ตอนที่ 48 เข้าประตูมาแย่งข้าวโพด
นางหลินก็เห็นชอบตามตาเฒ่าหลินเช่นกันดังนั้นบุรุษในตระกูลหลินจึงไปช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวโพดให้ตระกูลหลักกันเสียทุกคน จำต้องรอให้พวกเขาเก็บเกี่ยวให้ตระกูลหลักแล้วเสร็จเสียก่อนถึงจะสามารถกลับมาทำงานที่บ้านของตนเองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าต้องเสียแรงไปเปล่าๆ หลายวัน
สิ่งที่ชาวไร่ชาวนากลัวมากที่สุดก็คือฝนตกในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตโตเต็มที่แล้ว มันจะแตกหน่อได้ง่ายเมื่อโดนน้ำฝน แล้วเมล็ดพันธุ์เช่นนั้นจะขายได้กี่อีแปะกันทางการมิเพียงมิรับเท่านั้น แม้แต่ตนเองก็ยังมิอยากเก็บไว้กินเองเลยด้วยซ้ำ
“ผู้ใดบอกว่าข้ามิกังวลกันเล่า มิกี่วันมานี้ข้าจะตายอยู่แล้วท่านป้าของข้าก็ลำเอียงเสียเหลือเกิน นางเห็นดีเห็นงามกับตาเฒ่าหลิน หรือว่าพวกเขามิใช่บุตรของนางกัน? หากฝนตกขึ้นมา ข้าจะทำเยี่ยงไร ? หลายวันมานี้ข้ากังวลจนนอนมิหลับในปากเป็นร้อนในหมดแล้ว”
นางจางลอบเบะปาก หากกังวลจนเป็นร้อนใน แล้วเหตุใดเจ้าถึงมิรีบพาบุตรสาวของตนเองไปทำงานเล่า? หากให้เอ่ยตามจริงก็คงจะขี้เกียจน่ะสิ !
ตระกูลหลินมีกฎให้บุรุษไปช่วยตระกูลหลัก ทว่ามิได้ให้สะใภ้กับหลานสาวไปช่วยด้วย
นางจางทำได้เพียงเอ่ยประโยคเมื่อครู่อยู่ในใจ ทว่าปากกลับทำเป็นว่าคิดเห็นเหมือนกับหวังซื่อเช่นกัน
“ท่านพี่ ท่านรอต่อไปแบบนี้ก็มิได้อันใดหรอกนะ”
หวังซื่อขมวดคิ้วมุ่น
“ถ้ามิรอแล้วจะให้ทำเยี่ยงไร ? หรือจะให้ข้ากับอาเหมยไปทำงานเยี่ยงนั้นหรือ ? หยุดคิดได้เลย ข้ามิได้ทำงานหยาบแบบนั้นมาหลายปีแล้วดังนั้นจะทนลำบากได้เยี่ยงไร ส่วนอาเหมยของพวกเราก็ต้องแต่งเข้าตระกูลดี ๆ ในวันข้างหน้าจะให้ไปตากแดดตากลมได้เยี่ยงไรกัน หากผิวพรรณหยาบกระด้างขึ้นมา ถึงเวลานั้นคุณชายคนใดจะชายตามอง”
นางจางทำท่าทางราวกับว่าเหตุใดเจ้าถึงโง่เขลาเช่นนี้“ท่านพี่ ท่านมีคนที่เพียบพร้อมกลับมิเรียกใช้รีบปิดหูปิดตามันจะไปมีประโยชน์อันใดกัน ? ”
หวังซื่อรู้สึกงุนงงมากยิ่งนัก “เจ้าหมายถึงผู้ใดกัน? ”
“ก็เด็กเหลือขอพวกนั้นเยี่ยงไรเล่า ! ”
หวังซื่อส่ายศีรษะ “เกรงว่าจะมิได้ ประเดี๋ยวนี้เด็กสารเลวสองคนนั่นมิได้เล่นงานพวกมันง่ายๆ แล้ว ข้าเกรงว่าพวกมันจะมิฟัง”
แท้จริงแล้วหวังซื่อเกรงกลัวหลินจง
หลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ หวังซื่อมิกล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงพวกหลินหร่วนต่อหน้าหลินจงในทางที่มิดีแม้แต่ครึ่งคำมิเช่นนั้นหลินจงคงจะหย่ากับนางอย่างแท้จริง
บัดนี้นางอายุมากแล้ว ทั้งยังเคยแต่งงานมาแล้วด้วยหากถูกหย่าร้าง วันข้างหน้าคงมิสามารถแต่งงานใหม่ได้อีกแล้ว
บัดนี้นางมิสามารถกลับไปตระกูลหวังได้แล้วเช่นกันหากก่อเรื่องจนหลินจงต้องการหย่าร้างกับนางจริง ๆ นางคงมิมีที่ไป
ทว่าถึงเยี่ยงไรประโยคนี้ก็เอ่ยออกไปมิได้อยู่แล้วมิเช่นนั้นจะเสียหน้าเปล่า ๆ
