เช้าวันต่อมาเกาซ่งอวิ้นจึงได้พบกับพี่น้องร่วมสกุลอีกสิบกว่าชีวิต ท่านลุงใหญ่ ลุงรอง ลุงสาม มีภรรยาเอกและภรรยารองไม่น้อยกว่าสามคนทุกคนทำให้บุตรหลานชายหญิงในสกุลเกามีมากมายจนชายหนุ่มจดจำชื่อทุกคนไม่หมดในคราวเดียว
และที่น่ายินดีที่สุดก็คือทุกคนล้วนรักใคร่กลมเกลียวกันเป็อย่างดี ไม่มีสายตาอิจฉาริษยา หรือกดข่มวางอำนาจใส่กันไม่ว่าจะเป็บุตรหลานสายหลักหรือสายรองใดๆ สองคนในนั้นคือคุณหนูเกาที่เก้า และคุณหนูเกาที่สิบสี่ยังเป็สตรีรุ่นราวคราวเดียวกับถังจื่อรั่วและถังฮุ่ยหลินอีกด้วย
โดยเฉพาะเกาที่สิบสี่ นางยืนแอบอยู่หลังท่านปู่ยื่นใบหน้าเล็กกว่าฝ่ามือออกมาแอบมองตนด้วยความสนใจ คล้ายกับถังฮุ่ยหลินยามที่แอบซ่อนตัวคอยมองตามเขาไม่ผิดเพี้ยน เมื่อเขากวักมือเรียกนาง เด็กหญิงก็ส่งรอยยิ้มหวานเดินเข้ามาอย่างว่าง่าย
“พี่ชายเจ็ด จากนี้ท่านก็จะเป็พี่ชายข้าอีกคนเช่นนั้นหรือเ้าคะ แล้วข้าก็ไม่ใช่สิบสามแต่เป็สิบสี่” เด็กหญิงทักทายด้วยรอยยิ้ม
ท่านย่าได้จัดการเพิ่มรายชื่อเขาเข้าในสกุล สกุลเกานับรวมบุตรหลานชายหญิงตามลำดับโดยไม่แบ่งแยก อายุของตนอยู่ในลำดับที่เจ็ดจึงถูกเรียกว่าคุณชายเจ็ด และทำให้ลำดับการเรียกของคุณหนูคุณชายลำดับท้ายๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไป
“ใช่ จากนี้ข้าคือพี่ชายเจ็ดของเ้า”
“ต่อไปท่านจะเป็ขุนนางเหมือนอย่างท่านลุงใหญ่หรือเ้าคะ” สิบสี่เป็บุตรสาวของหานซิ่นทายาทบ้านสาม นางจึงเรียกเกาจางเหว่ยว่าท่านลุงใหญ่
“นั่นก็ใช่อีก” ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ ปกติตนก็ไม่ไดีมีพี่น้องให้พูดคุยมากมายถึงเพียงนี้ มีเพียงสามพี่น้องสกุลถังและหลัวลู่จิ่วเท่านั้นที่ใกล้ชิด แต่เขาก็ไม่ได้พูดคุยกับผู้ใดเป็ประจำ จึงไม่รู้จะต่อบทสนทนากับเด็กน้อยอย่างไรดี
“ก่อนหน้านี้ท่านอยู่ลำดับที่เท่าไรหรือเ้าคะ ท่านอาสี่มีบุตรอีกกี่คน”
“ไม่มีแล้ว มีข้าเพียงคนเดียว แต่อันที่จริงข้ามีคู่หมายอยู่ที่หมู่บ้านหนิงป่อ นางมีน้องชายและน้องสาวอีกสองคน คนหนึ่งอายุเท่าเ้าด้วย”
“เ้ามีคู่หมายแล้วหรือน้องเจ็ด” เกาลู่เจ๋อคุณชายหกบุตรชายของเกาจางเหว่ยเบิกตาโพลง เขากับเกาซ่งอวิ้นอายุห่างกัน 7 เดือนเท่านั้น แต่เวลานี้ตนยังไม่มีคู่หมายเลยด้วยซ้ำ
คนอื่น ๆ ได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ พวกเขาต่างก็หันมาส่งสายตาตั้งคำถามกับเกาซ่งอวิ้นตามกัน เกากังเยว่ยังอดไม่ได้เหลือบตาไปมองหน้ามารดาครั้งหนึ่งด้วยความหวั่นไหว
คู่หมายที่เกาซ่งอวิ้นกล่าวเมื่อครู่ดูเหมือนว่าจะเป็สตรีชนบทในหมู่บ้านหนิงป่อที่หลานชายเคยพำนักอยู่ เกาเหว่ยหลงคุณชายที่ยังไม่มียศศักดิ์นอกจากมีฐานะพื้นเพสกุลดีหลงรักกับลู่เหม่ยเจินสตรีชาวบ้าน มีความแตกต่างกันน้อยมารดายังไม่ค่อยพึงพอใจ ครั้งนี้หลานชายกำลังจะเติบโตในเส้นทางขุนนางกลับมีคู่หมายเป็หญิงชนบท ไม่ใช่ว่าเื่ราวความรักของสองพ่อลูกจะมาลงเอยซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่
