บทที่ 126 ความหวังที่น่าสงสาร
“ท่านแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรเซินมาที่หมู่บ้านของพวกเราแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่มาที่นี่แล้ว พวกเรารอดตายแล้ว!!” ชายชราร้องออกมาพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเทา ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วดีใจหรือว่ากำลังเสียใจกันแน่ อย่างไรก็ตาม...คำพูดของเขาได้ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายต่างก็ลอบมองหน้ากันเอง
หลี่ชิงหมินเชื่อว่าต่อให้โง่งมแค่ไหนก็ต้องมองออกว่าสถานการณ์ในหมู่บ้านนี้มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว ถึงจะบอกว่าพวกเขากำลังดีใจที่แม่ทัพใหญ่มาถึงหมู่บ้านของตนเอง แต่การแสดงออกที่เกินจริงของผู้นำหมู่บ้านราวกับต้องการให้ทุกคนรับรู้โดยทั่วกันว่า “แม่ทัพใหญ่อาณาจักรเซิน” มาถึงแล้วนั้น มันแปลกมาก
หากบอกว่าเขาต้องการจะยืนยันและแจ้งเรื่องนี้ให้ใครบางคนรับรู้จากที่ที่ห่างไกล ก็ยังพอที่จะเข้าใจอยู่บ้าง...
หวงซีเฉิงไม่ได้แสดงออกอะไรมากนัก ท่าทางของเขายังจริงจังขึงขัง ดังนั้นหลี่ชิงหมินจึงยังนั่งอย่างสงบบนหลังของเจ้าสิงโตตัวน้อยที่ถูกผู้คนมองมาเป็นพักๆ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เชิญพวกท่านเข้าไปในหมู่บ้านอันซอมซ่อของพวกเราก่อนเถอะขอรับ เนื่องจากพวกเราไม่รู้เลยว่าท่านแม่ทัพเดินทางมา จึงไม่ได้ต้อนรับให้ดีกว่านี้ ถึงอย่างนั้น....พวกเราก็มีลานกว้างที่กลางหมู่บ้าน นายท่านสามารถตั้งที่พักที่นั่นได้ขอรับ”
ผู้นำหมู่บ้านรีบเชิญคนทั้งกลุ่มเข้าไป แขนขาที่สั่นเทาของเขาบ่งบอกว่าร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแรงมากนัก แต่คำพูดที่เขาใช้ล้วนสุภาพราวกับผู้คนในเมืองหลวง แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นผู้มีปัญญามากคนหนึ่ง
หวงซีเฉิงรับคำของพวกเขาและออกคำสั่งรวดเดียวจบ คนในขบวนจึงแยกย้ายกันไปทำงานทันทีที่มองเห็นลานกว้างที่ว่านั่น พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการทำงานจริงอย่างมาก เมื่อบอกให้ตั้งกระโจมที่พัก ค่ายเล็กๆของพวกเขาก็ถูกสร้างขึ้นทันทีก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดลงเสียอีก
หม้อต้มกำลังเดือดและส่งเสียงออกมา เหล่าผู้ดูแลเสบียงก็เริ่มใส่ข้าวขาวลงไป พวกเขาทำข้าวต้มสำหรับวันนี้ และตั้งใจที่จะทำมากขึ้นหน่อยเผื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ได้ร่วมวงด้วย
หวงซีเฉิงนั้นได้รับคำเชิญให้ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้นำหมู่บ้านกับทหารคนสนิทของเขาแล้ว คงจะได้รับรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านนี้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ส่วนหลี่ชิงหมินผู้มาที่นี่เพื่อเที่ยวเล่นตามเจตนาของแม่ทัพใหญ่ เขาจะมีงานอะไรให้ทำหรือ? นอกจากนั่งมองบรรยากาศที่แสนสงบสุข ตรวจสอบสถานการณ์ของชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา แม้กระทั่งพวกเด็กๆที่มาแอบดูการทำงานของทหารเขาก็ยังไม่เว้น ผู้คนภายนอกจึงเห็นว่าหลี่ชิงหมินนั้น แท้จริงแล้วดูเหมือนจะแตกต่างออกไป
