ตัดภาพมาปัจจุบัน ยามนี้ในที่สุดงานเลี้ยงก่อตั้งราชวงศ์ถังก็เดินทางมาถึง ทั่วเมืองหลวงคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งชาวยุทธ์จากแต่ละสำนักล้วนมารอชมฉากการประลองระหว่างหกสำนักใหญ่[1] ได้แก่ สำนักพิภพดารา สำนักัฟ้า สำนักเทพอัสนี สำนักเพลิงเทพ สำนักคชสาร และสำนักเกาะแก้ว ซึ่งแต่ละสำนักล้วนมีจุดแข็งจุดด้อยต่างกัน โดยมีสำนักพิภพดาราซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าแข็งแกร่งที่สุด อีกทั้งผู้คน ยังจัดให้เป็สำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพ เพียงแต่ว่าในอดีต สำนักพิภพดาราปลีกตัวเป็เอกเทศไม่เคยเข้าร่วมงานประลองระหว่างสำนักรวมถึงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ราชสำนักจัดขึ้นเลยสักครา ปีนี้นับว่าเป็ปีแรกในรอบพันปี จึงทำให้มีผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเพื่อรอดูว่าสำนักพิภพดาราจะเก่งกาจสมคำร่ำลือหรือไม่ อีกทั้งบางคนก็อยากมารอดูความสนุกสนานการกระทบกระทั่งกันระหว่างสำนัก
เมื่อเหล่าคนจากสำนักพิภพดาราเดินทางมาถึงที่พักซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ต้อนรับหกสำนักใหญ่ ทุกสายตาต่างตกมาอยู่ที่จุดเดียวกัน โดยที่หนึ่งในกลุ่มคนเ่าั้กำลังจับจ้องมาอย่างประสงค์ร้าย
เมื่อหยวนอิงและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องรวมถึงผู้าุโในสำนักเข้ามาในตำหนัก ต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง ถึงแม้นว่าตลอดเส้นทางจะมีสายตาหลายคู่จับจ้องมาหยวนอิงก็หาสนใจไม่ ยามนี้ความคิดของเขากำลังยุ่งเหยิงเพราะอีกไม่นานก็จะต้องเจอกับบิดาผู้ให้กำเนิด ซึ่งส่งคนไล่ล่าสังหารหมายเอาชีวิตเขาผู้เป็โอรส อีกทั้งยังสังหารญาติฝั่งมารดาของเขาทั้งตระกูลโดยไม่แม้แต่จะรับฟังคำแก้ต่างก็ตราหน้าว่าตระกูลลู่ก่อฏ ไม่แม้แต่จะนึกถึงความดีครั้งเก่าก่อน ความอัดอั้นคับแค้นใจส่งผลให้หยวนอิงยามนี้เงียบขรึมไม่พูดไม่จา จวบจนเข้ามาในห้องพัก ลู่อู๋ซูซึ่งใกล้ชิดกับหยวนอิงที่สุดในเวลานี้ จึงเอ่ยถามขึ้น
“กังวลเื่ที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนผู้นั้นหรือ”
หยวนอิงพยักหน้ารับ
“ยามนี้เราอยู่แคว้นถัง เขาคงไม่กล้าทำอะไรเกินขอบเขต และนับจากที่เขาหมายเอาชีวิตเ้า เขาก็ไม่ได้เป็บิดาเ้าอีกต่อไป หากแต่เป็ศัตรู ดังนั้นอย่ากังวลมากไปเลย เื่ที่ต้องกังวลยามนี้คือ จะบอกกับน้องเล็กอย่างไร เื่ที่ความจริงแล้วพวกเราเป็ใคร เพราะไม่ช้าก็เร็วความจริงย่อมเปิดเผย” ลู่อู๋ซูกล่าวด้วยสีหน้าเป็กังวลเล็กน้อย
“ข้าคิดว่าจะเล่าทุกอย่างให้น้องเล็กฟังเย็นวันนี้ ข้าไม่อยากให้เขารับรู้เื่ราวจากปากผู้อื่น”
ลู่อู๋ซูพยักหน้ารับเห็นด้วยกับความคิดของหยวนอิง “เช่นนั้นก็ดี”
ในเย็นวันนั้นหยวนอิงได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้รั่วซีฟังโดยไม่มีปิดบัง คราแรกพวกเขาค่อนข้างเป็กังวลกับปฏิกิริยาของรั่วซีหลังจากได้รู้ความจริง แต่น้องเล็กก็ยังคงเป็น้องเล็ก ไม่โกรธเคือง ไม่ติดใจ ที่เขาสองคนปกปิดฐานะที่แท้จริง แต่ยังถึงขั้นอาฆาตกลุ่มคนพวกนั้นไปด้วยกัน หยวนอิง ลู่อู๋ซู รู้สึกตื้นตันใจยิ่ง แต่แล้วในขณะพวกเขากำลังพูดคุยเล่นกันอยู่นั้น หยวนอิงไม่คาดคิดเลยว่าหยวนไป๋จากสำนักัฟ้าซึ่งเป็ญาติของหยวนฟงพระเชษฐาต่างมารดาจะกล้าเข้ามาพูดจาดูถูกถากถางพวกเขาต่อหน้าผู้คนมากมาย โชคดีที่น้องเล็กออกหน้าจัดการคนกลุ่มนั้นภายในกระบวนท่าเดียว ส่งผลให้หยวนไป๋เสียหน้าอย่างใหญ่หลวง ถือเป็การตบหน้ากลับไปอย่างสวยงาม
“น้องเล็กขอบใจเ้ามาก” หยวนอิงเอ่ยขึ้นใบหน้าฉายความตื้นตันใจ
“ไม่ต้องขอบอกขอบใจหรอกพี่รอง พวกเราเป็พี่น้องกัน พวกเขาดูถูกท่านก็เปรียบเสมือนดูถูกข้า ถ้าพวกมันยังกล้ามาอีก ข้าจะซัดให้หาทางกลับบ้านไม่ถูกเชียวล่ะ”
ลู่อู๋ซูกับหยวนอิงมองหน้ากัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มขำขันกับคำกล่าวของรั่วซี
“นี่ก็เย็นมากแล้ว แยกย้ายกันไปพักเถอะ” ลู่อู๋ซูกล่าว
รั่วซีเห็นด้วย เขาออกมาด้านนอกสักพักแล้ว แถมยังออกมาก่อเื่อีก ไม่รู้ศิษย์พี่เฉินตื่นหรือยัง
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับห้องก่อน”
“อืม ไปเถอะ เจอกันพรุ่งนี้” หยวนอิงกล่าว
แววตาของคนทั้งสองมองส่งร่างรั่วซี เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสุขใจที่มีพี่น้องเช่นนี้
“เราก็กลับกันเถอะ” ลู่อู๋ซูกล่าว
หยวนอิงพยักหน้ารับก่อนจะพากันกลับห้องพัก
แต่เมื่อทั้งสองเข้าไปในห้องได้เพียงไม่นาน ประตูห้องก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
[1] การต่อสู้ระหว่างสำนักอยู่ในเล่ม คู่บำเพ็ญข้า โคตรเทพ ในเล่มนี้จะไม่ขอกล่าวซ้ำ