เสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวดังครืนกลบเสียงคลื่นน้ำทะเลสีครามเข้มแตกกระเซ็นเป็ฟองขาวเมื่อหัวเรือแหวกผ่านลมทะเลพัดเอากลิ่นเค็มปนกลิ่นสาหร่ายชื้น ๆ มาตีหน้ามาลินนั่งกอดกระเป๋าหนังสือแนบอก เธอสวมหมวกปีกกว้างสีฟางข้าวดวงตาเหม่อมองเกาะที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงเส้นขอบฟ้าเหมือนเงาดำทาบกลางทะเล
เกาะนั้นดูราวกับมีม่านหมอกบางๆ โอบล้อม แม้แสงแดดยามสายจะสาดกระทบจนระยิบระยับแต่ป่าที่แน่นทึบยังทอดเงาเขียวเข้มคล้ายกำแพงปิดกั้นสายตา เธอหายใจลึกรู้สึกเหมือนอากาศบนเรือเต็มไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็กจากราวจับคลุกเคล้ากับกลิ่นเค็มจัดของน้ำทะเล
"คุณจะลงที่ท่ากลางเลยไหมครับ?"
เสียงคนขับเรือเอ่ยถามฝ่ามือหยาบเกาะพวงมาลัยไม้เก่า มาลินพยักหน้าช้า ๆ
“ค่ะ ที่ท่ากลางเลยค่ะ”
เธอเลือกเกาะนี้ไม่ใช่เพราะมันเป็สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออะไรตรงกันข้าม มันกลับเป็เกาะที่คนเมืองไม่ค่อยมาเหยียบด้วยซ้ำ ข่าวลือเื่“ผีน้ำตก” และการหายตัวไปของหญิงสาวท้องถิ่นหลายคนทำให้เกาะถูกตีตราว่าเป็ที่ต้องห้าม — แต่สำหรับมาลิน นี่คือแรงบันดาลใจที่เธอตามหา
เธอคิดถึงเพื่อนเก่า“ขวัญ” ที่เคยเล่าเื่เกาะนี้ด้วยดวงตาวับวาวตอนนั้นพวกเธอเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง เพื่อนพูดเหมือนฝันว่า
“อยากลองไปดูสักครั้งเกาะที่มีน้ำตกที่ร้องไห้เหมือนเสียงผู้หญิง”
แล้ววันหนึ่งขวัญก็หายไปจากชีวิต เหมือนละลายไปกับกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปที่ไหน
หัวใจของมาลินจึงยังคงจดจำคำพูดนั้นไว้เธออยากมาเห็นด้วยตา อยากตามร่องรอยที่ขวัญเคยทิ้งไว้ถึงแม้จะรู้ว่าอาจไม่พบอะไรเลยก็ตาม
เรือเทียบท่าแผ่นไม้ที่ทอดจากฝั่งดูเก่าและโคลงเคลงเหมือนจะหักทุกเมื่อเสียงไม้เสียดสีกับน้ำดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเธอก้าวลง กลิ่นคาวปลาจากเรือประมงข้าง ๆผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องคละคลุ้งในอากาศ
ผู้คนบนเกาะหันมามองเธอราวกับเธอเป็คนนอกมาลินััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ซ่อนความระแวงปนอยากรู้อยากเห็น เธอยกยิ้มบาง ๆเพื่อทักทาย แต่คนส่วนใหญ่เพียงหันกลับไปทำธุระของตัวเอง
เธอเดินลากกระเป๋าล้อลงจากท่าเข้าสู่ถนนดินเล็กๆ ข้างท่า บนถนนมีบ้านไม้ยกสูงหลังเล็ก ๆ เรียงรายบางหลังมีตาข่ายประมงแขวนไว้ให้แห้ง กลิ่นควันไฟจากเตาไม้ลอยมาแตะจมูกมาลินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าสู่ฉากนิยายที่เธอเคยเขียน —แต่ครั้งนี้มันคือความจริง
“คุณมาจากเมืองใช่ไหมคะ?”
