ผู้วิวัฒน์ที่มีอาณาจักรต้นกำเนิดซึ่งได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับแรกเริ่มนั้น
โดยปกติจะถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ต่ำที่สุดของลำดับชั้นพลังในสังคม
พวกเขาไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์ธรรมดาก่อนที่ยุคสมัยแห่งศักดิ์สิทธิ์จะได้เริ่มต้นขึ้น ความสามารถในการฝึกฝน ความสามารถในการก่อกำเนิดพลังจิติญญา หรือแม้กระทั่งโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากวิหารทั้งหก ล้วนมีค่าเท่ากับศูนย์
ไม่มีใครมองพวกเขาเป็ผู้ที่สามารถสำแดงศักยภาพได้
และแน่นอน ไม่มีใครเชื่อว่าผู้ที่เริ่มต้นจากระดับแรกเริ่มจะสามารถก้าวสู่จุดสูงสุดของเส้นทางแห่งผู้วิวัฒน์ได้
โอดินรู้ดีถึงความจริงข้อนี้ เขาไม่ได้กลัวหรือครั่นคร้ามหากเพียงครุ่นคิดเงียบๆ
ขณะก้าวเดินไปยังวิหารแห่งจุดเริ่มต้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยใต้เงามืดของเสื้อคลุมสีดำที่คลุมศีรษะไว้แแ่ในยามเช้าของเมืองเทียนิที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เดินผ่านอาคารสูงที่ประดับด้วยวงเวทและผืนธงของขั้วอำนาจต่างๆที่ปลิวไสวเหนือสายลม
“จะว่าไปในชาติก่อน ข้าก็เคยปลุกอาณาจักรต้นกำเนิดที่มีศักยภาพระดับเทพเ้าอย่างัเซียนมรกตได้สินะ?”
โอดินครุ่นคิดในใจพลางก้าวต่อไปอย่างไร้จุดหมายในสายตาของผู้คน
ัเซียนมรกตนั้นถือเป็ศักยภาพระดับสูงสุดที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้
ถือเป็พลังที่รวมเอาความศักดิ์สิทธิ์ ความดุดัน และคุณสมบัติแห่งการฟื้นฟูไว้ในร่างเดียว
ครานั้นตัวแทนจากทั้งหกวิหารยังต้องเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อเชื้อเชิญข้าเข้าร่วมในนามศิษย์เอก
พวกเขาเสนอสิ่งล่อลวงมากมายทั้งทรัพยากร สถานะ และอำนาจ แต่สุดท้ายข้าก็เลือกเดินบนเส้นทางของจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านจากใคร ไม่ว่าจะเป็ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้หยั่งรู้วิถีแห่งธาตุที่ร่ำลือกันว่าเป็หนึ่งในแสงนำทางของยุคสมัย
เลือกทางของตนเองด้วยความดื้อรั้น เพราะใฝ่ฝันที่จะเป็จอมเวทย์ ไม่ใช่นักรบ
“คิดถึงตอนนั้นแล้วก็น่าขันไม่น้อย!”
โอดินหัวเราะในใจพลางเผยรอยยิ้มบางใต้เงามืดของปกเสื้อคลุม
“หากข้าเลือกเดินในเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ ปรับแต่งร่างกายและฝึกฝนกำลังภายในแทนการจดจำเวทมนตร์ ข้าคงสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้วิวัฒน์ระดับ10 และอาจทะลวงขึ้นไปแตะระดับ 10 ขั้น 10 เฉกเช่นไอ้เวรเฟิงซิ่ว!”
ความคิดเช่นนั้นทำให้โอดินขบขันตนเองอีกครา ก่อนจะยกมือขึ้นลูบคางและยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ที่แฝงไว้ด้วยความกระหายในพลัง
“หึหึ แต่ในชาตินี้พลังของัเซียนมรกตจะไม่ปรากฏขึ้นอีกแล้ว”
“เพราะท่านอาจารย์ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจน.. ว่าครั้งนี้อาณาจักรต้นกำเนิดของข้าจะได้รับรู้อย่างแท้จริงใน่เวลาที่กำลังปลุกพลังผู้วิวัฒน์ เส้นทางแห่งหายนะและการพิพากษา มันจะเป็พลังอำนาจรูปแบบใดกันแน่นะ..”
