียนเวยเตี้ยน
ภายในค่ำคืนที่มืดสนิทบรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยเสียงของหยดน้ำที่กระทบพื้นหินดังสะท้อนในความเงียบพร้อมกับเสียงสะอื้นของใครบางคนดังแทรกซึมผ่านเสียงของพายุฝนที่ตกกระหน่ำ
"ขอฝ่าา...ทรงเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะ!"
หลี่ซูเซียวคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่หน้าตำหนัก ชุดนักโทษสีขาวบางเบาติดกายแนบลู่ไปกับร่างอันผอมบาง เนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยาแและรอยฟกช้ำจากการถูกโบยนับร้อยครั้ง เสื้อผ้าของนางขาดวิ่นและเปรอะเปื้อน ที่เรือนกายยังคงหลั่งโลหิตซึมผ่านเนื้อผ้าแปรเปลี่ยนสีขาวบริสุทธิ์ให้เต็มไปด้วยเืสีแดงฉาน
ฝนที่ตกกระหน่ำลงมาไม่ได้ช่วยปลอบประโลมสตรีผู้อ่อนแอ ตรงกันข้ามกลับยิ่งชะล้างโลหิตที่ไหลซึมให้กระจายไปทั่วพื้นหินราวกับตอกย้ำบทลงโทษจาก์
ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู หลี่ซูเซียวกัดเม้มจนเืซึมออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียว มือทั้งสองแนบวางบนตักทว่ากลับกำผ้าไว้แน่นราวกับกำลังหวังที่ยึดเหนี่ยว ไหล่บอบบางสั่นสะท้านจากความเหน็บหนาวและความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วเรือนกาย
นางเงยหน้าขึ้นมองประตูที่ปิดสนิทด้วยความคับแค้นใจ น้ำตาของหญิงสาวไหลรินอย่างไม่ขาดสายผสมปนเปไปกับหยาดฝน เส้นผมที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงและชุ่มไปด้วยน้ำ
"ขอทรงปลดหม่อมฉันจากตำแหน่งพระชายาเถิดเพคะ!!"
เสียงของนางแหบพร่าสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ดวงตาคู่งามที่เคยเปล่งประกายบัดนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทุกคำพูดของนางถูกกลืนหายไปพร้อมกับกระแสของพายุ
ทว่าในความเงียบงันนั้นกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็พระสวามี
ครืน!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นพร้อมกับแสงวูบวาบที่สาดส่องไปทั่วลานจวนฉายให้เห็นร่างของหลี่ซูเซียวที่กำลังสั่นเทา
ภายในตำหนัก ฉินเย่วอวิ๋นยังคงยืนนิ่งด้วยท่าทีที่สงบภายใต้เงาของแสงตะเกียงที่ริบหรี่ ดวงตาสีเข้มทอดมองผ่านม่านฝนออกไปยังร่างของสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็พระชายาของตน
"ฝ่าา...พระชายาคุกเข่ามาหลายชั่วยามแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้พระองค์ไม่ห่วงว่าพระนางจะล้มป่วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ขันทีคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ
“แล้วอย่างไร?”
“พระชายาพึ่งเสียบุตรไปได้ไม่นาน าแจากการลงโทษก็ยังไม่หายดีร่างกายของพระชายาตอนนี้อ่อนแอมาก หากยังปล่อยไว้แบบนี้กระหม่อมคิดว่า...”
“…” ฉินเย่วอวิ๋นไม่ตอบคำถามของคนตรงหน้าแต่กลับกำมือของเขาเอาไว้แน่นเมื่อได้ยินขันทีพูดถึงบุตรที่พึ่งจากเขาไป…
สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างจนสั่นไหวหยาดฝนยังคงตกกระหน่ำราวกับพร้อมจะทำลายทุกสิ่ง แม้ว่าเสียงกัมปนาทที่นอกจวนจะดังเพียงใดแต่ความเงียบงันภายในใจของเขากลับหนักหน่วงยิ่งกว่า
ปัง! เสียงฟ้าผ่าดังลั่นราวกับจะฉีกท้องนภาเป็สองส่วน
"ฝ่าา...!" ขันทีร้องเรียกด้วยความใพร้อมกับสีหน้าที่แสดงออกว่าเป็กังวล
สองเท้าของฉินเย่วอวิ๋นเผลอก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่งราวกับความรู้สึกภายในใจจะหลุดออกไปตามเสียงนั้นก่อนที่เขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดลงพร้อมกับความเงียบที่คืบคลานเข้าปกคลุม
เขาหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิมด้วยท่าทางสงบ ใบหน้าที่เยือกเย็นไร้ความรู้สึกของเขากลับมาปรากฏอีกครั้งดวงตาคู่คมไม่ได้สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญเลยแม้แต่น้อย
“เรียกพระสนมหนิงเอ๋อร์ร์ให้นางมาหาข้าที่จวน”
“แต่ว่าพระชายา...”