“ท่านพ่อหมั้นหมายข้ากับถังจื่อรั่วั้แ่ยังเยาว์วัย ข้าไม่เคยคิดเห็นเป็อื่น แต่นางกลับมีเหตุให้ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านหนิงป่อไป ข้าเองก็ยังตามตัวนางไม่พบ เื่นี้ยังเป็ปัญหาที่ข้าต้องแก้ไขหลังจากเสร็จสิ้นการสอบขอรับ”
สองพี่น้องเกากังเยว่และเกาหานซิ่นพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก สตรีผู้นั้นหายไปก็ดีท่านแม่เพิ่งจะรับตัวหลานชายเข้ามาใหม่ๆ พวกเขายังไม่อยากให้เกิดเื่ขัดใจกัน กว่าหลานชายจะสอบจู่เหรินก็อีกสามปีข้างหน้า ไม่แน่ว่าถึงยามนั้นคู่หมายของหลานชายอาจเป็ฝ่ายผิดสัญญาไปก่อนก็เป็ได้
……….
เกาจางเหว่ยเดินทางกลับมาถึงเมืองเจี้ยนหนึ่งวันก่อนที่จะถึงกำหนดวันเซ่นไหว้ป้ายิญญาของเกาเหว่ยหลงและภรรยา
เมื่อได้รู้ว่าหลานชายสอบผ่านเป็ซิ่วไฉและยังได้รับสิทธิ์มาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของราชสำนัก นายท่านใหญ่สกุลเกาถึงกับยกห้องหนังสือส่วนตัวของตนให้กับหลานชาย เพราะบุตรชายทั้งสองคนของตนต่างก็ไม่เคยสนใจมาใช้ห้องหนังสือแห่งนี้กันทั้งคู่
ทั้งยังวิ่งไล่ทุบตีน้องชายคนรองและน้องชายคนที่สามที่อายุอานามไม่น้อยแล้วด้วยความโมโห แต่ก่อนสองคนนี้ก็เป็ตัวตั้งตัวตีสั่งสอนให้น้องสี่หัดดื่มสุรา หลานชายมาถึงยังไม่ทันข้ามคืนลุงทั้งสองที่สมควรดูแลหลานชายกลับยกสุราไปร่วมดื่มกับหลานถึงเรือนนอนเข้าอีก!
เกาซ่งอวิ้นมีโอกาสได้พบกันท่านป้าทั้งสองคนในวันต่อมา คนหนึ่งได้เป็พระสนมแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอันใดมากนัก นางให้กำเนิดพระธิดาพระองค์หนึ่งให้กับฮ่องเต้ จึงไม่ได้เป็ที่โปรดปรานแต่ก็อยู่ในตำแหน่งได้อย่างมั่นคงด้วยคุณงามความดีของตัวนางเอง ส่วนอีกคนออกเรือนไปกับขุนนางฝ่ายกรมพิธีการมีฐานะเป็ภรรยาเอก มีชีวิตครอบครัวที่ดีเช่นกัน
โดยรวมแล้วจวนสกุลเกาไม่ว่าจะมองทางใดก็ล้วนดีงามไปทุกด้าน ทำให้เกาซ่งอวิ้นอดรู้สึกไม่ได้ว่าบิดาของตนเป็คนที่ดื้อรั้นและเอาแต่ใจที่สุดในบรรดาพี่น้อง หากเขาพามารดาและตนกลับมาร่วมสกุล เกาซ่งอวิ้นก็มั่นใจว่าทุกคนจะยินดีต้อนรับมารดาของตนอย่างดี
การที่ท่านย่าจะแสดงความไม่พอใจ อาจเป็เพราะนางเพิ่งจะไปทาบทามสตรีสกุลอื่นไว้ให้ท่านพ่อ แต่กลับถูกท่านพ่อหักหน้ากลับ เอาความรู้สึกของตนเป็ใหญ่ ท่านย่าไม่อาจรับท่านแม่เข้ามาอย่างกะทันหันไม่เช่นนั้นสองสกุลคงไม่อาจมองหน้ากันได้อย่างสนิทใจ
เป็บิดาของเขาเองที่สร้างเื่ราวใหญ่โตเพียงลำพังเท่านั้น
……….