สตรีบางคนในหมู่บ้านเห็นการแต่งกายและรูปร่างหล่อเหลาราวกับบัณฑิตของเขาก็พากันวนเวียนไปมารอบๆกาย พวกนางเหล่านี้ยังเป็นเด็กสาวที่อายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ ต่ำสุดที่แอบมาดูชิงหมินก็อายุน้อยกว่า 12 ปีเห็นจะได้
เขาไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป ถึงแม้ว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นภรรยาผู้อื่น แต่เนื้อแท้แล้วเขาก็คือบุรุษคนหนึ่งเหมือนกัน หากเข้าไปวุ่นวายกับสตรีเกินความจำเป็น อาจจะถูกมองว่าหลอกสาวชาวเขาเหล่านี้เพื่อเล่นสนุกเอาก็ได้ เขาไม่ต้องการเป็นบุรุษไร้ยางอายเช่นนั้น ส่วนที่ควรจะสงสัยก็ต้องสงสัย แต่ส่วนที่ควรจะให้เกียรติก็ต้องให้เกียรติกันก่อน
แม้ว่าเขาจะนั่งอยู่เฉยๆและไม่พูดคุยกับใครหรือส่งยิ้มให้ผู้ใดเลย กระนั้นก็ยังมีสาวชาวบ้านผู้หนึ่งใจกล้ากว่าใครเพื่อน นางเดินเมียงมองอยู่สักพัก เห็นว่าหลี่ชิงหมินไม่ขับไล่ออกไปก็ขยับเท้าเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็ได้มายืนอยู่ต่อหน้าของชิงหมินเช่นนี้
“นะ นายท่านเจ้าคะ ขะ ข้า...ข้ามีนามว่าตูหยูเจ้าค่ะ” หญิงสาวอายุน้อยกล่าวทักทาย มือของนางจับกันแน่นเพราะความเขินอาย
“อืม” หลี่ชิงหมินมองดูเด็กสาวแล้วพยักหน้ารับคำเบาๆ เสียงที่นุ่มนวลของเขาทำให้ตูหยูหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
“นะ นายท่าน นายท่านมาจาก มะ เมืองหลวงหรือเจ้าคะ”
“ใช่”
“ถะ ถะ ถ้าอย่างนั้น นายท่าน....คือว่า ข้า....” ตูหยูเริ่มบิดกายของตนเองไปมาเมื่อนางนึกถึงบางอย่าง ใบหน้าเห่อร้อน แม้แต่ริมฝีปากก็ยังสั่นเทา หากไม่ใช่เพราะดวงตาของนางมีประกายความหวังอย่างเต็มเปี่ยม หลี่ชิงหมินอาจจะคิดว่าสตรีน้อยตรงหน้ากำลังป่วยไปแล้ว
“นะ นายท่านเจ้าคะ ท่าน....ท่านอยากจะรับ เอ่อ รับภรรยา....” ตูหยูใจกล้า กลั้นหายใจหลับตาปี๋ก่อนจะพูดเจตนาของตนเองออกมา
หลี่ชิงหมินรับรู้เจตนาของเด็กสาวแล้ว หมู่บ้านนี้ยากจนมาก วันเวลาที่พวกนางอิ่มท้องได้แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น...สาวน้อยมากมายในหมู่บ้านนี้จึงมีความคิดอันตื้นเขิน รู้สึกว่าถ้าตนเองสามารถกลายเป็นสตรีของผู้คนในเมืองหลวงได้ พวกนางก็จะหลุดพ้นจากชะตากรรมที่น่าอดสูนี้ได้
แน่นอนว่าพวกนางไม่ได้รู้ถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายของผู้คน ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกพ่อค้าทาสจะสามารถจับคนไปเป็นทาสได้จำนวนมาก พวกเขาเพียงแค่ยื่นข้อเสนอหลอกล่อให้ลงนามเพื่อแลกกับอาหารดีๆไม่กี่มื้อ เชื่อเถอะว่าหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ คงจะมีคนยินดีสมัครไม่น้อย
