พ่อครัววัยกลางคนประจำตำหนักขององค์ชายห้าในยามนี้กำลังมือสั่นเทาขณะใช้ทัพพีคนหม้อโจ๊กตรงหน้า กลิ่นหอมที่โจมตีเขาในขณะนี้ทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัย ตื่นเต้นที่โจ๊กหม้อที่ทำถวายให้แก่พระสนมและองค์ชายห้าดูแตกต่างและน่าอร่อยกว่าที่เขาเคยทำ เรียกได้ว่านับเป็สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดั้แ่ได้รับแต่งตั้งเป็พ่อครัวในวังหลวงเลยทีเดียว ทว่าก็สงสัยเช่นกันว่าความสามารถด้านการทำอาหารของเขาก้าวะโั้แ่เมื่อไหร่
โจ๊กในหม้อนั้นขาวเนียนเป็อย่างยิ่ง กลิ่นหอมหวานของข้าวที่กำลังร้อนระอุปะทะกับประสาทการรับกลิ่นโดยตรงของเขา เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมเขาก็นำเมล็ดบัวที่ล้างอย่างดีใส่ลงไปในหม้อโจ๊ก พ่อครัวไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ว่าเห็นแสงประกายสีขาวชั่วขณะหนึ่งยามเมล็ดบัวตกลงในหม้อ แต่เมื่อเขากะพริบตาอีกครั้งก็ไม่เห็นแล้ว เป็ไปได้ว่าเขาตื้นตันกับโจ๊กเมล็ดบัวมากจนตาฝาดไปเอง เขาภาวนาให้เวลาผ่านไปจนเม็ดบัวนุ่มอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะได้ชิมโจ๊กเมล็ดบัวนี้ที่แสนน่าอร่อยนี้
เนื่องจากโจ๊กหม้อนี้ทำสำหรับถวายให้องค์ชายห้าและพระสนมหยางเสียนเฟย เขาจึงต้องระงับความหวงแหนที่อยากเก็บโจ๊กหมอนี้เอาไว้กินคนเดียว
พ่อครัวหนึ่งเดียวในตำหนักรับรู้ได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมายังด้านหลังของเขาด้วยสายตาอิจฉาริษยาเมื่อเขาหยิบช้อนเพื่อตักโจ๊กขาวหอมเนียนนุ่มนี้เพื่อชิมรส
พ่อครัวใหญ่หยุดนิ่งทันทีเมื่อลิ้นได้ัักับความหวานที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิตนี้ โจ๊กที่มีวัตถุดิบเพียงน้ำแกงจากกระดูกไก่ที่เคี่ยวเป็เวลาผสมกับข้าวขาวกับข้าวเหนียวและเมล็ดบัวเพียงแค่นี้กับมีความหวานละมุน ทั้งที่ยังไปไม่ได้ใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติแม้แต่นิดเดียว
ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน
หลังจากได้ชิมรสชาติของโจ๊กหม้อนี้เข้าไป เขาก็ลืมเลือนรสชาติของโจ๊กที่เคยทำมาก่อนไปอย่างสิ้นเชิง
หากไม่เกรงกลัวอาญาจากองค์ชายห้าที่เฝ้ามองอยู่หน้าห้องเครื่อง เขาคงยกหม้อโจ๊กนี้เพื่อนำกลับไปนั่งกินที่ห้องพักคนเดียวอย่างตะกละตะกลามเสียแล้ว
"อะแฮ่ม โจ๊กเมล็ดบัวเสร็จหรือยัง เปิ่นหวางอยากนำไปถวายเสด็จแม่แล้ว ประเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเสวยมื้อเย็นของเสด็จแม่"
จวินหลิงหยางชุนเอ่ยเรียกสติของคนในห้องเครื่อง
เขาเมินเฉยต่อนางกำนัลและทหารบางคนที่กำลังมีน้ำลายไหลซึมที่มุมปาก
"พ่ะ พ่ะย่ะค่ะ โจ๊กเมล็ดบัวเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
พ่อครัวที่ถูกเรียกสติจากนายเหนือหัวสะดุ้งเฮือก รีบถอยตัวเองจากหม้อแล้วประสานมือคำนับองค์ชายน้อยของเขา
"ดี เปิ่นหวางจะให้นางกำนัลยกไปทั้งหม้อเลย อย่าลืมส่งคนไปแจ้งตำหนักของเสด็จแม่ ว่าเปิ่นหวางกำลังนำมื้อเย็นไปให้และจะอยู่ร่วมเสวยมื้อเย็นกับเสด็จแม่ด้วยเลย ...อย่าลืมเตรียมเกี้ยวให้เปิ่นหวางด้วย"
"นู๋ปี้รับคำสั่งเพคะ"
อี้ฟางนางกำนัลคนสนิทยอบตัวไปด้านหน้าองค์ชายเพื่อรับคำสั่ง จากนั้นก็หันไปกระจายงานให้นางกำนัลและทหารคนอื่นและเลือกนายทหารที่น่าไว้ใจคนหนึ่งมายกหม้อโจ๊กเมล็ดบัวที่ถูกปิดฝาเตรียมพร้อมอย่างเรียบร้อยให้ยกไปอย่างระวังที่สุด
นางแอบลอบมองเล็กน้อยไปที่หม้อโจ๊กพลางกลืนน้ำลายลงคอด้วยรู้สึกหิวโหย แต่หลังจากที่รับใช้องค์ชายเสร็จ นางค่อยให้พ่อครัวทำให้ใหม่เพื่อเป็มื้อเย็นสำหรับเหล่านางกำนัลในวันนี้
