คืนแรกในตำหนักเยว่เลี่ยง นางฝันอีกแล้ว ความฝันของนางเกิดจากความทรงจำทั้งของเสวียนซู่ชิงและของโส่วหงซิ่ว
ในความฝันของหงซิ่วคือเหตุการณ์ในงานบุปผา
ชุ้มองุ่นลับตาผู้คนในอุทยานหลวง จวิ้นอ๋องก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางร้อนรนอย่างยิ่งยวด คล้ายพบเจอกับเื่ร้อนใจ สายตามองกวาดไปทั่ว พลางพลิกกระดาษในมือขึ้นมาดู ไม่ทันสังเกตเห็นกำยานที่จุดอยู่ กระทั่งใบหน้าเปลี่ยนเป็ซีดขาว ยกขึ้นมือกุมอก
หงซิ่วที่รอเวลาอยู่นาน ก้าวออกมาจากที่ซ่อน บนร่างมีเพียงกระโปรงตัวในสีขาวกับเอี๊ยมทรงสามเหลี่ยมสีแดงติดกาย ใบหน้าของนางฉาบไว้ด้วยแป้งหนาเตอะแลดูเขียวคล้ำ ปล่อยผมยาวสยาย ริมฝีปากทาชาดสีแดงสด รูปลักษณ์ของนางยามนี้ ราวกับปีศาจก็ไม่ปาน ค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาแผ่นหลังของจวิ้นอ๋องอย่างช้าๆ พร้อมปิ่นในมือ
ิซีเหอที่พึ่งรู้ตัวว่าได้รับพิษยกมือปิดจมูก พอถูกแทงเข้าที่หลัง ก็พลิกตัวกลับมาบีบคอผลักร่างของอีกฝ่ายกดลงบนพื้น คนในซุ้มแทบจะฆ่ากันตายอยู่รอมร่อ แต่ในสายตาผู้คนที่พบเห็น กลับเห็นเพียงจวิ้นอ๋องกำลังจะทำมิดีมิร้ายสตรีนางหนึ่ง
ชั่วขณะนั้น ไม่รู้ว่าผู้คนแห่มาจากที่ใด ทว่าพิษที่เขาได้รับ ทำให้สติรางเลือน มารู้ตัวอีกที ก็ถูกพาตัวมาคุกเข่าเบื้องพระพักตร์ของฮ่องเต้แล้ว สุดท้ายก็ต้องยอมแต่งหงซิ่วมาเป็ชายา ชื่อเสียงของจวิ้นอ๋องถูกทำลายลงอีกครั้ง หลังจากที่ถูกเหอสวีอีทำลายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน แต่ครานี้ดูเหมือนจะเลวร้ายกว่ามาก
โส่วหงซิ่วผู้คิดลงมือสังหารจวิ้นอ๋อง แต่กลับได้แต่งเป็จวิ้นหวางเฟย
ความฝันต่อมาเป็เหตุการณ์ในอดีตของเสวียนซู่ชิง
ขบวนขององค์ชายเจ็ดที่กำลังเดินทางไปวัด ถูกโจมตีจากคนเพียงคนเดียว คนชุดดำผู้นั้นฆ่าผลาญทุกชีวิต กระทั่งเหลือเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสาม ในตอนที่เสวียนซู่ชิงกำลังจะแทงดาบใส่เขา พลันเหลือบไปเห็นดวงตาคู่นั้น ดาบในมือจึงชะงักค้าง
ิซีเหอในยามนั้นบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอย่างยิ่ง ดวงตาคล้ายลูกกวางน้อยมองสบตานางอย่างตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว ทว่ากลับไม่ยอมปริปากร้องขอชีวิต ซู่ชิงมองเขาอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจทำให้เขาหมดสติ กรีดดาบลงบนตำแหน่งเส้นเอ็นขาทั้งสองข้าง จากนั้นก็แบกร่างขององค์ชายเจ็ดหายไปในความมืด
หงซิ่วลืมตาตื่นมาในตอนเช้าพร้อมกับความรู้สึกผิดขุมใหญ่ วาจาของนักบวชรูปนั้นพลันดังก้องในหัว
“ที่สมควรมาก็มาแล้ว ที่สมควรชดใช้ ก็ต้องชดใช้ เคยขโมยชะตาชีวิตของผู้ใดไป ก็ควรจะมอบคืนให้เ้าของ”