ข้ารับใช้ของคนในเมืองหลวงมากมาย ไม่ใช่แค่จะมีคนที่เต็มใจขายตัวตั้งแต่แรกเท่านั้น ยังมีคนบางกลุ่มที่พวกพ่อค้าทาสนำมาขายให้ด้วย ถึงจะดูไร้มนุษยธรรมในสายตาของคนสมัยใหม่ แต่ผู้คนที่นี่ล้วนยอมรับได้ทั้งนั้น
พวกเขายินดีที่จะทำงานทุกอย่างเพื่อแลกกับอาหารในระยะเริ่มต้น สุดท้ายจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วความสุขไม่ได้มาจากการอิ่มท้องเท่านั้น หากแต่อิสรภาพต่างหากที่คือความสุขอันแท้จริง กระนั้น...กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว หลายคนต้องเอาชีวิตไปทิ้งกับเจ้านายในจวน บ้างก็ถูกตบตีทำร้ายร่างกาย กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของผู้คน
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้จักนรกที่แท้จริงอย่างไรล่ะ
“ข้าไม่สามารถรับภรรยาได้ ข้าเองก็กำลังจะแต่งเข้าจวนผู้อื่นเหมือนกัน ดังนั้นเจ้าไปเสียเถอะ” หลี่ชิงหมินโบกมือ
เด็กสาวที่กำลังคิดเพ้อฝันชะงักไป นางอ้าปากค้างแล้วมองคุณชายตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ถึงแม้ว่าค่านิยมเรื่องคู่ครองจะไม่ติดเรื่องบุรุษหรือสตรี ทว่าในหมู่บ้านหุบเขาเช่นนี้ พวกเขาต้องการแรงงานคนเป็นจำนวนมาก การที่บุรุษแต่งงานกับบุรุษจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะถือว่าเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวเกินไป
บุรุษต้องแต่งกับสตรีเพื่อให้กำเนิดทายาท หลายคนที่เป็นบุรุษมีใจต่อกัน พวกเขายังต้องทำหน้าที่เพื่อผลิตทายาทของตนเองด้วย สิ่งนี้ทำให้สาวน้อยไม่ได้คิดเผื่อใจที่จะได้ยินคำตอบนี้มาก่อน
ทั้งๆที่บุรุษตรงหน้านี้งดงามราวกับภาพวาด เหมือนกับบัณฑิตจากเมืองหลวงที่นางเคยได้ยินพวกพ่อค้าพูดถึงกัน บัณฑิตเหล่านี้มีอนาคตยาวไกล สามารถทำงานรับใช้อาณาจักรได้ เมื่อเป็นคนของทางการ ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมต้องดีด้วย สามารถให้กำเนิดทายาทอีก 10 คนก็ยังได้ แล้วทำไมเขาจึงต้องกลายเป็นภรรยาของผู้อื่น
เช่นนั้น ไม่เรียกว่าน่าเสียดายหรอกหรือ?
นางรู้สึกเหมือนได้ยินเรื่องที่ไม่อยากฟังเข้า เท้าทั้งสองเซถอยหลังก่อนจะเริ่มวิ่งหนี เด็กสาวจำนวนมากที่อยู่ไกลๆและไม่ได้ยินบทสนทนาของเด็กสาวและหลี่ชิงหมินต่างก็สับสน พวกนางมองหน้ากันก่อนจะวิ่งตามสหายออกไปเพื่อสอบถาม
เห็นพวกนางจากไปเช่นนี้ หลี่ชิงหมินจึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชีวิตของพวกนางมีความหวังเพียงเท่านี้เองหรือ? ในขณะที่เขาเตรียมพร้อมสำหรับการใหญ่ในอนาคต เด็กๆพวกนี้เพียงแค่ต้องการใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อให้อยู่ในบ้านที่มีอาหารกินทุกๆวันเท่านั้นเอง