"องค์ชายห้าเชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ"
ร่างเล็กของจวินหลิงหยางชุนพยักหน้าตอบรับขันทีและนางกำนัลที่รอรับเขาอยู่ด้านหน้าตำหนักของเสด็จแม่ ดวงตาสวยมองบรรยากาศที่ค่อนข้างร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่มีสีสันงดงามแล้วนึกชื่นชมคนดูแลอยู่ในใจ สำหรับคนที่ป่วยอยู่ตลอดเวลา สีสันของไม้ประดับเหล่านี้สามารถช่วยเยียวยาจิตใจไม่ให้หม่นหมองมากเกินไปได้ นับว่าฮ่องเต้ก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อพระสนมของตัวเองมากนัก
"เสด็จแม่ ลูกทำความเคารพเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงหยางชุนโค้งคำนับหยางเสียนเฟย มารดาของเ้าของเดิม หยางเสียนเฟยนั้นไม่เสียชื่อที่เป็ถึงพระสนมในตำแหน่งเสียนเฟย คนผู้นี้มีรูปลักษณ์ที่งดงามและก็ดูบอบบางเสียยิ่งกว่ากิ่งหลิว อาจเป็เพราะอีกฝ่ายสุขภาพอ่อนแอลงั้แ่คลอดบุตรจึงดูซีดเซียวไร้กำลัง
ดวงตาดอกท้อของหยางเสียนเฟย ต้นแบบขององค์ชายห้านั้นเปล่งประกายอย่างมีความสุขอย่างชัดเจนเมื่อได้เห็นบุตรชายของตัวเอง แม้นางจะไม่ได้เลี้ยงดูอุ้มชูและแนบชิดกันเหมือนมารดาคนอื่นเนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แต่ความรักที่นางมีต่อบุตรของนางก็เป็เื่จริง
รวมทั้งยังมีความรู้สึกผิดแฝงอยู่ในอก เพราะร่างกายของนางอ่อนแอจึงทำให้บุตรของนางมีสุขภาพไม่ดีั้แ่แรกเกิดจนกระทบกับชีวิตของเขา ทั้งที่ได้เกิดเป็เืเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ผู้หนึ่ง แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับยาไม่ได้เข้าร่วมกับเหล่าองค์ชายพระองค์อื่นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการบริหารแผ่นดิน
มือผอมบางยื่นหาบุตรชายที่ยามนี้อายุ 13 ปีแล้ว แต่ยังคงเป็เด็กตัวน้อยอยู่เลย ในความทรงจำของนางองค์ชายพระองค์อื่นเมื่ออายุเท่ากับเสี่ยวชุนในวัยนี้ล้วนมีร่างกายเติบโตสูงเกินหัวไหล่นางกันหมด แต่บุตรของนางนั้นเติบโตช้ามากจนตอนนี้ยังสูงไม่พ้นอกนางเสียด้วยซ้ำเสี่ยว
"เสี่ยวชุนมาหาแม่วันนี้เพราะคิดถึงแม่ใช่หรือไม่ เข้ามาให้แม่กอดเ้าหน่อย" หยางเสียนเฟยกล่าวขึ้น
"พ่ะย่ะค่ะ ลูกคิดถึงเสด็จแม่ วันนี้จึงขออนุญาตมาร่วมมื้อเย็นกับเสด็จแม่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงหยางชุนเดินเข้าไปหามารดาของเ้าของร่าง เสียงนุ่มที่ยังไม่เติบโตของเขาเอ่ยขึ้นเอาใจอีกฝ่าย ใบหน้าเล็กผอมแย้มยิ้มหวานยามเดินเข้าไปในอ้อมกอดของผู้เป็มารดา แม้จะไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของเขา เขาก็ให้สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะดูแลอีกฝ่ายอย่างดีเพื่อชดเชยให้กับองค์ชายห้าคนเก่าที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว รวมถึงชดเชยให้กับเขา ที่ชีวิตก่อนไม่เคยได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ ทำได้เพียงเป็ภาระเผาผลาญเงินของอีกฝ่ายไปกับการรักษาตัวของเขา
กลิ่นกายหอมของมารดาทำให้ร่างกายที่เมื่อยล้าจากกิจกรรมวันนี้รู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็อาจจะเป็ความอบอุ่นของอ้อมกอดจากแขนบางๆ คู่นี้ที่ทำให้เขารู้สึกหายเหนื่อย
ขาเล็กเขย่งตัวขึ้นเพื่อนั่งยังเก้าอี้ทานข้าวโดยไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่คนอื่น ถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะยังเป็แค่เด็กตัวเล็กคนหนึ่งที่สูงเพียงแค่เอวของผู้ชายโตเต็มวัย แต่จิติญญาภายในของเขาคือผู้ใหญ่อายุ 25 ปีแล้ว
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ที่ต้องให้ทหารอุ้มขึ้นเกี้ยวเพราะหมดแรงคือเื่สุดวิสัย!