รถม้าสกุลเกาแล่นมาจอดด้านหน้าสำนักศึกษาหลวงั้แ่เช้าตรู่ เป็เพราะเกาซ่งอวิ้น้าสำรวจสถานที่โดยรอบก่อนที่จะเข้าไปรายงานตัว เขาจึงให้สารถีพามาส่งั้แ่เช้า
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถม้าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ได้พบกับชายหนุ่มอีกคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้าเช่นเดียวกับตน
เวลานี้ทางด้านหน้าสำนักศึกษาหลวง มีเพียงรถม้าของคนทั้งคู่ที่มาถึงเป็สองคนแรก สถานที่แห่งนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่ ไม่มีทางที่จะมีบุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมสำนักศึกษาหลวงจะมาเดินเล่นผ่านทางอย่างแน่นอน ทั้งสองจึงเดินเข้าหากันคนละครึ่งทางก่อนจะหยุดทักทายสหายร่วมสำนัก
“ข้าเกาซ่งอวิ้น”
“ข้าเซี่ยหลุน”
สองเสียงกล่าวคำทักทายออกมาพร้อมกัน จนทำให้บุรุษหนุ่มสองคนอดหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้
“คุณชายเซี่ยนั่นเอง ท่านคืออั้นโส่วอันดับหนึ่ง เราสองคนอยู่ในสนามสอบเดียวกัน” เกาซ่งอวิ้นจำนามนี้ได้เป็อย่างดี ผู้ใดจะไม่อ่านชื่ออันดับหนึ่งของการสอบหย่วนเซิงบ้างเล่า
“เป็ท่าน เกาซ่งอวิ้น หากไม่เป็เพราะข้าเกิดในตระกูลทหาร ผลงานการสอบขี่ม้ายิงธนูจึงดีกว่าท่านเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็คุณชายเกาที่ได้อันดับหนึ่งในครั้งนี้” เซี่ยหลุนชื่นชมเกาซ่งอวิ้นอยู่เช่นกัน
เท่าที่ตนรู้ เกาซ่งอวิ้นเป็บุตรชาวนา แต่ครอบครัวมีความคิดอ่านที่ดีจึงสนับสนุนให้เขาเรียนในสำนักศึกษาั้แ่เยาว์วัย การสอบมีข้อกำหนดการทดสอบความสามารถศิลปะหกแขนง(1) ซึ่งสองในหกคือการขี่ม้าและยิงธนู เกาซ่งอวิ้นได้รับการสอนอยู่แต่ภายในสำนักศึกษา ต่างจากตนที่เป็สกุลขุนนางทหารมีม้าและสนามฝึกซ้อมอยู่ในจวน
ศิลปะทั้งสี่ ตนและเกาซ่งอวิ้นมีคะแนนสูสีสลับกัน แต่เื่การขี่ม้าและยิงธนูเป็จุดที่ทำให้ชายหนุ่มพ่ายแพ้ให้กับตน แต่กระนั้นเซี่ยหลุนก็นับถือในความสามารถและความพยายามของอีกฝ่ายไม่น้อย
“คุณชายเกาพักอยู่ที่ใดหรือ ข้าเช่าเรือนไว้เรือนหนึ่ง หากไม่รังเกียจท่านไปพักกับข้าก็ย่อมได้ ข้ามีเพียงบ่าวรับใช้ติดตามมาไม่กี่คนเท่านั้น” เซี่ยหลุนเข้าใจว่าเกาซ่งอวิ้นเป็เพียงบุตรชายชาวนา ค่าที่พักของเขาอาจสร้างความลำบากให้ชายหนุ่ม ไม่สู้มาพักอยู่ร่วมกันกับตนในเรือนใหญ่ที่อ้างว้างจะดีกว่า
“มิได้คุณชายเซี่ย แท้จริงแล้วข้ายังมีญาติอยู่ที่เมืองเจี้ยน และพวกเขาก็ดูแลต้อนรับข้าเป็อย่างดี แต่วันหนึ่งข้าจะต้องไปเยี่ยมท่านที่เรือนพักอย่างแน่นอน”
เวลานี้เซี่ยหลุนจึงเพิ่งสังเกตเห็นตัวอักษรข้างรถม้าที่บ่งบอกชื่อสกุล ที่แท้เกาซ่งอวิ้นก็พอจะมีญาติที่มีกำลังสนับสนุนอยู่เช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไร คนอย่างเขาไม่ว่าอีกฝ่ายจะยากดีมีจนเขาก็คบหาได้หมดอยู่แล้วขอเพียงแค่ถูกชะตากันก็พอ
(1) ศิลปะหกแขนง แบ่งเป็วิชาศิลป์ 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ดนตรี คัดลายมือ และความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมทั้งในพิธีสาธารณะและส่วนตัว วิชาทางทหาร 2 วิชา ได้แก่ การขี่ม้าและยิงธนู