หลี่ชิงหมินหลุบตาลง รู้สึกว่าการกระทำของเขาที่ผ่านมาช่างน่าขันจริงๆ ที่ผ่านมาเขาเอาแต่นั่งกินนั่งดื่มชาอย่างสบายใจ แต่กลับบอกว่านั่นยังไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของตนเอง เขาคิดถึงอนาคตและทิศทางมากมายที่ควรจะเดินเพื่อให้ตนเองสามารถยังนั่งสบายใจเช่นนั้นได้ กระนั้น...ในขณะที่เขาคิดและวางแผน ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทำลายเวลาแห่งความสุขของเขาไปด้วย
“ฝูเซ่า” เสียงราบเรียบของชิงหมินดังขึ้น ทำเอาฝูเซ่าที่ยืนอารักขาอยู่ไม่ไกลต้องรีบเข้ามา
“ขอรับคุณชาย” เนื่องจากเด็กสาวกลุ่มนั้นเข้ามาวุ่นวายอยู่ใกล้ๆ ฝูเซ่ากลัวว่าคุณชายจะเป็นอะไรก็เลยรีบเดินมาอยู่ไม่ไกลจากเขานัก หากไม่ใช่เพราะเด็กสาวผู้นั้นวิ่งหนีไปเสียก่อน เขานี่แหละที่จะมาเป็นคนจัดการขับไล่สาวๆพวกนั้นให้ออกไปจากคุณชายของตนเองแทน
“บอกพวกทหารให้ลองเก็บเจ้าพวกนี้มาหน่อยเถอะ” หลี่ชิงหมินชูผลพืชรูปร่างแปลกๆชนิดหนึ่งขึ้นมา ลักษณะของมันก็คือเป็นลูกกลมๆสีแดง ถูกรู้จักกันว่าเป็น “ผลคัน” หากกินเข้าไปจะทำให้รู้สึกคันไปทั้งตัว หากไม่กินยาแก้พิษคัน จะต้องทนทรมานไปมากกว่า 3 วันเลยทีเดียว
ผลคันพวกนี้มีอยู่ทั่วภูเขา ชิงหมินเก็บเอาไว้ตั้งแต่ทางขึ้นเขาแล้ว เนื่องจากพวกมันไม่มีประโยชน์และกินไม่ได้ จึงไม่ได้รับความใส่ใจนัก อย่างไรก็ตาม...ผลคันเป็นอะไรที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่หุบเขา ฉะนั้นจึงกำจัดเท่าไรก็กำจัดไม่หมด สุดท้ายแล้วนอกจากพื้นที่อาศัยของพวกเขาเอง ทุกคนก็คร้านที่จะไปจัดการมัน
เดิมทีหลี่ชิงหมินสนใจมันเพราะพิษที่ทำให้รู้สึกคันคะเยอ หากเขาสามารถสกัดส่วนนี้ออกมาใช้ได้ ต่อไปเจอกับศัตรูอีก ยังสามารถฉีดพิษเหล่านี้แล้วทำให้ศัตรูต้องหยุดโจมตีได้ ส่วนประโยชน์อื่นๆของมันนั้น เขาก็ไม่อยากที่จะสนใจนัก เนื่องจากมันเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
ทว่า.....
ความคิดของชิงหมินถูกเปลี่ยนไปเล็กน้อย ถึงแม้ว่าหมู่บ้านนี้จะยังต้องถูกจัดการก็เถอะ แต่กลุ่มคนที่ไม่รู้เรื่องด้วยก็ไม่ควรจะต้องลำบากไปกับพวกเขาใช่ไหม? นอกจากนี้....เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่รอดกันต่อไปโดยปราศจากความช่วยเหลือของทางการได้ ผลคันนี่แหละคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด
ในเมื่อเขามาถึงที่นี่แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นโชคชะตาก็แล้วกัน
ฝูเซ่าไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่คิดขัดคำสั่งของคนเป็นเจ้านาย อีกอย่าง มันก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ผลคันขึ้นเต็มไปทั่วป่าเช่นนี้ ใช้เวลาสิบนาทีก็ได้มาทั้งตะกร้าแล้ว ไม่ถือว่าลำบากพวกทหารมากนักด้วยซ้ำ
แล้วก็เป็นอย่างที่ฝูเซ่าคิดไว้จริงๆ เมื่อเรียกหาทหารเพื่อมาช่วยงานชิงหมิน พวกเขาก็แทบจะวิ่งกันมาทำงานให้แล้ว ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ทหารก็พากันแบกผลคันมาเกือบ 10 ตะกร้าแบกของ คิดแล้วน่าจะได้ผลคันมากกว่า 200 ผลเสียอีก