นางจางยิ้มเหยียด “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะยอมหรือมิยอมกันแน่? ถึงพวกมันจะย้ายออกไปแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นบุตรหลานของตระกูลหลินอยู่ดี หลินจงก็แยกออกมาตั้งหลายปีแล้วทว่าเขายังต้องกลับไปช่วยงานตระกูลหลักอยู่ทุกปีมิใช่หรือ ? พวกมันที่เพิ่งย้ายออกไปได้มิกี่วันจะกล้ามิเชื่อฟังได้เยี่ยงไรพวกมันมิกลัวว่าเจ้าจะไปฟ้องคนในตระกูล แล้วทำให้พวกมันตกที่นั่งลำบากเยี่ยงนั้นหรือ? ”
“นางเด็กเหลือขอหลินหร่วนนั่นทำงานได้คล่องแคล่วอย่างถึงที่สุดส่วนคนน้องก็ทำงานได้ครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่แล้ว หากใช้งานพวกมัน ที่ดินของเจ้ามิกี่หมู่นั่นเพียงมิกี่วันก็คงเก็บเกี่ยวเสร็จ เช่นนี้ดีกว่าการรอให้หลินจงกลับมามิใช่หรือ ? ”
ดวงตาของหวังซื่อเป็นประกายทันใด นางตบต้นขาของตนเองฉาดใหญ่แล้วเอ่ยว่า“ใช่แล้ว เหตุใดข้าคิดมิถึงกันนะ ! ”
นางจางลุกขึ้นยืนทันใดพร้อมกับเอ่ยว่า“เช่นนั้นท่านรีบไปตามสองพี่น้องกลับมาช่วยงานเถิด ข้ามิรบกวนเวลาท่านแล้ว เรื่องอาหารคือเรื่องใหญ่ไว้วันหลังข้าจะกลับมาสนทนาด้วยใหม่”
หวังซื่อนั่งมิติดอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็ได้เจ้ากลับไปก่อนเถิด รอให้งานเสร็จแล้ว พวกเราค่อยมาสนทนากันใหม่”
เมื่อนางจางจากไปหวังซื่อจึงเดินไปยังห้องของหลินเหมย “รีบลุกขึ้นมาเร็ว ๆ เข้า แล้วตามข้าไปยังบ้านหลังเก่า”
หลินหร่วนกับหลินหานที่กำลังทำงานอยู่ในไร่ อยู่ๆ ก็มีคนวิ่งเข้ามาหาพวกตนราวกับลมพายุ พร้อมทั้งตะโกนเสียงดัง “อาหร่วน อาหานรีบกลับบ้านประเดี๋ยวนี้ ! ”
หลินหร่วนหันหน้าไปมอง เป็นโจวซานหลางที่กำลังวิ่งเข้ามา
“อาหร่วน อาหาน พวกเจ้ารีบกลับบ้านเร็วเข้าเถิด! หวังซื่อ...หวังซื่อกับบุตรสาวของนางกำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้า! ”
โจวซานหลางที่เพิ่งแบกข้าวโพดกลับบ้าน ขากลับเขาบังเอิญเห็นหวังซื่อกับบุตรสาวของนางกำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่าตระกูลหลินเขากลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น จึงรีบวิ่งมาส่งข่าวทันใด
หลินหานกับหลินหร่วนหันหน้าไปสบตากันพวกเขาทิ้งงานในมือทันที จากนั้นก็วิ่งกลับไปยังบ้านหลังเก่า
หวังซื่อกับหลินเหมยเดินเข้าไปในประตูด้วยความมุ่งร้ายในบ้านมีหลินซิ่วอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น มิแน่ว่าแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างหวังซื่อจะถือโอกาสที่มิมีผู้ใดอยู่ทุบตีหลินซิ่วก็เป็นได้
ไร่ข้าวโพดแห่งนี้อยู่ห่างจากบ้านเก่ามิไกล หลินหานกับหลินหร่วนใช้เวลาวิ่งเพียงมินานก็มาถึงลานบ้านแล้วยังมิทันที่พวกเขาจะได้เข้าไป ก็พลันได้ยินเสียงร้องไห้ของหลินซิ่วดังขึ้นมาไกล ๆ
“ฮึกฮือฮือ ท่านแม่...นี่คือข้าวโพดของพวกเรา ท่านอย่าเอาข้าวโพดของพวกเราไปเลยฮือฮือ...”