สิงที่เห็นในฝัน คือสิ่งที่โส่วหงซิ่วและเสวียนซู่งชิงติดค้างิซีเหอ ไม่ว่าจะเป็คนไหน สมควรต้องชดใช้ให้เขาด้วยชีวิต ในที่สุดนางก็เข้าใจ ว่าเหตุใด์ถึงส่งนางกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้ เพราะเป็นางเองที่ขโมยชะตาชีวิตของเขาไป
ซุ่นจั้งพาสาวใช้เข้ามาช่วยแต่งตัว เมื่ออยู่ในฐานะจวิ้นหวางเฟย ชุดที่สวมใส่จึงมิอาจใส่อย่างลวกๆ ได้อีก วันนี้อาภรณ์ที่หงซิ่วสวมเป็กระโปรงแปดจีบรอบตัวสีเขียวเข้ม ชายกระโปรงปักดิ้นทองลวดลายวิหค เสื้อตัวในเป็คอปกสีขาวแขนบานระย้า สวมทับด้วยเสื้อกั๊กแขนกุ้นสีเขียวอ่อนยาวเลยเข่า มวยผมทรงดอกท้อ ร้อยไหมทองประดับหยก ปักปิ่นทองไขว้ทับกัน รองเท้าคันศรสีเขียวสูงแปดหุน
องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ไม่ได้แต่งหน้าทาชาดหนาเตอะเหมือนก่อน บรรยากาศรอบกายสูงส่งสง่างามหาใดเปรียบ
แม้แต่เหล่าข้ารับใช้ในตำหนักเห็นแล้วยังตกตะลึง ไม่กล้าจะมองนาน จะอย่างไรในอดีตชาติหงซิ่วก็เคยเป็มารดาของแผ่นดินมาก่อน รัศมีรอบกายจึงเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม สูงส่งจนผู้คนมิอาจเอื้อม
มื้อเช้าผ่านไปอย่างเงียบเชียบ หลังจากที่ส่งผ้าเช็ดมือคืนให้ซุ่นจั้ง หงซิ่วก็เอ่ยถาม “ท่านอ๋องออกไปหรือยัง”
“ยังเพคะ” ซุ่นจั้งส่งสัญญาณให้สาวใช้มาเก็บสำรับ จากนั้นก็ประคองพระชายาไปรอหน้าตำหนักไท่หยาง เพื่อรอส่งจวิ้นอ๋องไปทำงาน
ตอนที่ิซีเหอก้าวออกมาเห็นนาง ฝีเท้าพลันชะงักไปเสี้ยวอึดใจ ทว่าสีหน้ายังเ็าไม่เปลี่ยน หงซิ่วยอบกายให้เขาคราหนึ่ง กล่าวคำว่าน้อมส่งท่านอ๋องอีกหนึ่งประโยค ตามหน้าที่ของภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามี เขาไม่ไม่ได้เอ่ยวาจา เพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงไปขึ้นรถม้า
ก่อนที่นางจะกลับเข้าตำหนัก ฉวีกงกงมาบอกกล่าวกับนางว่า วันนี้จวิ้นอ๋องประสงค์จะเสด็จไปจวนซ่งปาโหว หงซิ่วพลันเข้าใจความคิดของเขาในทันที นางกล่าวขอบคุณฉีกงกง จากนั้นก็ให้ซุ่นจั้งประคองเข้าตำหนัก พลางบอกกล่าวกับซุ่นจั้งว่านาง้ารู้ข่าวการจลาจล หลังจากส่งนางแล้ว ซุ่นจั้งก็ออกจากจวน
หงซิ่วเดินไปนั่งบนเก้าอี้หวายกลางสะพานเชื่อม เหม่อมองไปยังอาคารบ้านเรือนในเมืองเป่ยจิง ครุ่นคิดถึงเื่ที่ต้องกระทำทีละเื่อย่างละเอียดรอบคอบ นางติดค้างผู้คนไว้มากมายจริงๆ จนมิรู้ว่าควรจะชดใช้ให้ผู้ใดก่อนดี แม้แต่ราษฎรต้าินางก็ยังติดค้างพวกเขา เพราะเป็นางเองที่ทำให้ิซีจงได้เป็ฮ่องเต้
สิบเอ็ดปีก่อน อดีตฮ่องเต้ิซีไท่มีพระประสงค์รวมอำนาจทางการทหารไว้ในมือ จึงออกราชโองการให้แม่ทัพเสวียนอภิเษกกับองค์ชายใหญ่ิซีจงโอรสที่เกิดจากนางกำนัลต้นห้อง