เสียงใส ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มาลินหันไปเห็นหญิงสาวผมยาวถูกรวบหางม้า ใส่เสื้อยืดสีสดกับกางเกงขาสั้นยืนยิ้มให้เธอมีถุงผ้าหนัก ๆ สองใบในมือเหมือนเพิ่งกลับจากตลาด
“ค่ะ … คุณรู้ได้ยังไงคะ”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ
“ก็ดูออกค่ะคนบนเกาะไม่ค่อยใส่หมวกแบบนั้นหรอก แล้วก็กระเป๋าล้อลากอีก คนที่นี่ไม่ใช้กัน”
น้ำเสียงสดใสราวกับแสงแดดกลางวันทำให้มาลินคลายเกร็งหญิงสาวรีบวางถุงผ้าลงข้างเท้าแล้วยื่นมือมา
“ฉันชื่อพิมพ์อรค่ะ เรียกอรเฉย ๆก็ได้”
มาลินยิ้มตอบ จับมือเธออย่างสุภาพ
“มาลินค่ะ เรียกลินเฉยๆก็ได้เหมือนกันค่ะ”
ทั้งคู่หัวเราะเสียงใส
พิมพ์อรอาสาพามาลินไปยังที่พักเล็ก ๆสุดหาด ริมฝั่งชายป่า
“ลินมาทำอะไรที่นี่หรอคะ”
พิมพ์อรสอบถามด้วยความสงสัยเพราะเกาะนี้ไม่มีคนนอกแวะเวียนเข้ามาบ่อยนัก
“มาหาแรงบันบาลใจเขียนนิยายค่ะ..ที่นี้สงบดี..ดู....ลึกลับ”
มาลินตอบอย่างครุ่นคิดที่นี่ดูลึกลับจริงๆ
“อ๋อ นักเขียนเหรอคะนิยายลึกลับรึเปล่า ว้าว… งั้นเกาะนี้เหมาะมากเลยล่ะค่ะ เื่ลึกลับเยอะเชียว”
พิมพ์อรยักคิ้วตลก ๆแต่ในแววตาของเธอมีแววบางอย่างวูบผ่าน ราวกับเก็บงำความลับไว้
มาลินไม่ตอบทำแต่เพียงยิ้มบางเป็การตอบกลับพิมพ์อร
ทั้งคู่เดินผ่านต้นมะพร้าวสูงชะลูดเสียงใบมะพร้าวเสียดสีกันดังกรุ๊งกริ๊งในสายลมมาลินได้กลิ่นหอมเค็มชื้นจากทะเลที่ลอยมาตามลมผสมกับกลิ่นดินร้อน ๆ บนทางดิน
ที่พักเป็บ้านไม้สองชั้นติดทะเลชั้นล่างเป็พื้นที่โล่ง มีเก้าอี้หวาย และโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่เสียงคลื่นซัดเข้าหาดดังซู่ ๆ ไม่หยุดหย่อนเ้าของบ้านเป็หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี ทักทายพิมพ์อร ดูเหมือนพวกเขาจะสนิทกันเธอแนะนำมาลินให้รู้จักก่อนช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปบนห้อง
ห้องพักของมาลินหันหน้าออกสู่ทะเลหน้าต่างไม้เปิดกว้างรับลม เสียงคลื่นแ่ ๆ ดังประหนึ่งเสียงลมหายใจของเกาะเธอลองสูดอากาศเต็มปอดกลิ่นทะเลปนกลิ่นไม้เก่าในห้องทำให้เธอรู้สึกทั้งสดชื่นและอบอุ่น
่บ่ายพิมพ์อรมาชวนเธอลงไปร้านอาหารในหมู่บ้าน ทั้งคู่สั่งอาหารทะเลสด ๆ กุ้งเผา ปลาย่างมาลินจิบแกงส้มรสจัดจนลิ้นแสบเล็ก ๆ แต่ก็อร่อยจนยิ้มออกกลิ่นพริกแกงกับกลิ่นกุ้งสดตลบอบอวล พิมพ์อรเล่าเื่โน่นนี่ให้ฟังอย่างสนุกสนาน
“จริง ๆ เกาะนี้มีตำนานเยอะนะคะโดยเฉพาะเื่ผีน้ำตก” เธอพูดพลางตักข้าวเข้าปาก
“ผีน้ำตกเหรอคะ?” มาลินเลิกคิ้ว
“ใช่ค่ะ คนแก่ชอบเล่าว่าถ้าไปที่น้ำตกกลางดึก จะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้… เหมือนถูกใครลากไปตามผนังถ้ำ”
พิมพ์อรทำเสียงหลอน ๆก่อนหัวเราะเอง
“แต่ฉันว่าเป็แค่เสียงน้ำกระทบหินแหละค่ะหรือไม่ก็ใครแกล้งทำ”
คำว่า “ใครแกล้งทำ” ทำให้มาลินเงียบไปชั่วครู่รู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างซ่อนอยู่ในถ้อยคำของพิมพ์อร
หลังมื้อเย็นพิมพ์อรเดินไปส่งเธอที่ห้อง พอค่ำลงเสียงคลื่นที่เคยฟังดูสงบกลับดังโครมครามคล้ายคำเตือนกลิ่นไอทะเลหนาแน่นราวกับจะกลืนลมหายใจ มาลินนั่งริมหน้าต่างเขียนบันทึกลงสมุดเล็ก ๆ ที่เธอพกติดตัว
บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงแมลงหริ่งหรีดร้องประสานในความมืดแสงตะเกียงน้ำมันจากบ้านข้าง ๆ ส่องสว่างวูบไหวเหมือนดวงตาที่แอบมองอยู่
เธอหลับตา คิดถึงเพื่อนเก่าอีกครั้งคำพูดนั้นก้องขึ้นมาในหัว
“อยากลองไปดูสักครั้งเกาะที่มีน้ำตกที่ร้องไห้เหมือนเสียงผู้หญิง”
เช้าวันถัดมามาลินกับพิมพ์อรเดินไปตลาดเล็ก ๆ กลางเกาะพิมพ์อรหยิบผลไม้แล้วเล่าเื่ราวของเกาะต่อ
“คุณรู้ไหมคะว่าศพที่เจอเมื่อวันก่อน… จริง ๆ คนบนเกาะบอกว่าเป็ฝีมือผีน้ำตกนะคะ”
มาลินชะงักมือที่กำลังหยิบผลไม้แข็งค้างไปชั่วขณะ
พิมพ์อรหัวเราะคิก
“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ฉันก็ไม่เชื่อหรอกผีอะไรจะลากคนออกมาจากป่าได้… ถ้ามีก็คงเป็คนมากกว่ามั้ง”
คำพูดนั้นทำให้มาลินเย็นวาบไปทั้งร่างรอยยิ้มขี้เล่นของพิมพ์อรยังแต่งแต้มบนใบหน้าแต่ในน้ำเสียงกลับมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ —เหมือนคำพูดล้อเล่นที่ไม่ใช่เื่ล้อเล่นเลย
เสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งดังขึ้นในระยะไกลคล้ายเสียงใครกำลังคร่ำครวญจากก้นทะเล…