ฉินเย่วอวิ๋นหันกลับไปตวาดอีกคนทันที ดวงตาคู่คมจ้องมองผู้เป็บ่าวอย่างไม่ปรานี
“นางเสียบุตรแล้วอย่างไร? ใช่ว่าข้าจะขาดสตรีที่จะมอบบุตรให้ข้าใหม่ไม่ได้..รีบไสหัวไป!!” เสียงที่เฉียบคมเหมือนดาบสั่งให้ขันทีคนนั้นรีบไปโดยเร็ว
“พ... พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีร่างอ้วนท่วมรีบรับคำสั่งอย่างว่าง่ายก่อนจะรีบเดินเปิดประตูออกไป
แอ่ด...
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับแสงสว่างที่เล็ดลอดออกมาจากภายในห้องราวกับแสงของความหวัง หลี่ซูเซียวมองเงาของใครบางคนที่กำลังเดินออกมาด้วยสายตาที่พร่ามัว หญิงสาวใช้แรงทั้งหมดที่เหลือค่อยๆ คลานเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ด้วยแขนทั้งสองข้าง
“ฝ่าา...” เสียงของนางแหบพร่าราวกับคนที่ใกล้จะสิ้นใจ เรียวตาหงส์พยายามเพ่งมองบุรุษที่เดินออกมาก่อนจะพบว่าเป็ เว่ยฉางอัน ขันทีคนสนิทของพระสวามีของนางเท่านั้น
ขณะที่บ่าวรับใช้หมุนตัวกลับไปเพื่อปิดประตูลง ดวงตาของนางก็ได้ประสานเข้ากับร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่ข้างใน แววตาของเขาจ้องมองนางด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ซึ่งเยื่อใยของความเป็สามีภรรยา แม้จะเป็เพียงเสี้ยววินาทีแต่นางก็ััได้ว่าสายตาของเขาที่มองมายังนางไม่ต่างอะไรกับสุนัขจรจัดที่น่ารังเกียจตัวหนึ่ง ความคับแค้นปะทุขึ้นในใจอัดแน่นราวกับเพลิงที่สุมอยู่ในอก
ฟึบ
บานประตูใหญ่ถูกปิดลงอีกครั้ง
“พระชายา” เว่ยฉางอันโค้งคำนับนางหนึ่งครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินออกไปจากหน้าจวน
ริมฝีปากซีดเซียวที่เปรอะเปื้อนคราบเืคลี่ยิ้มจนเห็นฟันขาว ไหล่ทั้งสองข้างของนางสั่นไหวระริกพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นสอดประสานกับเสียงของสายฝน สมเพชเวทนาให้กับสรรพนามที่ผู้เป็บ่าวใช้เรียกตน
“น่าขันนัก...ฮึก...น่าขันนัก” หญิงสาวพึมพำทั้งสะอื้นเสียงสั่นเครือขาดห้วงเป็ระยะ มือทั้งสองข้างที่ยันพื้นเอาไว้ในคราแรกค่อยๆ กำเอาไว้แน่นราวกับจะบีบกลั้นความเ็ปทั้งหมดที่ถาโถมเข้าใส่ หลี่ซูเซียวรู้ดีว่าสภาพของนางในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังเสียสติ...
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดครึ้ม หยาดฝนโปรยปรายลงกระทบใบหน้าขาวซีดดวงตาพร่ามัวด้วยน้ำตาแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความแค้นเคืองราวกับ้ามองหาคำตอบจาก์
เพราะเหตุใด...ข้าทุ่มเททุกอย่าง...ข้ายอมทุกอย่าง... แต่สิ่งที่ได้รับกลับควรเป็เช่นนี้หรือ? …ข้าหลี่ซูเซียวทำอะไรผิด...์ถึงลงโทษข้าอย่างไร้ความปรานี....
