บทที่ 4
บ้านเกิดของเธอในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อยูเรก้า สปริงส์ แห่งนี้มีบรรยากาศที่สงบและคล้ายจะครอบงำไว้ด้วยมนต์ขลัง อาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างไล่เลียงกันขึ้นไปตามไหล่เขานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์วิคทอเรี่ยน และรักษาบรรยากาศเก่าๆ ไว้ได้อย่างมากมายผู้มาเยี่ยมเยียนหลายคนมีความคิดว่ามันเป็นเมืองที่มีบรรยากาศแปลกประหลาดที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเมืองเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณภูเขาแห่งโอซาร์ค แต่แอ๊บบี้ถือว่าที่นี่คือบ้านของเธออย่างแท้จริง ใครหลายคนลงความเห็นว่าควรจะเรียกที่นี่ว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งอเมริกา”ทั้งนี้เพราะมีบรรยากาศที่ประสมประสานกันอยู่ระหว่างรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ยังคงรักษาความเก่าแก่ไว้ แต่ขณะเดียวกันก็มีโรงแรมและรีสอร์ตให้เป็นที่พักของนักทัศนาจรที่ไล่เลียงกันขึ้นไปตามไหล่เขา ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบใหม่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นตอนที่กาลเวลาย่างเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี่เอง แถมด้วยบ่อน้ำพุร้อนที่เมื่อนักทัศนาจรเดินทางมาถึงก็จะมุ่งตรงไปที่นั่น เพื่อจะได้อาบน้ำแร่กันให้ชุ่มชื่นใจส่วนในตัวเมืองนั้นก็ยังมีร้านขายสินค้าประเภทของที่ระลึก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานฝีมือของผู้คนในท้องถิ่นนอกจากนั้นก็ยังมีรถทรอลลี่ย์ที่จะช่วยให้นักทัศนาจรคลายความปวดเมื่อยกับการเดินชมร้านรวง หรือชื่นชมกับทัศนียภาพอันสวยสดงดงามอีกด้วยเมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยว ผู้คนจะหลั่งไหลกันเข้ามาในเมืองนี้ เพื่อจะได้มาชมการแสดงตามเรื่องราวในพระคัมภีร์ซึ่งจัดขึ้นที่โรงมหรสพกลางแจ้ง การแสดงดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “เดอะ เกรท พาสชั่น เพลย์” ที่กล่าวถึงวันสุดท้ายในชีวิตแห่งพระเยซูคริสต์ กับเรื่องราวต่างๆ อีกเจ็ดเรื่อง อันเป็นตำนานของพระเยซูคริสต์ที่ข้องเกี่ยวอยู่กับเทือกเขาโอซาร์คแห่งนี้นอกจากนั้นก็ยังมีทั้งศาสนสถานซึ่งก็รวมทั้งพิพิธภัณธ์ที่เก็บรวบรวมพระคัมภีร์ แกลลอรี่ ที่รวบรวมไว้ แต่เฉพาะภาพของพระเยซูคริสต์ที่มีอยู่ในตำนานทั้งหมด และยังสถานที่ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “นิวโฮลี่ แลนด์” อันเป็นสถานที่ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งแอ๊บบี้รักบ้านเกิดของเธอมาก มีความรู้สึกว่าแม้เวลาจะล่วงเลยไปจนแม้เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษใหม่ แต่เมือง ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาโอซาร์คแห่งนี้แทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย หรือถ้าจะเปลี่ยนก็มีน้อยมากบ่อยครั้งที่เธอจะรู้สึกหงุดหงิดอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้เห็นสภาเทศบาลมีมติให้ตัดถนนสายใหม่ เพื่อรองรับการจราจรที่คับคั่งขึ้นทุกวันเมื่อถึงฤดูร้อน อันเป็นฤดูที่ผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามานั่น เธอจะเสียอารมณ์กับสภาพการจราจรในท้องถนนอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังรักเมืองนี้อย่างจับใจ บางทีอาจจะเป็นเพราะเธอรักบรรยากาศ และองค์ประกอบที่รวมกันขึ้นเป็นเมืองนี้ บรรยากาศที่ยังคงความเก่าแก่ดังเดิมไว้ ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่ไม่อาจทำลายสภาพดังกล่าวนั้นลงก็ได้เมื่อมาถึงเวลานี้ บรรดาเพื่อนฝูงโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงต่างก็แต่งงานไปหมดแล้ว และหลายคนที่มีลูก แอ๊บบี้ถามตัวเองอยู่เสมอว่า เธอยอมลาออกจากงานและกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้งเพื่ออะไรกันแน่ เพื่อจะได้พบกับคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เพียงแต่หยุดรถลงให้ความช่วยเหลือเช่นนั้นหรือเถากุหลาบโน้มกิ่งก้านของมันลงมาจากต้นไม้ใหญ่เมื่อเธอขับรถผ่านเข้าไปบนทางวิ่งของบริเวณบ้าน โรงเก็บรถม้าที่บัดนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เป็นที่พำนักอาศัยส่วนตัวของเธอตั้งอยู่ทางด้านหนึ่งของบริเวณนี้ เธอมองเห็นรถของพ่อที่จอดเข้าโรงเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากโรงรถของพ่อสามารถจอดรถได้เพียงคันเดียว และอากาศในฤดูนี้ ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับมาเบลดังนั้นแอ๊บบี้จึงจอดรถส่วนตัวไว้ข้างนอกเสมอครั้งนี้เธอพารถเข้าไปจอดใกล้ประตูด้านหลังของตัวบ้านขนาดสองชั้นที่ฉาบไว้ด้วยสีขาวสะอ้าน ภายในตู้เก็บของนั้นที่จริงก็เต็มไปด้วยขวดแก้วที่บรรจุแยมและผลไม้ดองอยู่แล้ว เธอรู้ว่าคุณยายจะไม่รังเกียจเลย ถ้าหลานสาวคนเดียวของท่านจะแบ่งของฝากดังกล่าวให้กับลูกสาวและลูกเขยบ้าง แอ๊บบี้คิดว่าน่าจะแบ่งเสียตอนนี้เลยดีกว่าที่จะแบกขึ้นบันไดไปเก็บไว้ในห้องส่วนตัวของตน แล้วก็ต้องแบกมันกลับลงมาให้แม่อีกเธอไม่ยอมเสียเวลากับการเคาะประตู เมื่อเปิดประตูหลังบ้านและเดินเข้าไปในห้องครัว ความเย็นชื้นจากเครื่องปรับอากาศ ทำให้เธอหยุดยืนอยู่เป็นครู่เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนออกมาเสียบ้างสตรีวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่ง เบือนหน้าจากเตาที่กำลังปรุงอาหารมามองแอ๊บบี้ ทั้งสัดส่วนและหน้าตา แม้กระทั่งสีผมของมารดา ดูจะถูกถ่ายทอดลงไว้ในตัวลูกสาวทั้งหมด เพียงแต่อลิซ สก๊อตต์ ผอมเพรียวกว่าและดวงตาเป็นสีเขียวเข็มกว่าเท่านั้น“วันนี้คงคุยกับคุณยายเพลินสินะลูก” นางเอ่ยขึ้นราวตั้งขอสังเกต “คุณยายคงไม่ได้เป็นอะไรหรือเกิดไม่สบายขึ้นมาหรอกใช่ไหม”“อ้อ...เปล่าหรอกค่ะ” แอ๊บบี้เดินไปที่โต๊ะ วางขวดแก้วที่หอบไว้ในอ้อมแขนลง “หนูมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรถน่ะค่ะ ตอนเขาขับกลับนี่หม้อน้ำมันเกิดรั่ว ต้องไปเสียเวลาอยู่ที่อู่ของเคอร์มิททั้งสองชั่วโมง”“แม่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า อะไรที่ยังทำให้รถคันนั้นมันวิ่งอยู่ได้” ผู้เป็นมารดาสนองคำพูดด้วยการส่ายหน้าช้าๆเสียงฝีเท้าของพ่อที่เดินแกมวิ่งลงบันได พร้อมกับเสียงผิวปากอย่างไม่เป็นเพลง ดังเข้ามาในห้องครัว พ่อของเธอเป็นบุคคลที่ค่อนข้างจะยึดมั่นกับกิจวัตรที่ปฏิบัติอยู่ อาทิ จะต้องกลับบ้านทันทีภายหลังจากเลิกงาน พอมาถึงก็ตรงขึ้นห้องอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวใหม่ให้เหมาะสมกับฤดูกาลเขาเดินเข้ามาในครัว สวมเสื้อเชิ้ตลายทาง กางเกงสีกากี ทำจมูกฟุดฟิดกับกลิ่นอายของอาหารที่ลอยขึ้นจากในเตา“เราจะกินกันเมื่อไหร่นี่” เมื่อเห็นลูกสาวยืนอยู่ใกล้โต๊ะก็พูดต่อว่า “เอ...