“คุณชาย ผลคันพวกนี้เก็บมาทำไมหรือขอรับ” ฝูเซ่าเอ่ยถาม
“เจ้าเอาพวกมันไปแช่น้ำสักหน่อยเถอะ แช่น้ำให้ท่วมมิดทั้งหมดเลยนะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาดูกันอีกที”
“ขอรับคุณชาย” ฝูเซ่ารับคำสั่ง เนื่องจากที่นี่เป็นหุบเขา ย่อมไม่ขาดน้ำอยู่แล้ว รอบๆนี้มีลำธารขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าเป็นฤดูทั่วไป ผู้คนก็จะใช้น้ำในลำธารนี้ แต่ถ้าเป็นฤดูฝน ลำธารนี้แหละที่เป็นหายนะของพวกเขา
คนทำงานอย่างรวดเร็วจึงสามารถแช่ผลคันได้ครบทั้งหมด ชิงหมินตรวจสอบดูและนำผ้าผืนหนาของตนเองออกมาเพื่อคลุมอ่างน้ำที่มีผลคันอยู่เต็มไปหมดนี้ การกระทำของเขาค่อนข้างประหลาดในสายตาของผู้คน แม้แต่พวกทหารก็ยังให้ความสนใจกับการลุกมาทำงานของว่าที่ฮูหยินท่านแม่ทัพใหญ่เช่นนี้
ต้องบอกว่าพวกเขาเคยชินกับการที่คุณชายเอาแต่นั่งๆนอนๆเสียแล้ว การที่ลุกมาทำอะไรบางอย่างจึงทำให้พวกเขาแปลกใจไม่น้อย ยิ่งการที่จู่ๆคุณชายก็เรียกหาผลคันมาจำนวนมากเช่นนี้ ไม่ใช่ว่ากำลังวางแผนที่จะทำยาพิษต่อหน้าชาวบ้านมากมายเหล่านี้หรอกใช่ไหม?
คนในขบวนนี้มากกว่าครึ่งรู้จักหลี่ชิงหมินเป็นอย่างดี ยาอัมพาตที่ช่วยเหลือพวกเขาในการรักษา แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากยาพิษที่คุณชายคิดค้นต่างหาก พวกเขาใช้ยาอัมพาตนี้เพื่อต่อสู้และสังหารผู้คนในคราแรก เป็นกลุ่มที่สามารถยืนยันความรู้ในการปรุงยาพิษของคุณชายหลี่ดีที่สุดแล้ว
กระนั้น การทำยาพิษในอาณาจักรเซินคือเรื่องผิดกฎหมาย หากมีใครหลุดปากพูดออกไปในอนาคต คุณชายหลี่อาจจะถูกสอบสวน และแม้แต่แม่ทัพใหญ่ของพวกเขาก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วยก็ได้
ทหารหลายคนเป็นกังวลในใจ ภาวนาแค่ว่าคุณชายหลี่จะไม่สิ้นคิดขนาดปรุงยาพิษกลางหมู่บ้านเช่นนี้ ส่วนการกระทำของคุณชายหลี่สมควรหรือไม่ พวกเขาไม่สามารถพูดออกมาได้ ท่านแม่ทัพใหญ่มีหูตากว้างไกล เขาย่อมสามารถมองเห็นการกระทำเช่นนี้ของว่าที่ฮูหยินได้เอง
“คืนนี้ปล่อยไว้เช่นนี้ก่อน ตอนนี้ได้เวลากินอาหารกันแล้ว ไปกันเถอะ” หลี่ชิงหมินตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง เขาไม่ได้สนใจสายตาแปลกๆที่มองมายังตนเอง ลุกขึ้นเต็มความสูงและชวนฝูเซ่าตามกลิ่นอาหารไป
ถึงแม้จะเป็นข้าวต้มธรรมดาๆ แต่อาหารที่ร้อนๆย่อมดีกว่าของกินที่เย็นชืด นอกจากนี้กองเสบียงของกองทัพก็ไม่ได้แย่ อาหารของพวกเขากินได้ทุกอย่าง หลี่ชิงหมินเคยอยู่ในกองทัพอิสระมาก่อน อาหารเช่นนี้กินจนชินเสียแล้ว ยิ่งการเดินทางนี้ที่หวงซีเฉิงเลือกอย่างพิถีพิถันมากกว่าครั้งก่อนๆ ผู้ปรุงอาหารในขบวนยังต้องเป็นคนในกองทัพที่เก่งกาจที่สุด ดังนั้นหลี่ชิงหมินจึงเหมือนกับว่าได้เจอลาภปากอย่างแท้จริง
คนปรุงอาหารขององค์รัชทายาทก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมือนกัน แต่จะยอดเยี่ยมยิ่งกว่าคนที่หวงซีเฉิงเลือกมาหรือไม่ ยังต้องดูกันอีกที...
………………………………………………