“นางเด็กขี้โรคนี่ รีบปล่อยมือเสีย มิเช่นนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย! ”
“อาเหมย เร็วเข้า ฝักใหญ่ ๆ ตรงนั้นแล้วก็ตรงนั้นอีก รีบนำมาให้ข้าเร็วเข้า ! ”
หวังซื่อที่เห็นว่าข้าวโพดในลานบ้านยาวยิ่งกว่าตะเกียบจึงรู้สึกอิจฉาจนตาแดง
ช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ ชาวบ้านต่างก็เอ่ยกันว่าหลินหร่วนเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่ได้มากมายนางย่อมมิเชื่อเด็ดขาด ข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินระดับล่างนั้นเป็นเยี่ยงไร นางย่อมทราบเป็นอย่างดี
แม้ว่านางจะมิเคยทำงานในไร่มาก่อน ทว่านางมักจะหาเวลาว่างไปดูการเจริญเติบโตของพืชผลในไร่อยู่ตลอดเพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของนาง
ดังนั้นแม้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจะเอ่ยราวกับเห็นด้วยตาของตนเองทว่านางก็มิได้เก็บเอาไปใส่ใจ
ผู้ใดจะไปทราบว่าเมื่อนางเข้ามาในลานบ้านจะเห็นกองข้าวโพดที่ทั้งฝักใหญ่ทั้งสีเหลืองอร่ามอยู่เต็มพื้นเช่นนี้เช่นนั้นข่าวลือก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ
เมล็ดข้าวโพดดี ๆ เช่นนี้ สามารถนำไปเพาะพันธุ์ได้อย่างน้อยก็มิต่ำกว่าหนึ่งพันชั่ง นี่ทำเงินได้มิน้อยเลย !
ข้าวโพดเหล่านี้ต่างก็เป็นข้าวโพดที่สามีนางปลูกดังนั้นจะมอบให้เด็กเหลือขอพวกนี้ได้เยี่ยงไร !
หวังซื่อถือโอกาสที่หลินซิ่วอยู่คนเดียว สั่งให้บุตรสาวของตนเองเก็บข้าวโพดใส่ตะกร้าแล้วเตรียมนำกลับบ้านทั้งหมด
หลินซิ่วผู้น่าสงสารเห็นว่าตนเองมิอาจหยุดแม่ลูกคู่นี้ได้จึงไปวิ่งเข้าไปกอดหลินเหมยเอาไว้ เพื่อมิให้นางหยิบข้าวโพดใส่ตะกร้า
หลินเหมยที่ระงับความโกรธของตนเองในทุก ๆ วันโดยเฉพาะหลินหร่วนที่เห็นแก่หลินซิ่วจนต้องรังแกนาง ในใจของหลินเหมยจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อหลินซิ่วและหลินหร่วนบัดนี้ยังถูกบังคับให้ทำงานอีก หลินซิ่วที่กอดขาของนางเอาไว้ ทำให้นางเคลื่อนไหวได้มิสะดวกเท่าใดนักนางถึงยกอีกขาขึ้นมาตั้งท่าเตรียมถีบหลินซิ่วทันใด
หลินหร่วนที่กำลังเดินเข้ามาในลานเห็นฉากนั้นเข้าพอดีจึงโกรธจนแทบจะระเบิด นางหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วปาใส่หลินเหมยทันใด
“โอ๊ย ! ”
ก้อนหินกระทบเข้ากับหน้าผากของหลินเหมยอย่างจังเพียงมินานมันก็ปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
หลินซิ่วที่เห็นว่าพี่สาวกับพี่ชายของนางกลับมาแล้วจึงรีบปล่อยหลินเหมย พร้อมกับวิ่งร้องไห้ออกมาทันใด
“ท่านพี่ พวกนางจะขโมยข้าวโพดของพวกเราไป”
หลินหร่วนอุ้มหลินซิ่วขึ้นมาสำรวจอย่างตั้งใจ จากนั้นก็เอ่ยถามออกไปว่า“พวกนางได้ทุบตีเจ้าหรือไม่ ? ”
หลินซิ่วส่ายศีรษะทั้งน้ำตา“พวกนางมิได้ทุบตีข้า”
หลินหร่วนจึงวางใจลง จากนั้นก็หันกลับไปมองสองแม่ลูก
เมื่อหวังซื่อเห็นว่าหน้าผากของหลินเหมยปูดโปนขึ้นมาจึงเดือดดาลขึ้นมาทันใด จากนั้นก็อ้าปากด่าเสียยกใหญ่
“นางเด็กเหลือขอ เจ้ากล้าตีอาเหมยของข้าเยี่ยงนั้นหรือดูสิว่าวันนี้ข้าจะฆ่าเด็กสารเลวเยี่ยงพวกเจ้าได้หรือไม่ ? ”
เมื่อกล่าวจบ หวังซื่อก็ถอดรองเท้าของนางออก จากนั้นก็ยกขึ้นแล้วพุ่งเข้าหาหลินหร่วนทันใด