"วันนี้ลูกให้พ่อครัวในตำหนักทำโจ๊กเมล็ดบัวมาเสวยเป็มื้อเย็นพ่ะย่ะค่ะ มีกลิ่นหอมน่าทานมาก เสด็จแม่ต้องมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นแน่นอน อีกอย่าง ลูกลงแรงไปสระบงกชหลวงเพื่อเก็บฝักบัวเองกับมือ โจ๊กหม้อนี้ต้องอร่อยมากแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงหยางชุนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเล็กของเขามีความโอ้อวดโดยที่เ้าตัวไม่ได้สังเกต
"เสี่ยวชุนของแม่เป็เด็กดีมากจริงๆ เสี่ยวชุนเก่งมากเลย งั้นวันนี้แม่จะทานโจ๊กเมล็ดบัวที่เ้านำมาสองชามเลยดีหรือไม่"
หยางเสียนเฟยทอดมองบุตรชายตัวน้อยของนางด้วยแววตารักใคร่แกมเอ็นดูอย่างสุดหัวใจ
ความจริงก่อนหน้านี้ ขันทีตำหนักของนางได้รับแจ้งมาก่อนแล้วว่าบุตรชายของนางไปเก็บฝักบัวที่สระบงกชหลวงเพื่อมาทำโจ๊กเมล็ดบัวให้กับนาง ความรู้สึกแรกของนางตอนได้ยินคือความกังวลว่าลูกชายของนางจะลำบากและป่วยไข้มากกว่าเดิม นางอยากออกคำสั่งห้ามบุตรชายของนางเพราะความเป็ห่วงด้วยซ้ำ
แต่หัวใจของคนเป็แม่ เมื่อเห็นลูกมีชีวิตชีวา ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่อยู่แค่เตียงในตำหนักก็ต่อต้านนาง ให้นางปล่อยให้ลูกชายได้ทำในสิ่งที่ใจ้า สิ่งที่นางควรทำคือการให้คนไปแจ้งหมอหลวงว่าคืนนี้บุตรชายของนางอาจไม่สบายตัวยามกลางดึก ให้อีกฝ่ายเตรียมพร้อมการรักษาเอาไว้ก่อนจะได้ไม่ฉุกละหุกต้มยาไม่ทัน
เมื่อได้ยินคำพูดแสนภูมิใจของลูกชายเมื่อครู่นี้ที่บอกว่าเขาได้ลงมือเก็บฝักบัวด้วยตัวเองอย่างตั้งใจนั้น ก็ทำให้นางรู้ว่าการตัดสินใจของนางนั้นถูกต้องแล้ว เพราะนางได้รับรอยยิ้มที่สดใสจากลูกชายที่ไม่ได้เห็นมานาน นี่คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดของนาง มากกว่าทรัพย์สินมีค่าใดๆ ที่ถูกประทานให้จากฮ่องเต้เสียอีก
มือขาวลูบไล้แก้มผอมของบุตรชายอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ให้นางกำนัลจัดเตรียมโจ๊กเมล็ดของบุตรชายเพื่อทานมื้อเย็น
จวินหลิงหยางชุนลอบสังเกตการแสดงออกของทุกคนยามที่ฝาหม้อที่บรรจุโจ๊กเมล็ดบัวข้างในถูกเปิดขึ้น กลิ่นหอมของโจ๊กเมล็ดบัวที่ถูกกักเก็บไว้กระจายออกมาทั่วห้องโถงจนทุกคนในห้องรู้สึกแปลกใจ
"เสด็จแม่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับลูกนะพ่ะย่ะค่ะว่าจะทานโจ๊กนี้สองถ้วย"
"โจ๊กนี้หอมมาก ต้องอร่อยมากเป็แน่ แม่จะรักษาคำพูดของตัวเอง เสี่ยวชุนอย่าลืมเป่าให้อุ่นก่อนทานนะลูก ไม่อย่างนั้นจะลวกปากเอาได้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