คราแรกที่พบหน้า เสวียนซู่ชิงพลันตกหลุมรักองค์ชายใหญ่ทันที หลังจากอภิเษกได้เพียงเดือนเดียว องค์ชายใหญ่ิซีจงก็มาถูกลอบสังหารอาการปางตาย เขาบอกกับนางว่าเป็ฝีมือขององค์ชายรองิซีเหวิน ทั้งยังบอกนางอีกว่า พี่น้อง้ากำจัดเขา เพราะศึกชิงตำแหน่งรัชทายาท หากว่าเสวียนซู่ชิงไม่โง่งมลุ่มหลงจนหน้ามืดตามัว นางสมควรต้องรู้แต่แรกว่าองค์ชายองค์อื่นไม่จำเป็ต้องลงมือกับองค์ชายใหญ่ เพราะฐานะของเขาไม่มีสิทธิ์ได้เป็รัชทายาทอยู่แล้ว ทุกคนย่อมไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
ทว่านางโง่เขลาเกินไป ไม่ว่าิซีจงจะบอกอะไรนางก็หลงเชื่อ สุดท้าย นางก็ลงมือสังหารเหล่าองค์ชายที่ขวางทางเขา มีเพียงองค์ชายเจ็ดิซีเหอเท่านั้นที่นางใจอ่อนยอมปล่อยไปแต่ก็ตัดเส้นเอ็นขาของเขาทั้งสองข้างอยู่ดี ส่วนองค์ชายที่เหลืออีกสามพระองค์ล้วนแล้วแต่มีมารดาฐานะต่ำต้อยจึงอยู่รอดปลอดภัย
ทว่าฮ่องเต้ิซีไท่หาได้โง่งมเหมือนนางไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่ยอมยกราชบัลลังก์ให้ิซีจง คืนนั้นเสวียนซู่ชิงจึงเป็ผู้ลงมือปลงพระชนม์ฮ่องเต้ด้วยตัวเอง ทั้งยังบังคับให้พระสนมหยางกุ้ยเฟยพระมารดาของิซีเหอรับรองิซีจง เพื่อส่งเขาขึ้นครองบัลลังก์โดยไร้คำครหา จนได้เป็ฮ่องเต้ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมมาจนถึงทุกวันนี้
ความคิดของหงซิ่วล่องลอยไปไกล ไม่รู้แม้กระทั่งว่าซุ่นจั้งมายืนอยู่เื้ั ซุ่นจั้งเอ่ยเรียกนางประโยคหนึ่ง “พระชายาเพคะ” หงซิ่วถึงได้สติ ไม่รอให้นางเอ่ยถาม ซุ่นจั้งก็เอ่ยรายงานเื่ที่สืบมา “เมื่อวานนี้ซ่งปาโหวเข้าวังไปคุกเข่าหน้าพระตำหนักเฉียนชิง ร้องห่มร้องไห้ ขอให้ฝ่าามีรับสั่งปะาชาวบ้านจากกว้านเสียนเพคะ”
ฟังแล้ว หัวคิ้วของหงซิ่วพลันขยับ คาดว่าเื่นี้จวิ้นอ๋องต้องคัดค้านเป็แน่ ชาวบ้านเ่าั้คงยังไม่ถูกปะาเร็วๆ นี้ แต่หากปล่อยไป ไม่แน่ว่าจะรอด คิดมาถึงตรงนี้ หงซิ่วก็ไพล่คิดไปถึงสนมเต้าเฟยขึ้นมา เต้าเหมยซุนปีนี้อายุราวยี่สิบเข้าวังมาได้สามปี เป็อีกหนึ่งสนมที่ิซีจงให้ความโปรดปราน ถึงขั้นแต่งตั้งพี่ชายของนางเป็ข้าหลวงมณฑล
ที่เสวียนฮองเฮาไม่จัดการกับสนมเต้าเฟยผู้นี้ เพราะเหมยซุนเป็คนเจียมตัว วางตัวเรียบง่าย ไม่ชิงดีชิงเด่น ทั้งยังให้ความเคารพนับถือต่อเสวียนฮองเฮาเป็อย่างยิ่ง ทว่าพอมาเกิดเื่เช่นนี้ หงซิ่วพลันคิดไปว่า บางทีชาติก่อนสิ่งที่นางเห็นอาจจะไม่ใช่ความจริง
การจะสู้รบตบมือกับคนในวังและผู้มีอำนาจเหล่านี้ นางต้องอยู่ในตำแหน่งจวิ้นหวางเฟย มิเช่นนั้นคงเคลื่อนไหวได้ยาก เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว จึงตัดสินใจเริ่มที่ตระกูลโส่วก่อนเป็อันดับแรก