ผมนึกว่าเราผลักไสยายคนนี้ออกจากรังไปแล้วเสียอีก แต่กลับมาถึงบ้านทันเวลาอาหารพอดีแถมน้ำลายยังสออยู่ในปากอีกด้วย”“วันนี้แม่ทำอาหารออกแยะไป” ผู้เป็นมารดายืนยันขณะใช้ส้อมกลับชิ้นพอร์ค ช้อป ที่กำลังทอดอยู่ในกระทะ “กินอาหารค่ำกับเราเสียเลยสิลูก”“คืนนี้เห็นจะไม่หรอกค่ะแม่ แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณไว้ก่อน” แอ๊บบี้รีบปฏิเสธ ด้วยเกรงว่ามันจะกลายเป็นนิสัย เคยชินกับการกินอาหารค่ำร่วมกับพ่อแม่ เมื่อมาถึงเวลานี้เธอคุ้นชินกับการอยู่คนเดียว ทำอะไรด้วยตัวเองแล้ว ชอบที่จะนั่งกินอาหารเงียบๆ ในบ้านหลังเล็กของตัวเองมากกว่า“เราน่ะมันหัวดื้อนัก” ผู้เป็นบิดาตำหนิ แต่กระนั้นน้ำเสียงที่ไม่ได้บอกความขุ่นเคืองแต่ประการใด เขากลับชื่นชมในความรักอิสระ ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของผู้ใดของแอ๊บบี้เสียด้วยซ้ำ“หนูก็ได้ความหัวดื้อนั้นมาจากพ่อนั่นแหละค่ะ” แอ๊บบี้ตอบโต้ออกไป“งั้นพรุ่งนี้กินอาหารประจำวันอาทิตย์กับเราที่แล้วกัน” นั่นมิใช่คำเชิญชวน แต่เป็นคำสั่งจากมารดา “แม่ว่ามันจะเป็นการดีอย่างยิ่งที่เราทั้งสามคนจะได้ออกไปโบสถ์พร้อมกันอีกครั้ง”เสียงพ่อกระแอมไอ สีหน้าเริ่มบอกความอึดอัดขึ้นมาทันที“พรุ่งนี้เอ๊บเขาชวนผมไปตกปลา ที่จริงตั้งใจจะบอกคุณตั้งหลายวันแล้ว แต่ลืมไป”“ดริว ฟิทซ์เจอรัลด์ สก๊อตต์” แม่เรียกชื่อพ่อยาวเหยียด “พรุ่งนี้คุณต้องไปโบสถ์ค่ะ” แม่ยกส้อมในมือขึ้นชี้หน้า “ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะคะ ที่บาทหลวงออกุสตัสจะประกอบพิธีประชุมนมัสการ ท่านกำลังจะไปจากที่นี่เพราะเกษียณแล้ว“ไชโย” พ่อของเธอชูมือขึ้นในอากาศแสงความยินดีปรีดาออกมานอกหน้า“ดริว” น้ำเสียงของแม่บอกอันตราย“ผมไม่เคยชอบหน้าบาทหลวงคนนี้เลยคุณก็รู้ เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะให้ผมแสดงความเสียดายกับการจากไปของเขาเห็นจะยากหน่อยนะ ถ้าผมไปโบสถ์กับคุณพรุ่งนี้คุณแน่ใจได้เลยว่า เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าโบสถ์ด้วยความสบายใจอย่างที่สุด”“ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ นะคะดริว” อลิซ สก็อตต์ กล่าวเสียงเข้ม “ถึงยังไงคุณก็ต้องไปกับฉันอยู่แล้ว” นอกจากนั้นคุณก็ยังจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาอำลากับท่านที่บรรดาแม่บ้านทั้งหลายเขาจัดขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งท่านอีกด้วยนางหันไปมองหน้าลูกสาว แววในดวงตาเหมือนจะหาเรื่องเมื่อเอ่ยถามออกไปว่า“แล้วลูกล่ะจะไปโบสถ์กับเราด้วยหรือเปล่า ควรจะไปลามิสซิสออกุสตัสเสียหน่อยนะ”แอ๊บบี้ไหวไหลอย่างไม่ยินดียินร้าย ราวจะบอกว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจไว้เรียบร้อย“พ่อก็คงได้ยินแล้วนะคะว่าแม่พูดยังไง” เธอหันไปยิ้มให้เขา “ไม่อยากไปก็ต้องไปอยู่แล้วละ”“พ่อเองก็คงไม่มีทางเลือกเหมือนกันนั้นแหละลูก” เขาสูดลมหายใจลึก “หวังแต่เพียงว่าบาทหลวงคนต่อจากเขาที่จะมาอยู่ที่นี่จะไม่พูดถึงเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องความผิดบาปที่ตราอยู่ในจิตใจ และร่างกายของมนุษย์มากอย่างนี้อีกแล้วเท่านั้น...” สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิดเมื่อกล่าวต่อ“อันที่จริงพ่อชอบการไปโบสถ์นะ อยากจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ บ้าง ไม่ใช่ต้องไปนั่งรับฟังการข่มขู่อยู่ทุกวันอย่างนี้” เขาเอียงสะโพกฟังอยู่กับโต๊ะกลางห้องครัวสีเหลืองอ่อน “เออ...ได้ยินข่าวอะไรที่เกี่ยวกับบาทหลวงคนใหม่บ้างหรือยังล่ะ” เขาหันไปถามภรรยาอลิซ สก็อตต์ ดับเตาแก๊สแล้วก็ยืนนิ่งอยู่หน้าเตาเป็นครู่“รู้สึกว่ายังไม่มีใครพูดเรื่องนี้กันโดยตรงนะ เพียงแต่เดาๆ แล้วก็คาดหวังกันว่าเขาจะเป็นคนที่มีความรู้คนหนึ่งเท่านั้น” ท่าทางของนางเหมือนแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก“แต่ถึงยังไงเราก็จะต้องพบเขากับครอบครัวในวันพรุ่งนี้อยู่แล้วละ เพราะบาทหลวงออกุสตัสถือเป็นโอกาสที่จะแนะนำให้เขาได้รู้จักกับสมาชิกของโบสถ์ทุกคนด้วยและฉันก็คิดว่าบาทหลวงคนใหม่กับครอบครัวจะมาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเราด้วย ถึงตอนนั้นคุณก็จะได้เห็นเองว่าเขาเป็นยังไง”