เสียงสะอื้นแ่เบาเจือไปกับสายฝน ทว่าในห้วงแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง สายตาพร่ามัวของนางพลันเห็นเงาราง ๆ ที่เข้ามาใกล้ก่อนที่บางสิ่งจะบดบังสายฝนที่โปรยลงมาเหนือศีรษะ
ร่มสีขาวที่ถูกวาดด้วยลวดลายของดอกเหมยค่อย ๆ ยื่นเข้ามากางบังฝนให้กับร่างที่กำลังสั่นเทา ร่างของสตรีนางหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า หลี่ซูเซียวกะพริบตาช้า ๆ น้ำฝนที่ไหลลงมาปะปนกับน้ำตาทำให้ภาพพร่าเลือนไปชั่วขณะ แต่ไม่นาน ใบหน้าของผู้มาเยือนก็ปรากฏชัดขึ้น
"หนิงเอ๋อร์..." นางพึมพำเสียงแ่
หลี่หนิงเอ๋อร์น้องสาวของนางยืนอยู่ตรงหน้าภายใต้ร่มคันเดียวกัน เื้ัของนางยังมีสาวใช้คนสนิทที่ถือร่มให้อย่างนอบน้อม สายตาของหลี่ หนิงเอ๋อร์ทอดมองมายังร่างอันบอบช้ำของพี่สาวพร้อมกับดวงตาคู่งามที่ยากจะอ่านออก
“หนิงเอ๋อร์ เ้าถอนตัวออกจากการเป็พระสนมเสียเถอะ เ้าเชื่อข้านะ” เสียงแหบพร่าของหลี่ซูเซียวสั่นเครือ นางยื่นมือไปกอดขาน้องสาวไว้แน่นราวกับหวังให้คำขอร้องสุดท้ายนี้หยุดยั้งชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่แทนที่จะได้รับคำตอบ น้องสาวของนางกลับสะบัดขาอย่างแรง ส่งร่างที่บอบช้ำของพี่สาวกระแทกลงกับพื้น
"ที่แท้ ท่านก็เป็เพียงพี่สาวที่ริษยาวาสนาของข้าเท่านั้นเอง" เสียงหวานเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า หลี่ซูเซียวเบิกตากว้าง รีบขยับตัวหมายจะคว้าขาน้องสาวไว้อีกครั้ง ทว่าอีกฝ่ายกลับก้าวถอยหลังออกไป ร่มที่เคยกางคลุมพวกนางทั้งสองบัดนี้เหลือเพียงหลี่หนิงเอ๋อร์และสาวใช้เท่านั้น
หลี่ซูเซียวเงยหน้าขึ้น มองน้องสาวของตนผ่านม่านฝนที่ไหลรินดวงตาสั่นระริกด้วยความปวดร้าว
"ข้าไม่เคยริษยาเ้า... ข้าเพียงไม่อยากให้เ้าต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับข้า"
หนิงเอ๋อร์ยิ้มเยาะ ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดปิ่นปักผมที่เสียบอยู่บนศีรษะของตน แล้วเหวี่ยงลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย เสียงของปิ่นกระทบพื้นดังก้องสะท้อนเข้าไปในใจของหลี่ซูเซียวก่อนจะแตกหักออกเป็สองท่อน ดั่งสายสัมพันธ์ของสองพี่น้องที่ขาดสะบั้น ไม่มีวันหวนคืน...แววตาของนางมองร่างที่เปียกโชกด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
"ท่านไม่ต้องมาแสร้งหวังดี ชะตาของข้าย่อมไม่ตกต่ำเยี่ยงท่าน"
เสียงของนางหนักแน่นดวงตาฉายแววภาคภูมิ ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยความหยิ่งทะนง
"ปิ่นของพระชายาข้าไม่้าอีกต่อไป บัดนี้ฝ่าามอบฐานะพระสนมและปิ่นอันใหม่คู่ควรให้แก่ข้าแล้ว...สิ่งที่ท่านควรทำในตอนนี้ ก็คือรักษาตำแหน่งพระชายาไว้ให้ดี...ก่อนที่ข้าจะแย่งมันไป"
พูดจบหลี่หนิงเอ๋อร์ ก็หันหลังให้พี่สาวของตนทันทีก่อนจะก้าวเดินห่างออกไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่วินาทีเดียว
หลี่ซูเซียวมองแผ่นหลังของญาติผู้น้องเพียงคนเดียวของนางที่ค่อยๆ เดินเข้าไปในตำหนักด้วยท่าทีมั่นคง ราวกับว่าอีกฝ่ายได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองไปแล้ว
ความรู้สึกเ็ปท่วมท้นจนแทบหายใจไม่ออก นอกจาก์จะรังแกนางแล้ว น้องสาวแท้ๆ ของนางก็ยังหันหลังให้แก่นางอีก
หลี่ซูเซียวเอื้อมมือไปหยิบปิ่นที่แตกหักตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจแทงมันลงที่กลางอกของตนเองด้วยความแค้นใจที่ไม่อาจทนได้ ร่างของนางเริ่มทรุดตัวลงอย่างช้าๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเ็ปแต่ก็ยังไม่ละสายตาจากตำหนักที่อยู่ตรงหน้า ราวกับอยากให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏอยู่ในความทรงจำของนางเป็ครั้งสุดท้าย
ขณะที่ร่างของหลี่ซูเซียวล้มลงกับพื้น ภาพเหตุการณ์ในอดีตค่อยๆ ฉายขึ้นในดวงตาของนางพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินลงสู่พื้น...