ใน่พันปีที่ผ่านมา บริเวณรอบแดนต้องห้ามได้ถือกำเนิดเมืองใหญ่ขึ้นสี่แห่ง ตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศทางรอบแดนต้องห้าม
ใจกลางของแต่ละเมือง มีวิหารสูงตระหง่านงามสง่า เรียกว่า วิหารเซียน ถูกปกครองโดยจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจากตระกูลเซียน ที่ผู้คนขนานนามว่า ‘ทูต์’
ในวันหนึ่ง พลันมีข่าวแพร่ออกมาจากวิหารเซียนโดย ทูต์
“สาสน์จักรพรรดิสวรรด์! สมบัติล้ำค่าตระกูลเซียน ได้กลับไปยังตระกูลเซียนแล้ว…”
“อีกไม่นาน… ปราการ์เจ็ดชั้นฟ้า! จะคลายผนึก!”
ในเวลานี้ ผู้คนมากมายทั่วทั้งอาณาจักรเสินหลิง ที่ได้รับรู้ข่าวนี้ ต่างเฝ้ารอคอยการคลายผนึกอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
ด้วยเหตุนี้ เหล่าศิษย์จากสำนักทั้งสี่เมืองต่างมุ่งมั่นฝึกฝน เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็ผู้ที่บุกเข้าสู่แดนต้องห้าม แล้วได้รับโชคลาภ ที่สามารถพลิกโชคชะตาแห่งการบ่มเพาะฝึกฝนของพวกเขาให้เฉิดฉาย
เพราะพวกเขาเ่าั้ เชื่อว่าภายในแดนต้องห้ามนั้น อาจซ่อนสมบัติล้ำค่าหรือความลับแห่งพลังของจ้าวเสวียนจื่อและัาหลงเจี้ยนเอาไว้ การเข้าไปในแดนต้องห้ามจึงกลายเป็ความใฝ่ฝันของจอมยุทธ์น้อยใหญ่ทั้งอาณาจักรเสินหหลิง
ภายในเมืองหงเฟิ่ง
ยามนี้บรรยากาศภายในกำแพงเมืองเปี่ยมด้วยความคึกคัก ถนนสายหลักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ ข่าวลือเื่การเปิดของแดนต้องห้าม ดึงดูดให้เหล่าจอมยุทธ์เดินทางมาไม่ขาดสาย
ทว่า ท่ามกลางความพลุกพล่าน กลับเกิดความวุ่นวายขึ้นตรงถนนกลางเมือง
“หยุดนะ! เ้าสวะน้อย…”
เสียงะโกังวาน ดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบให้หันมามอง ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดหรูหรา อาภรณ์ปักลายเพลิงสีแดง ซึ่งเป็ที่รู้จัก ของคนในเมืองหงเฟิ่งเป็อย่างดี
เขากำลังไล่ตามเด็กน้อยสภาพมอมแมม ที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต ด้านหลังของเขา มีนักรบเพลิงของวิหารเซียนอีกสี่คน เร่งฝีเท้าติดตามมาอย่างกระชั้นชิด
“นั่นมัน… ชางอี้! ขุนพลวิหคอันดับที่สิบห้า ของวิหารเซียนมิใช่รึ…”
“เขากำลัง… ไล่จับขโมยอย่างนั้นหรือ?” เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ในฝูงชน
แต่ในเวลานั้นเอง
ตุบ!
เสียงกระแทกพลันดังขึ้น ร่างเล็กของเด็กน้อยที่วิ่งหนีสุดชีวิต พลันชนเข้ากับบางสิ่งเบื้องหน้า แรงปะทะส่งให้เขากระเด็นล้มลงไปกองอยู่กับพื้นทันที
“โอ้ยย! เจ็บ... เจ็บ…”
เด็กน้อยร้องเสียงหลง มือเล็กค่อยๆ พยุงตัวเองขึ้น ก่อนเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา
เป็ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ในชุดดำเรียบสง่า ใบหน้าเรียบเฉยดั่งหินแกะสลัก ั์ตาสีเข้มปรายตามองลงมาราวกับไม่สะทกสะท้านต่อแรกกระแทกเมื่อครู่
“เ้า…มายืนเกะกะขวางทางข้า เพราะเหตุใด?”