มือเล็กของจวินหลิงหยางชุนคนช้อนลงกับถ้วยโจ๊กที่ส่งกลิ่นหอมเชิญชวนให้ลิ้มลองพลางกลืนน้ำลายลงคอไปอีกหลายครั้ง เนื่องจากโจ๊กพึ่งทำเสร็จใหม่จึงยังร้อนอยู่มาก ร่างกายเล็ก ๆ นี้ต้องรอให้ความร้อนระบายออกจากโจ๊กเสียก่อนถึงจะกินได้
ตอนนี้เขาได้แต่จ้องมองมารดาของตัวเองที่ตักโจ๊กเมล็ดบัวคำแล้วคำเล่าเข้าปากราวกับอีกฝ่ายไม่กลัวว่าจะถูกโจ๊กลวกปากอย่างที่เอ่ยเตือนเขาไปเมื่อครู่เลยสักนิด
เสียงเอ่ยชมความอร่อยของโจ๊กตรงหน้าดังขึ้นหลายครั้งด้วยดวงตาเป็ประกาย
จวินหลิงหยางชุนสังเกตได้ชัดเจนว่าใบหน้างดงามตรงหน้าดูเปล่งปลั่งมีสีเืมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็พอใจและตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะขยันตามหาสมุนไพริญญาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของอีกฝ่ายให้ดีขึ้นโดยเร็ว
เมื่อควันจากถ้วยโจ๊กบางเบาลง มือน้อยก็ตักโจ๊กขาวเนียนที่มีเมล็ดบัวเม็ดอวบสีขาวผสมอยู่
ปากเล็กอมลมที่กระพุ้งแก้มจนป่องแล้วเป่าไปที่ช้อนเบาๆ สองสามครั้ง จากนั้นจึงตักโจ๊กคำแรกเข้าปาก
อร่อย!
ตัวข้าวเนียนละเอียดเหนียวนุ่มชูความหวานของตัวข้าวได้ดีมาก เมื่อฟันกัดเมล็ดบัวก็ได้รับรสชาติหวานของเมล็ดบัวที่แตกต่างกันรวมอยู่ในปาก ไม่มีกลิ่นคาวของน้ำแกงกระดูกไก่เหลืออยู่เลย แตกต่างจากโจ๊กจืดอมฟาดขมที่เขาเคยกินจากตำหนักอย่างสิ้นเชิง
นี่เหรอรสชาติของวัตถุดิบระดับหนึ่งกับสมุนไพรระดับหนึ่ง
วิเศษมาก!
นอกจากนี้เขายังรู้สึกได้ช้าๆ ว่าร่างกายของเขาอบอุ่นและสบายตัวขึ้นมานิดหน่อยในระดับที่สังเกตได้ ความปวดเมื่อยและอักเสบของกล้ามเนื้อจากเมื่อบ่ายลดลงจนเขารู้สึกสบายตัวมากขึ้นเล็กน้อย
อาจเป็เพราะร่างกายเล็กๆ นี้ เปรียบเหมือนหลุมดำของยา เมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่งก็มีเพียงแค่สองเม็ดเมื่อผสมลงในหม้อโจ๊กแบบนี้ สรรพคุณทางยาของเมล็ดบัวที่เป็เพียงสมุนไพริญญาระดับหนึ่งก็เหมือนหยดน้ำที่เติมเข้าไปในอ่าง
เขาจึงทำได้เพียงค้นหาสมุนไริญญาระดับสูงให้มากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาร่างกายตัวเองให้กลับมามีสุขภาพที่ดี
ความไวในการตักโจ๊กกับเป่าคลายความร้อนจึงรวดเร็วขึ้นและไม่หยุดมือจนโจ๊กในถ้วยหมดลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงกลืนน้ำลายและดวงตาแวววาวจากบ่าวรับใช้ที่จ้องมองยังถ้วยโจ๊กของเขาและมารดาด้วยความหิวโหย
เมื่อเขาหันไปมองมารดาของตัวเองก็พบว่าอีกฝ่ายได้เติมโจ๊กถ้วยที่สองเรียบร้อยแล้ว
เขาเองก็กำลังจะเรียกนางกำนัลให้เติมโจ๊กให้เขาอีกถ้วย แต่ก็ต้องหยุดชะงักจากเสียงของขันทีที่ประกาศว่าฮ่องเต้เสด็จมาเยือนยังตำหนักเสียนเฟยเสียก่อน
"ฮ่องเต้เสด็จ!"