ชายหนุ่มหยุดก้าวเดินเพียงครู่ กำมือแน่นขณะจินตนาการถึงพลังอำนาจที่ยังไม่ปรากฏตัว
แล้วคลายมือออกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกและก้าวต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา
ด้วยสมาธิที่จดจ่ออยู่กับความคิดของตนเอง โอดินจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าร่างของเขาได้เดินเบียดใกล้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีท่าทางกร้าวแกร่ง ดวงตาดุดัน และมีรอยสักอักขระทั่วแขน ทั้งสองชนเข้ากันอย่างแรงจนร่างของทั้งคู่ต้องล้มกระแทกลงไปคนละด้าน
“เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้นต่างหยุดชะงัก มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความสงสัยและใ
ขณะที่เสื้อคลุมของโอดินซึ่งเคยปกคลุมศีรษะร่นลงไป เผยให้เห็นเส้นผมสีทองขาวที่ยาวสลวยเรืองรองราวกับเส้นไหมต้องแสงจันทร์ ดวงหน้าของเขางดงามดั่งรูปสลักอันวิจิตรงดงามของเทพในตำนาน และสิ่งที่สะดุดตาทุกคนมากที่สุด
มันก็คือหูแหลมเรียวที่ยื่นออกมาทางด้านข้างของศีรษะ สัญลักษณ์เด่นชัดของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ซึ่งหาใช่สายเืมนุษย์ไม่
“เห้ย! ไอ้เด็กเอลฟ์ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรือไงวะ!”
ชายหนุ่มวัยรุ่นที่ล้มอยู่ะโขึ้นมาอย่างหัวเสีย ลุกขึ้นมาปัดเสื้อแล้วพุ่งตรงเข้ามาหาโอดินอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความก้าวร้าวและการดูถูก
ความวุ่นวายเริ่มขยายออกเป็วงกว้างเมื่อกลุ่มคนรอบข้างเริ่มมุงดู พวกเขากระซิบกระซาบถึงสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“เอลฟ์เหรอ? ไม่สิ เอลฟ์ไม่สามารถมาอยู่ในอารยธรรมโลกมนุษย์ของเราได้นี่นา.. หรือว่าเขาจะเป็ฮาฟเอลฟ์?”
“ใช่แล้ว ฮาฟเอลฟ์แน่นอน หูของเขายาวแต่ไม่เหมือนเอลฟ์แท้ ดูจากโครงหน้าและดวงตาแล้วต้องมีสายเืมนุษย์ผสมอยู่ด้วยแน่ๆ”
“ถึงข้าจะไม่ชอบพวกเืผสมเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ชายคนนี้หล่อเหลาและดูดีจริงๆ”
“หึๆ ไม่ต้องสงสัยเลย พวกเอลฟ์น่ะรูปร่างหน้าตาดีเป็เื่ปกติอยู่แล้ว เพราะสายเืของพวกเขาเป็ผลผลิตของพลังอันบริสุทธิ์นี่นา!”
เสียงซุบซิบเ่าั้ไม่หลุดรอดจากโสตประสาทของโอดินเลยเลยซักนิด
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับชายที่กำลังแสดงท่าทีเป็ศัตรูอยู่ตรงหน้า
สายตานิ่งเฉยเยือกเย็นราวกับทะเลในยามค่ำคืน และนั่นก็ทำให้ชายคนนั้นต้องคิ้วกระตุก
ั์ตาของมันจ้องมองไปยังใบหน้าและหูแหลมยาวที่ดูโดดเด่นนั่นอย่างไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ถึงขั้นคำรามออกมาเสียงดัง
“มองหน้าหาแม่แกหรือไง?”