เสียงเด็กน้อยหลุดเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ชายหนุ่มปริศนา ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ร่างของเด็กน้อยก็พลันถูกกระชากอย่างแรงจากด้านหลัง ชางอี้ผู้ไล่ตามมาทัน คว้าคอเสื้อเด็กน้อยแล้วเหวี่ยงลงกระแทกพื้นอย่างไร้ปราณี
“เ้าสวะ! ช่างงามหน้ายิ่งนัก บังอาจลักลอบเอาผลึกนภาของร้านค้าวิหารเซียน… เ้าสมควรตายซะ!”
น้ำเสียงของชางอี้ดังก้องกังวานไปทั่วถนน ดวงตาเปล่งแสงแข็งกร้าวขณะง้างหมัดขึ้นหมายจะปลิดชีวิตเด็กน้อยเบื้องหน้าโดยไร้ซึ่งความเมตตา
หมับ!
มือหนึ่งพลันคว้าหมัดเขาไว้กลางอากาศ
ชางอี้ชะงักงันไปทันใด ไม่ใช่เพราะแรงสะท้านของผู้มาขัดขวาง แต่เพราะ…พลังในฝ่ามือนั้นทำให้เขาไม่สามารถออกแรงเพิ่มเติมได้แม้ครึ่งส่วน
ใบหน้าของชายหนุ่มชุดดำที่ยืนขวางยังคงเรียบเฉย แววตาเย็นเยียบ ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาของคนทั้งเมือง
“เ้านี่! อยากตายอีกคนงั้นหรือ? ที่บังอาจสอดมือเข้ามายุ่งเื่ของวิหารเซียน!” ชางอี้หรี่ตาลง น้ำเสียงแฝงประกายโทสะและระแวงแฝงอยู่
แต่ชายหนุ่มในชุดดำ...กลับเพียงเอ่ยเสียงราบ
“โอ้... วิหารเซียน? ช่างยิ่งใหญ่คับฟ้าเสียจริง ๆ”
วาจาสงบนิ่งดุจสายน้ำ แต่มวลอากาศโดยรอบ กลับคล้ายหยุดนิ่งชั่วขณะ แววตาหลายคู่ในฝูงชนเริ่มเบิกโพลงโดยมิอาจอธิบายว่าเหตุใดบรรยากาศพลันเปลี่ยนแปรไปเช่นนี้
สีหน้าของชางอี้เริ่มคลายลงเล็กน้อย ภายในใจแปรเปลี่ยนจากโทสะเป็ความลังเล เขาไม่แน่ใจว่าบุรุษเบื้องหน้าเป็ใครมาจากตระกูลใด อาจเป็บุตรหลานตระกูลใหญ่ใดที่ตนมิอาจล่วงเกินก็เป็ได้
“เ้าเป็ใคร? เป็ลูกหลานตระกูลใดงั้นรึ?”
เสียงถามนั้นไม่ได้คมคาย...แต่เต็มไปด้วยความระวังตัว และสิ่งที่เขาได้รับกลับมา คือคำตอบแสนเรียบง่ายและเ็า
“ข้าเป็ใคร! ไม่จำเป็ต้องบอกที่มากับเ้า…”
เสียงราบเรียบ แต่แฝงน้ำหนักของการไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังดูแคลนฟ้าดิน ฝ่ามือที่ยังคงจับหมัดของชางอี้ไว้แน่นไม่มีสั่น ไม่มีคลาย
ชางอี้เห็นท่าทีดังกล่าวของจ้าวจื่ออวิ๋น จึงมั่นใจมากขึ้นทุกขณะว่าบุรุษผู้นี้ มิได้มีเื้ัสูงส่งอย่างที่ตนหวั่นใจไว้ในทีแรก และเมื่อไร้ชื่อเสียงย่อมไร้สิ่งที่ต้องเกรงกลัว
“หึ! หึ! ไม่มีที่มางั้นหรือ?” เขาแสยะยิ้ม ก่อนกล่าวเสียงดังกังวาน
“ข้าจะสังหารเ้าเป็การลงโทษ ที่บังอาจล่วงเกินคนของวิหารเซียน!”
สิ้นคำ ลมปราณพลันหมุนวนรอบกายของชางอี้ หมัดหนึ่งถูกปล่อยออกมาพร้อมพลังอัดแน่น พุ่งตรงเข้าหาชายหนุ่มตรงหน้าโดยไร้ความปรานี
หมับ!
ฝ่ามือเรียบง่ายของจ้าวจื่ออวิ๋นยกขึ้นรับหมัดทรงพลังของชางอี้เอาไว้อย่างง่ายดาย ราวกับกระแสลมปะทะใบไม้ ไม่มีแรงะเื ไม่มีแม้แต่รอยไหวของชายเสื้อ
จากนั้น ฝ่ามืออีกข้างพลันพุ่งออกอย่างเงียบงัน
ปึงงงง!!
เสียงกระแทกดังขึ้น ร่างของชางอี้ปลิวถอยหลังราวถูกแรงอัดกระแทกจากภูผา ร่างทั้งร่างนอนราบแนบไปกับพื้นในชั่วพริบตา
“ดูนั่น! เ้าคนชุดดำนั่นเป็ใครกัน? สามารถซัดให้ชางอี้ลงไปนอนได้ง่ายดายเช่นนั้น…”
เสียงจอแจดังขึ้นรอบบริเวณ สายตาผู้คนทั้งถนนเบิกกว้างด้วยความตกตลึง
ชางอี้พยุงร่างขึ้นอย่างยากลำบาก โลหิตสีแดงเข้มไหลจากริมฝีปากเป็สายแววตาเปี่ยมด้วยความอาฆาตร้อนแรง
“ฆ่ามันซะ!!”
เขาชี้นิ้วออกคำสั่ง นักรบเพลิงทั้งสี่ที่ติดตามเขามา จึงไม่รีรอ โคจรลมปราณเข้าประจำตำแหน่งหมายรวมล้อมจ้าวจื่ออวิ๋นให้สิ้นทางหลบหนี
แต่เพียงชั่วขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหว เสียงหนึ่งพลันดังก้องขึ้นแ่เบา แต่เยือกเย็นจนสะท้านเข้าถึงความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
“หึ… จำนวนมิใช่สิ่งที่จะลบล้างช่องว่างระหว่างเ้ากับข้า…”
จ้าวจื่ออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงดั่งหยาดน้ำแข็ง กลางฝ่ามือของเขา พลันมีลมปราณหมุนวนเกรี้ยวกราดราวคลื่นพายุในห้วงเวหา
ฟุ่บบบ!!
ร่างของเขาหายไปจากจุดเดิมก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าชางอี้ ฝ่ามือหนึ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกอีกครั้ง หากแต่รุนแรงกว่าเดิมนัก
ตึงงงง!!
เสียงกระแทกดังสะท้าน ร่างของชางอี้ลอยกระเด็นกลางอากาศ ตกกระแทกพื้นกลางถนนอีกครั้ง สลบเหมือดไร้สติสิ้นสภาพการต่อสู้
ผู้ติดตามทั้งสี่ก็มิได้ต่างกัน แต่ละคนกระเด็นออกไปคนละทิศ ล้มลงราวใบไม้ถูกพายุพัด หมดหนทางลุกขึ้นอีกครา
“พวกเ้ามองทันหรือไม่? ว่าเมื่อครู่ ชายผู้นั้นใช้กระบวนท่าอะไรกัน?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝูงชน แต่ไม่มีใครเอ่ยตอบ เพราะทุกสายตาต่างส่ายหน้า ไม่มีผู้ใดมองตามกระบวนท่าของจ้าวจื่ออวิ๋นได้ทันแม้แต่เงา
ในสายตาของผู้คนในเมืองหงเฟิ่ง ‘ขุนพลวิหคแห่งวิหารเซียน’ เปรียบดั่งกระบี่ของทูต์ที่ผู้คนในเมืองนี้ไร้ทางต่อต้าน
แต่บัดนี้ จ้าวจื่ออวิ๋น กลับทำให้ชางอี้ ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวท ไม่ต่างจากสุนัขไร้เ้าของ ที่ถูกเหยียบย่ำ...
“เขาเป็ใครกัน? ถึงกับสยบขุนพลวิหคอันดับสิบห้า และนักรับวิหารเซียน ได้ในคราวเดียว…”
จ้าวจื่ออวิ๋นยกมือข้างหนึ่งปัดฝุ่นเบาๆบนชายอาภรณ์ของตน แววตาไม่เปลี่ยน ใบหน้ายังสงบนิ่งเ็า
เขาเดินผ่านร่างของชางอี้ ที่นอนสลบแน่นิ่งไปโดยไม่ชายตามองแม้แต่น้อย ท่ามกลางเสียงจอแจ และความเงียบงันในหัวใจของผู้คน
“คนผู้นั้น… ถึงจะแข็งแกร่ง” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยพลางถอนหายใจ
“แต่…หากกล้าล่วงเกินวิหารเซียนเช่นนี้… เกรงว่าคงจะพบกับปัญหายุ่งยากเป็แน่…”